หัวข้อนี้ได้จากอาจารย์ราณี ที่สะท้อนคิดการเรียนรู้ในลักษณะต่างๆ อาจารย์มองว่าพลังการเรียนรู้ยังอิดๆออดๆ เล่นหนักไปทางภาคทฤษฎี ทั้งที่การจะเป็นมืออาชีพได้นั้นต้องเรียนเพื่อให้ทำเป็น เมื่อจบไปแล้วจะต้องอาศัยทักษะชีวิตอย่างมาก แต่ด้านนี้เด็กๆได้เรียนกันน้อยมาก มีการสอนนิดหน่อยพอเป็นกระสายยา จบออกมาหางานยาก เพราะไม่รู้จริงสักอย่าง หน่วยงานต่างๆต้องเสียเวลาไปอบรมอีกหลายครั้ง การที่ตั้งเงินเดือนแรกเข้าไว้ต่ำ อาจจะเป็นเพราะหน่วยงานเขาต้องไปเสียค่าพัฒนาฝีมือบุคลากรอีกนั่นเอง
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ไม่รู้จะโพนทะนาอย่างไร เพราะหลักสูตรที่ละภาควิชาเปิดสอนนั้นผ่านการกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี ถึงได้รับการอนุมัติมาบรรจุในภาควิชาต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์มันเปลี่ยนไป ถ้าภาควิชาไม่ยกเครื่องอยู่เรื่อยๆ วิชาความรู้ก็จะตกรุ่นได้ เกิดวิกฤติศรัทธานักศึกษาไม่สนใจเรียน จำนวนลดลงๆไปทุกปี สุดท้ายก็เปิดรับนักศึกษาปีเว้นปี ในที่สุดก็ปิดตัวลง นี่คือความเสื่อมของวิชาความรู้ที่ตกรุ่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p align="justify">ต่อไปวิภาควิชาไหนนักศึกษาเอาไปทำมาหากินไม่ได้โดยตรงจะอยู่ยาก ถ้าผู้เรียนหารายได้หรือหากำไรจากวิชาความรู้ของตนเองไม่ได้ มีหวังหายหน้ากันไปทีละรายสองราย ท่านประธานหลักสูตรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องทบทวนเรื่องนี้อย่างหนัก หมวดวิชาช่างเทคนิคต่างๆเหมาะสมกับเด็กในชนบทอย่างมาก แต่ครูแนะแนวก็ดึงเด็กไว้ให้เรียนสายสามัญเพื่อจะเก็บค่ารายหัว อีกทั้งทัศนคติเรื่องการเรียนสายอาชีพมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ประกอบกับเด็กเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อยากเรียนสบายๆไม่ต้องฝึกงาน ขอให้แต่สอบผ่านได้กระดาษจบไปถึงไร้ฝีมือก็ไม่เป็นไร โดยหารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้กระดาษเสื่อมมนต์ขลังแทบไม่เหลือศักดิ์และสิทธิ์เท่าใดแล้ว ที่ประเทศสิงค์โปรเขาจะกำหนดเป็นมาตรฐานชาติ เด็กจะต้องเรียนสายเทคนิค70%เรียนสายสามัญ30% ซึ่งต่างกับบ้านเราที่ตัวเลขตรงกันข้ามกัน แล้วเมื่อไหร่เราจะทันแห่ทันกินกับเขาละครับ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เรื่องประเมินภายนอกภายใน ผมเห็นเข้าท่าที่จังหวัดมหาสารคาม ทีมประเมินเขาจะให้ผู้อำนวยการโรงเรียน1คนเป็นหัวหน้าทีม นอกนั้นในทีมจะประกอบตัวแทนชุมชน ตัวแทนองค์การปกครองท้องถิ่น ตัวแทนผู้ปกครอง การจัดทีมเช่นนี้ปรากฏว่าได้ผลดีอย่างมาก ที่ผู้รับบริการการศึกษาได้ไปประเมินด้วยตนเอง โรงเรียนไหนที่เอาขยะกองโตมาให้ตรวจก็หน้าหงายไป คณะประเมินจะสนใจที่ตัวเด็กมากที่สุด