หัวข้อนี้ได้จากอาจารย์ราณี ที่สะท้อนคิดการเรียนรู้ในลักษณะต่างๆ อาจารย์มองว่าพลังการเรียนรู้ยังอิดๆออดๆ เล่นหนักไปทางภาคทฤษฎี ทั้งที่การจะเป็นมืออาชีพได้นั้นต้องเรียนเพื่อให้ทำเป็น เมื่อจบไปแล้วจะต้องอาศัยทักษะชีวิตอย่างมาก แต่ด้านนี้เด็กๆได้เรียนกันน้อยมาก มีการสอนนิดหน่อยพอเป็นกระสายยา จบออกมาหางานยาก เพราะไม่รู้จริงสักอย่าง หน่วยงานต่างๆต้องเสียเวลาไปอบรมอีกหลายครั้ง  การที่ตั้งเงินเดือนแรกเข้าไว้ต่ำ อาจจะเป็นเพราะหน่วยงานเขาต้องไปเสียค่าพัฒนาฝีมือบุคลากรอีกนั่นเอง

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ไม่รู้จะโพนทะนาอย่างไร เพราะหลักสูตรที่ละภาควิชาเปิดสอนนั้นผ่านการกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี ถึงได้รับการอนุมัติมาบรรจุในภาควิชาต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์มันเปลี่ยนไป ถ้าภาควิชาไม่ยกเครื่องอยู่เรื่อยๆ วิชาความรู้ก็จะตกรุ่นได้ เกิดวิกฤติศรัทธานักศึกษาไม่สนใจเรียน จำนวนลดลงๆไปทุกปี สุดท้ายก็เปิดรับนักศึกษาปีเว้นปี ในที่สุดก็ปิดตัวลง นี่คือความเสื่อมของวิชาความรู้ที่ตกรุ่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p align="justify">ต่อไปวิภาควิชาไหนนักศึกษาเอาไปทำมาหากินไม่ได้โดยตรงจะอยู่ยาก ถ้าผู้เรียนหารายได้หรือหากำไรจากวิชาความรู้ของตนเองไม่ได้ มีหวังหายหน้ากันไปทีละรายสองราย  ท่านประธานหลักสูตรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องทบทวนเรื่องนี้อย่างหนัก หมวดวิชาช่างเทคนิคต่างๆเหมาะสมกับเด็กในชนบทอย่างมาก แต่ครูแนะแนวก็ดึงเด็กไว้ให้เรียนสายสามัญเพื่อจะเก็บค่ารายหัว อีกทั้งทัศนคติเรื่องการเรียนสายอาชีพมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ประกอบกับเด็กเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อยากเรียนสบายๆไม่ต้องฝึกงาน ขอให้แต่สอบผ่านได้กระดาษจบไปถึงไร้ฝีมือก็ไม่เป็นไร โดยหารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้กระดาษเสื่อมมนต์ขลังแทบไม่เหลือศักดิ์และสิทธิ์เท่าใดแล้ว ที่ประเทศสิงค์โปรเขาจะกำหนดเป็นมาตรฐานชาติ เด็กจะต้องเรียนสายเทคนิค70%เรียนสายสามัญ30% ซึ่งต่างกับบ้านเราที่ตัวเลขตรงกันข้ามกัน แล้วเมื่อไหร่เราจะทันแห่ทันกินกับเขาละครับ     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เรื่องประเมินภายนอกภายใน ผมเห็นเข้าท่าที่จังหวัดมหาสารคาม ทีมประเมินเขาจะให้ผู้อำนวยการโรงเรียน1คนเป็นหัวหน้าทีม นอกนั้นในทีมจะประกอบตัวแทนชุมชน ตัวแทนองค์การปกครองท้องถิ่น ตัวแทนผู้ปกครอง การจัดทีมเช่นนี้ปรากฏว่าได้ผลดีอย่างมาก ที่ผู้รับบริการการศึกษาได้ไปประเมินด้วยตนเอง โรงเรียนไหนที่เอาขยะกองโตมาให้ตรวจก็หน้าหงายไป คณะประเมินจะสนใจที่ตัวเด็กมากที่สุด  ได้เชิญคณะครู ผู้บริหาร ประธานนักเรียนและเพื่อนๆมาให้ข้อมูล นั่งเป็นวงกลมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอและหารือกัน ผลปรากฏว่าตัวแทนเด็กนักเรียนสะท้อนปัญหาได้อย่างหมดจด อะไรที่ควรแก้ไขเด็กหยิบยกมาเล่าฉอดๆๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">   </p><p align="justify">ถ้าประเมินได้ความจริงอย่างนี้ โอกาสที่โรงเรียนจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นย่อมมีโอกาสสูงมาก เพราะทุกคนรับรู้ร่วมกัน จะช่วยเหลือร่วมมือกันแก้ไข ซึ่งจะต่างจากเมื่อก่อนที่เน้นตรวจกระดาษ ตรวจวัตถุ ตรวจรั้วโรงเรียน ไม่ได้ตรวจจุดสำคัญที่สุดคือตัวเด็ก ว่าเรียนอย่างไร อยู่ในสภาพใด ได้รับบริการอย่างไร จัดการเต็มที่แล้วหรือยัง การประเมินเช่นนี้ไม่ใช่การจับผิด แต่ยกระดับมาตรฐานการประเมิน ทำให้พบทางออกที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ร่วมมือกันทำความจริงให้ปรากฏ ผลลัพธ์ผลย่อมนำมาซึ่งศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย เกิดความสบายใจ ผู้บริหารและคณะครูจะยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ทราบว่ามีเขตพื้นที่การศึกษาไหนบ้างที่จัดทีมประเมินลักษณะนี้แบบนี้ จะอนุโมทนาล่วงหน้า มาชวนทำบุญขั้นพื้นฐาน ด้วยการยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ดีขึ้นตามลำดับกันเถิดนะครับ บุญกุศลจะดลบันดาลให้ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษดั่งใจหวัง ขอเอาใจช่วยคุณครูอาจารย์ทุกท่านครับ.</p>