ที่สำคัญความผิดครั้งนี้ ถึงแม้ดิฉันจะนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตได้ แต่ถ้าดิฉันมองไม่ออกถึงเนื้อแท้ของคำว่า การจัดการความรู้ ว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร ก็คงไม่มีบันทึกนี้แน่นอนค่ะ

           คุณเคยเป็นแบบนี้รึเปล่าค่ะ  เวลาที่เรารู้สึกไม่มั่นใจ ไม่พร้อม หรือแม้กระทั่งไม่มีเวลา  เวลาที่เราได้รับการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการให้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นการติดต่อในลักษณะแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรามักจะปฏิเสธไปในทันที เพียงเพราะเราคิดว่า เราไม่มั่นใจ  เราไม่พร้อม  เราไม่มีเวลา

           ดิฉันเคยเป็นแบบนี้มาแล้วค่ะ ในคราวที่  คุณเมตตาโทรมาเพื่อให้เขียนเล่าเรื่องราวความสำเร็จในการนำ KM เข้ามาใช้ในการทำงาน โดยทำเป็นลักษณะโปสเตอร์ (ไวนิล)  เพื่อนำเสนอในงานมหกรรม  KM  ภูมิภาค ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28 - 29  กันยายน  2550   ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร  จังหวัดพิษุโลก

        หลังจากที่ได้พูดคุยกันในรายละเอียด  ดิฉันเกิดความกังวลทันที และรู้สึกไม่มั่นใจ เนื่องจากคณะวิทย์ เพิ่งจะนำเรื่องการจัดการความรู้เข้ามาในคณะฯ อย่างเป็นจริง เป็นจัง เมื่อไม่นานมานี้เอง 

        คณะกรรมการก็ยังไม่ได้มีการจัดตั้ง

การให้ความรู้กับบุคลากรก็ให้เฉพาะบุคคลที่เป็นแกนนำ และระดับผู้บริหารเท่านั้น

         หลายอย่างเพิ่งเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ทุกอย่างถูกบรรจุไว้ในแผน  ซึ่งจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาอันใกล้

         เมื่อเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ  ไม่พร้อม  ปรกอบกับมีงานเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการให้เสร็จ จึงได้ปฏิเสธคุณเมตตา ไปว่า ปีนี้หลาย ๆ อย่างยังไม่ชัดเจน  แล้วตอบเธอไปว่าไว้เป็นปีหน้านะคะ  ดิฉันคิดว่า คงจะพร้อมกว่านี้

 ดิฉันยุติการเจรจาในวันนั้น  โดยไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ผู้บริหารฟัง

 ดิฉัน ได้มีโอกาสอ่าน  บันทึกนี้ การเจรจา  ให้ได้งาน   ของคุณเมตตา  ทำให้ดิฉันได้นึกคิดหลังจากมานั่งทบทวน ย้อนนึกถึงเนื้อแท้ของการจัดการความรู้  ว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร  จำเป็นต้องมีกรรมการหรือเปล่า  จำเป็นต้องมีระบบ  มีโครงการ  มีแผนงานที่ชัดเจนหรือไม่

         นึกได้ดังนี้แล้ว ดิฉันอยากจะเขกกระโหลกตัวเองให้ดังป๊อก ๆ ๆ

 นี่เรามัวแต่คิดอะไรอยู่เนี่ย  การจัดการความรู้ จริง ๆ แล้ว มันก็เนียนอยู่ในเนื้องานที่เราทำนั่นแหละ  ไปคิดอะไรให้มันยากเย็น

         เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ดิฉันโทรหาคุณเมตตา ทันที  แล้วบอกเธอว่า ดิฉันขอย้อนเวลากลับไป แล้วขอเปลี่ยนคำตอบใหม่ได้ไหม

 เธอถามว่า  "ทำไม  เปลี่ยนใจจะทำแล้วใช่ไหม"

                          ดิฉันตอบเธอไปว่า "ดิฉันขอไปหารือ CKO ของดิฉันก่อน แล้วดิฉันค่อยให้คำตอบได้ไหม"

 รุ่งขึ้น ดิฉัน เล่าเรื่องนี้ให้ท่าน CKO ฟัง

              "คุณมีเรื่องที่จะเขียนไว้ในใจหรือยัง"   ท่าน CKO ถาม

"ดิฉันจะเขียนเรื่อง การนำ KM เข้ามาเนียนในเนื้องานประจำของ QA"

            "เอาสิ  เรื่องนี้มอบให้คุณดำเนินการแล้วกัน"  ท่าน CKO เปิดโอกาสให้ดิฉัน

"ได้ค่ะ  แล้วดิฉัน จะเขียนร่าง เนื้อหาให้ดูก่อนนะคะ"

 ดิฉันขอบคุณบันทึกนี้ของคุณเมตตา ซึ่งเปรียบเสมือนทำให้ดิฉันได้นั่ง ไทม์แมชชีน  ย้อนกลับมามองความคิดของตัวเอง  ว่าในเรื่องบางเรื่อง เราไม่ควรด่วนตัดสินใจ  เพียงเพราะอาศัยมุมมอง กรอบความคิด ของเราเพียงคนเดียว   ถ้าเราได้ใช้สติ ตรึกตรองดูสักนิด  แล้วคิดให้กว้าง  ที่สำคัญ เราควรปรึกษาผู้ใหญ่ด้วย 

         การได้มีโอกาสได้ไปนำเสนอในงานนี้  เหมือนเป็นการเปิดมิติ เปิดมุมมองของเราให้กว้างขึ้น  ถึงแม้ว่าเนื้องานที่เรานำเสนอ จะเป็นเพียงเนื้องานเล็ก ๆ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า เราเข้าใจเนื้อแท้ของการทำ KM แบบเนียนในเนื้องานจริง ๆ

 และแล้ว งานชิ้นนี้ของดิฉัน ก็สำเร็จลงด้วยดี

 ขอบคุณ ท่าน รศ.ดร.นงเยาว์  สว่างเจริญ   CKO ของดิฉัน ที่รับฟังความคิดเห็นของดิฉัน  และไว้วางใจมอบหมายงานชิ้นนี้ให้ดิฉันได้ทำ 

                 ขอบคุณ คุณเจนวดี หิรัญรัตน์ น้องที่น่ารัก  ที่ช่วย capture เนื้อหาจาก word  เป็น powerpoint

 ขอบคุณ คุณสามี  ที่สละเวลาให้ลูกน้องที่บริษัท  มาช่วยออกแบบงานชิ้นนี้

                  ที่สำคัญขอขอบคุณคุณเมตตา ค่ะ  ที่เขียนบันทึกนี้ อย่างทันท่วงที  เพราะถ้าเธอเขียนเล่าหลังจาก งาน KM ภูมิภาค ยุติไปแล้ว  ดิฉันคงรู้สึกเสียใจไปมากกว่านี้ 

              ที่สำคัญความผิดครั้งนี้ ถึงแม้ดิฉันจะนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตได้  แต่ถ้าดิฉันมองไม่ออกถึงเนื้อแท้ของคำว่า การจัดการความรู้ ว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร  ก็คงไม่มีบันทึกนี้แน่นอนค่ะ