ได้เชิญคณะครู ผู้บริหาร ประธานนักเรียนและเพื่อนๆมาให้ข้อมูล นั่งเป็นวงกลมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอและหารือกัน ผลปรากฏว่าตัวแทนเด็กนักเรียนสะท้อนปัญหาได้อย่างหมดจด อะไรที่ควรแก้ไขเด็กหยิบยกมาเล่าฉอดๆๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p align="justify">ถ้าประเมินได้ความจริงอย่างนี้ โอกาสที่โรงเรียนจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นย่อมมีโอกาสสูงมาก เพราะทุกคนรับรู้ร่วมกัน จะช่วยเหลือร่วมมือกันแก้ไข ซึ่งจะต่างจากเมื่อก่อนที่เน้นตรวจกระดาษ ตรวจวัตถุ ตรวจรั้วโรงเรียน ไม่ได้ตรวจจุดสำคัญที่สุดคือตัวเด็ก ว่าเรียนอย่างไร อยู่ในสภาพใด ได้รับบริการอย่างไร จัดการเต็มที่แล้วหรือยัง การประเมินเช่นนี้ไม่ใช่การจับผิด แต่ยกระดับมาตรฐานการประเมิน ทำให้พบทางออกที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ร่วมมือกันทำความจริงให้ปรากฏ ผลลัพธ์ผลย่อมนำมาซึ่งศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย เกิดความสบายใจ ผู้บริหารและคณะครูจะยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ทราบว่ามีเขตพื้นที่การศึกษาไหนบ้างที่จัดทีมประเมินลักษณะนี้แบบนี้ จะอนุโมทนาล่วงหน้า มาชวนทำบุญขั้นพื้นฐาน ด้วยการยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ดีขึ้นตามลำดับกันเถิดนะครับ บุญกุศลจะดลบันดาลให้ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษดั่งใจหวัง ขอเอาใจช่วยคุณครูอาจารย์ทุกท่านครับ.</p>
ระบบการศึกษาค้ากำไรเกินควรกับผู้เรียน
นโยบายบอกให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
จริง ๆ แล้ว "เสียศูนย์" กับ "สูญเสีย" มากกว่า
..........
เราสร้างค่านิยมสำหรับการศึกษาในทางที่ผิด
นักเรียนสายช่างน้อย สายสามัญเยอะ
...........
มันต้องปรับจากนโยบายด้วยล่ะเนี่ย
...........
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
ครูอาจารย์ ที่เห็นแก่เงิน จะ ตะบี้ ตะบัน เปิดหลักสูตร ที่ในหัวอาจารย์คิดแต่ "เงินๆๆๆๆๆๆ"
เปิดหลักสูตรที่ คนมาเรียนเยอะๆ คิดแบบนี้ นี่ มัน "สันดาน" ครู หรือ โจร กันแน่
ในอนาคต ถ้ายังทำแบบนี้ เด็กรู้ทันมาขึ้น คนในองค์กรรู้ทันมากขึ้น ...... อาจารย์เอง ทำลาย "ศรัทธา"ตนเองลง
ระบบคอม ฯ ดีขึ้น การสื่อสานมากขึ้น ติดต่อกันง่ายขึ้น หา "ผู้รู้" ง่ายขึ้น ..... ระบบการศึกษา จะทำให้ พวกอาจารย์ ลดบทบาทลงไป
การบริหารสมัยใหม่ เขาไม่มอง แค่ รู้วิชาการอะไรนะครับ
Trend มันเปลี่ยนไป มองที่
วงการ อาจารย์ หมดเวลาไปกับการ ทะเลาะกันเอง เห็นคนอื่นโง่กว่า รักษาหน้าตนเอง จัดการกันไม่ได้ สั่งกันไม่ได้ ฯลฯ ..... ก็คงต้อง "เสื่อม" ลงไป ตามหลายๆข้อธรรมที่อาจารย์ทำไม่ได้ เช่น อปริยหานิยธรรม สังคหวัตถุ อิทธิบาท พรหมวิหาร ฯลฯ
