ในวงการหมออนามัยจะเรียกผมว่า “ผีแห้ง” ซึ่งเป็นชื่อตั้งที่ได้รับมอบจากรุ่นพี่ ในรั้ววิทยาลัยการสาธารณสุข ภาคใต้ จว.ยะลา (วิทยาลัยการสาธารณสุจสิรินธร ยะลา) รุ่นน้องผมคนหนึ่งมาสอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนักวิชาการที่ สสจ.พัทลุง ซึ่งจะเรียกผมว่า “พี่แห้ง” (ดูดีขึ้นมาหน่อย) ได้เปิดประเด็นเรื่องความคิดของผมต่อสังคมในทุกวันนี้ ขณะที่ชวนกันไปกินมื้อเที่ยงเป็นข้างราดแกงที่ร้านสวัสดิการสำนักงาน

     ผมเอามาเล่าต่อว่าผมมีความเชื่อเรื่อง “สังคมไทย” อย่างนี้ครับว่าสังคมไทยโชคดีที่มีสถาบันหลัก ๆ ที่ช่วยค้ำจุน โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นที่ยึดเหนี่ยว และเชื่อมความสามัคคีของคนในสังคม รวมถึงสถาบันครอบครัวและชุมชนที่ยังถือว่าเข้มแข็งอยู่มาก

     ยังมีหลายภาคส่วนที่ใช้หลักคิดที่ว่าจะพยายามพึ่งตนเองให้ได้ และพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยมี “ไตรภาคี” คือ ภาครัฐส่วนกลางและภูมิภาค ภาครัฐส่วนท้องถิ่นที่มีอิสระและไวต่อปัญหา คล่องตัวในการพัฒนา และภาคเอกชนและประชาสังคมที่มีอิสระเป็นประชาธิบไตย เป็นตัวขับเคลื่อนและร่วมรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม (Social Responsibility)

     สังคมไทยมีความหลากหลายของวัฒนธรรม และยืดหยุ่นในการการผสมผสานกัน ยืดหยุ่นในการเชื่อมวัฒนาธรรมเก่าและกระแสใหม่ คนในสังคมมีความตื่นและต้องการการเรียนรู้ ภูมิคุ้มกันของสังคมยังทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ในภาพรวม

      การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงตามกระแสโลกาภิวัตน์ การพัฒนาที่มุ่งทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มุ่งทำร้ายความเป็นชุมชนให้ล่มสลาย ระบบทุนและวัตถุนิยม จะเป็นตัวลดสิ่งที่ผมเชื่อก่อนหน้าให้ไร้ประสิทธิภาพ เป็นอัมพาต จึงต้องรู้เท่าทัน เริ่มจากตัวเราก่อน แล้วค่อย ๆ ช่วยเพื่อนให้รู้เท่าทัน แบ่งปันกันรู้ ผมยังเชื่อว่าสังคมเรายังพอที่จะยืนหยัดต่อสู้ได้ เพราะเรามีทุนทางสังคมอยู่แล้วอย่างเพียงพอ