ลำไส้ผมก็ช่างเป็นกันเองกับเจ้าของ เพราะมันรู้ว่าเมื่อไหร่ผมอ่านจบเรื่อง มันก็สุดพอดี

วันที่ 18 กันยายน 2550

วันนี้เป็นวันอังคารของสัปดาห์ที่ 20 นับถอยหลังไปก็เหลืออีก 57 วันดีดัก แฮ่ะ แฮ่ะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตื่นมาตอนเช้า ซดกาแฟให้คล่องคอ รอประมาณ 10 นาทีวิญญาณก็เข้าร่างหลังจากไปท่องเที่ยวมาตลอดคืน (หมายความว่าฝันนะครับ ไม่ได้เอาตัวไปด้วยเลย) นั่งอ่านหนังสือศิลปวัฒนธรรมขณะคลายทุกข์บนโถที่เขาทำมาค่อนข้างจะเล็กไปสักนิดในความคิดผม หากนั่งนานๆจะทำให้ชาต้นขา เพราะว่ามันกดลงบนเส้นประสาทที่อยู่ด้านหลังของต้นขาที่ชื่อว่า Sciatic nerve พอดีพอดิบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>เรื่องอ่านหนังสือขณะปลดทุกข์นี่เป็นเรื่องที่สืบมาทางสายเลือดผมครับ ตั้งแต่จำความได้ ผมเห็นพ่ออ่านหนังสือขณะเข้าส้วมมาตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ท่านเป็นคนท้องผูก เลยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์จนเกือบจะจบทั้งฉบับ บ้านเราจนครับ พ่อสร้างบ้านเองกับมือ อาศัยพี่เขยและน้า (ของแม่ผม) มาช่วยกันสร้างให้ในราคาย่อมเยา เสาเอกของบ้านมีเหล็กเส้นอยู่ภายในเพียง 3 เส้นเท่านั้น เพราะตังค์ไม่พอ คิดถึงตรงนี้แล้วรู้สึกถึงความยากลำบากของพ่อและแม่มาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                </p>ครั้งหนึ่งตอนที่ผมยังแบเบาะ คลานยังไม่เป็น มีพายุลูกเห็บที่สุราษฎร์ฯ ต้นขี้เหล็กหักโค่น แม่ต้องไปหลบอยู่ในห้องแถวข้างบ้าน เพราะรู้สึกว่าบ้านเราโยกทั้งหลัง ท่านมองไปที่บ้านก็เห็นว่าบ้านเราเอียงไปมาตามแรงลมเลยจริงๆ (นี่ขณะเขียน ผมขนลุกเลยครับ) พ่อทำงานอยู่ที่บริษัทไทยสมุทรฯซึ่งอยู่ปากซอยบ้านพักนายอำเภอ (ชื่อสามัญว่า ซอย 21) ไม่กล้าเดินมาดูบ้านตัวเองในทางเดินประจำ ท่านต้องเลี่ยงเดินไปอีกซอยหนึ่ง แล้วโผล่หน้ามาดูบ้าน ก็พบว่า เปียกทั้งหลัง ในบ้านก็เปียกหมด แต่ไม่มีร่องรอยความเสียหาย หลังคาสักแผ่นก็ไม่แตกไม่ปลิว แม่บอกว่าเพราะเรามีหลวงปู่ทวดอยู่ในบ้านนั่นแหละ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ออกไปไกลครับ มาเรื่องส้วมต่อ บ้านเราเป็นส้วมนั่งยอง ลองนึกสิครับว่าพ่อจะทรมานแค่ไหนที่มีอาการท้องผูก ผมและแม่ค่อนข้างสบายเพราะถ่ายคล่องวันละ 2 หน ดังนั้นหนังสือเล่มหนึ่งใช้เวลาอ่านนาน เมื่อโตขึ้น มาเรียนหนังสือที่ม.อ. ทำงานในม.อ. ที่ห้องพักเป็นส้วมชักโครงนั่งสบาย อ่านหนังสือได้ครั้งละนานๆ ลำไส้ผมก็ช่างเป็นกันเองกับเจ้าของ เพราะมันรู้ว่าเมื่อไหร่ผมอ่านจบเรื่อง มันก็สุดพอดี ยิ่งถ้าเมื่อไหร่มีหนังสือเล่มโตๆ ชนิดที่ว่าต้องอ่านเป็นสัปดาห์ ช่วงนั้นผมจะถ่ายได้เรื่อยๆ บางครั้งวันละ 3-4 ครั้งก็เคย ดังนั้นบางทีผมอ่านแค่ 4-5 วันก็จบเล่ม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                และผมก็ยังมีสิ่งที่พ่อส่งผ่านมาให้อีกเรื่องคือ การถ่ายนอกบ้านเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ประเภทที่ว่าถ้าต้องถ่ายจริงๆ นั่นคงเป็นเพราะว่าสุดทน ผมอยู่ที่สิงคโปร์นี่นับว่าโชคร้ายที่บ้านอยู่ไกล เดินกลับไปไม่ไหวและคงไม่ทัน แต่ก็ยังโชคดีที่มีส้วมสะอาดบริการมากกว่าที่บ้านเรา พ่อหนาพ่อ ส่งยีนอะไรมาให้เนี่ย ฮา (ส่งเสียงหัวเราะขึ้นไปถึงสวรรค์เลยครับ…คิดถึงจริงๆ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้ตอนเช้าตรวจคนไข้กับครูลี เลิกก็เที่ยงครึ่ง ขึ้นไปประชุมที่ภาควิชา เขาคุยกันเรื่องสถิติของหน่วยที่พบว่า คนไข้หน่วยเราเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เดือนนี้เพิ่มมากกว่าเดือนเดียวกันในปีที่แล้วเกือบเท่าตัว ครูหาญภูมิใจ บอกว่าหน่วยเราทำเงินให้โรงพยาบาลมากที่สุด ผมก็เสริมไปว่า ทำให้ท่านต่างหากเล่า (กระซิบกับหมอลุปน่าครับ ฮากัน 2 คน) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ในที่ประชุมวันนี้เขายังเชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยอะไรไม่รู้มาประชุมด้วย น่าจะเป็นประชาสัมพันธ์ เขามีหน้าที่ตกแต่งโรงพยาบาล เธอเริ่มต้นว่า ต้องขอขอบคุณที่อนุญาตให้เขาเอาป้ายโปสเตอร์ที่หน้าคลินิกที่เคยมีอยู่ออก เพราะว่าข้อมูลต่างๆที่ให้คนไข้อ่านนั้นมีมากมายและมั่วตั้ว ดูเหมือนป้ายรถเมล์ เดี๋ยวนี้ป้ายรถเมล์เขาก็ตกแต่งจนไม่มีป้ายโฆษณาติดแล้ว มีแต่ภาพสวยๆ นี่ถ้าเราไม่ยกออกไปก็คงแย่กว่าป้ายรถแน่ๆ ผมประทับใจกับการเริ่มต้นทักทายของเขามาก เขาก็นำเสนอแบบของแผ่นโปสเตอร์แบบใหม่ ที่เกี่ยวกับ urogynae นั่นแหละ ผมเหลือบเห็นปุ๊บก็พบว่าสวยเก๋ เพียงแต่ภาพยังไม่เข้าตาเท่านั้น เลยแอบเขียนและวาดตามที่จินตนาการออกไปว่า ภาพตรงกลางน่าจะเป็นภาพถ่ายคนผู้หญิงจริงๆ ที่ยืนหันหลัง เอาแบบสาวๆหน่อยก็ได้ เธอควรจะสวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืดสีขาว ผมยาวประไหล่ หันหน้าเข้าหาห้องน้ำ ทำท่าเหมือนปวดฉี่ ส่งไปให้ครูหาญ ท่านถามว่าทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้ ผมบอกว่า ไม่รู้ คิดตามความรู้สึก ว่ามันดึงให้น่าดูมากกว่า ท่านเลยบอกว่า ผิดหวัง เพราะคิดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ควรสวมเสื้อผ้าเลยมากกว่า แล้วก็หัวเราะกัน อาร์เธอก็โยนกระดาษคืนมาให้ผม ผมก็แย้งว่า ไม่โจ๊ก นี่คิดจริงๆ หลายคนเห็นด้วยกับผมครับ ลุปน่า อาร์ลีน ดันดี และนาตาลี แต่เจ้าของภาควิชาไม่เอาด้วย เลยตกไป แหม รู้จักผมน้อยไป นี่เคยออกแบบปกหนังสือตีพิมพ์มาแล้วนะ ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                แล้วเขาก็ยังคุยกันต่อเรื่องหนังสือของหน่วย ว่ายังหาคนเขียนไม่ครบ ผมเลยสะกิดให้เพื่อนๆรีบเดินออกไป เพราะว่าเดี๋ยวถูกอาร์เธอโยนมาให้อีก จริงๆเขาเป็นเจ้าของ เขาเป็นบก. เขาน่าจะเขียนให้มากกว่านี้ นี่เขียนแค่บทเดียว แล้วส่งให้คนอื่นเขียนกันมากมาย นี่เป็นความรู้สึกจริงๆของผม และผมก็เถียงเขาหลายทีแล้วว่า ทำไปจะขายใครเนี่ย ผมยังคิดไม่ออกเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                2 โมงครึ่ง ครูโทรมา บอกว่าให้ผมไปห้องผ่าตัด เพื่อช่วยคุณหมอ ตัน (HH Tan) คนไข้ของเขาที่ปรึกษาครูผมเข้าห้องผ่าตัดแล้ว ครูบอกว่าเป็นคนไข้ private ให้ผมทำเงียบๆ ให้เราตัดมดลูกกันไปก่อน เดี๋ยวท่านมาแทง prolift เอง แต่จะดังหรือเงียบก็ไม่เป็นไร คนไข้ถูกวางยาสลบครับ เราเลยดังได้เต็มที่ ผมเข้ากับหมอตันได้เป็นอย่างดี เขาพูดเก่งมาก ชวนผมคุยตลอด แถมยังถามผมอีกว่า เจอหว่อง ฟุก หรือยัง เขาน่าจะชวนผมไปกินเบียร์บ้างนะ เพราะรายนี้ชอบมาก ผมเลยบอกว่าไม่มีปัญหา ไปกันมาแล้ว เลยเป็นอันว่า ต่อไปถ้าเขาจะไปเที่ยวหรือผมไปเที่ยวให้ตามกัน ตายล่ะหว่า ทำไมมีแต่มิตรในก๊งแอลกอฮอล์ทั้งนั้นเลยเนี่ย ฮาลูกกระเดือกจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เราผ่าตัดกันได้อย่างเร็ว ครูก็แค่มาแทง prolift และ TVT-O เท่านั้นเราก็เสร็จ งานนี้ครูได้ชมผมว่า ผมทำงานได้ดี เล่นเอาปลื้มไปหลายยก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กลับบ้านราว 5 โมงครึ่ง นั่ง shuttle bus ไปลงที่ Bugis เหมือนเดิม ผมไปกินข้าวที่ Kopitium ที่อยู่ในตึก Rochor center ซึ่งพบว่ามีข้าวต้มอร่อยราคาถูกมากๆ กินอิ่มพอดีในราคา 3.2 เหรียญ กับข้าว 2 อย่าง พรุ่งนี้จะมากินอีก แต่จะลองเลือกกินอาหารเกาหลีดู <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้มาแปลกครับ เขียนไปเขียนมาเริ่มด้วยเรื่องส้วม แล้วมาจบด้วยของกินไปได้สิน่า