คุยกัน เครียด แต่ เช้าเลยนะครับ
คงไม่ทุกอาจารย์ ที่เป็นแบบนี้นะครับ ....ที่ดีๆ ก็มี
สวัสดีครับท่านพ่อครูบาฯ
ขอบคุณครับ
เรียนครูบา สุทธินันท์
เป็นเช่นนั้นจริงๆค่ะ ยิ่งในระดับบัญฑิตศึกษา บางทีหลักสูตรเปิดเยอะเอาเงินไปสร้างตึกและสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนทำงานมากเข้าๆ แต่ปล่อยปละละเลยนักศึกษาไม่ได้จัดหาสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้เท่าที่ควร เนื้อหาไหนสอนไม่ได้ก็ให้ไปทำรายงานมานำเสนอตอนนำเสนออาจารย์ก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างแต่ขอเอกสารนักศึกษาไปเพื่อต่อยอดตัวเอง ....ตกลงเลยไม่รู้ใครสอนใคร
ฝ่ายสนับสนุนการศึกษาก็ชินกับการรับคำสั่งและติดสุขในห้องแอร์ นักศึกษาต้องเดินเอกสารทุกเรื่องเอง..มีปัญหาต้องหาช่องทางแก้ไขกันเอง บางทีก็ต้องแก้ไขให้กับระบบที่ไม่ประสานงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับคณะซะอีก....สรุปอีกว่าตกลงไม่รู้ใครดูแลใคร....ปัญหาเดิมมีอย่างไรก็มีอย่างนั้นซ้ำซากทุกปี..
พูดไปเขาก็ว่าโตแล้วดูแลตัวเอง...บางทียังอดคิดไม่ได้ว่า ไม่ต้องมีอาจารย์ก็ได้ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่บริการการศึกษาก็ได้ ให้นักศึกษาเรียนสิ่งที่เขาอยากเรียนอาจารย์ไม่ต้องมาใช้อำนาจของเกรดบังคับ...เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องมาบังคับด้วยเอกสารขั้นตอนจุกจิก บางทีวิชาการอาจจะดีกว่านี้....ว๊าย..เผลอบ่นอีกแล้วค่ะ
หัวข้อนี้สะท้อนใจนายเอกมากครับ...อึดอัดมานาน กับการศึกษาที่เน้นธุรกิจ เป็นมายาคติที่หลอกล่อให้คนเข้าไปและฟันกำไรแบบร่ำรวยบนความต้องการของเหยื่อ
ไม่เพียงแต่ทำในสถาบัน มีการบริการเชิงรุก ทั่วประเทศ เป้าหมายเจาะถึงหน่วยงานระดับชุมชน ส่งคนเรียนเยอะเเยะแต่คุณภาพเอาไว้คุยทีหลัง...แบบนี้โกยกำไรมาก
+++++++++++++++++++++++++++++
พี่สาว : ตอนนี้พี่เรียน ที่ มหาวิทยาลัย...เขามาเปิด...ที่...
พี่สาว: เรียนสบายมาก เทอมเรียน ไม่กี่ครั้งเอง ๔-๕ ครั้งเองมั้ง เสร็จแล้วก็สอบ
ไม่นานพี่ก็จะจบละ...
พี่สาว: ค่าเทอม ทาง อบต.ออกให้ แพงเหมือนกัน สามสี่หมื่น..
พี่สาวคุยไปเรื่อย
ผม: *&7&^%$$$__9((((
+++++++++++++++++++++++++++++
เหตุการณ์แบบนี้ ก็มีน้องจาก อบต.เป็นนักวิชาการทางอีสานโทรมาคุยปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี...เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกจุด ทางเหนือบ้านผม และอีสานไม่ต่างกัน
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปีก่อน...
ปัจจุบันสถาบันก็ดำเนินธุรกิจนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
++++++++++++++++++++++++++++++
ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ประจำไม่ค่อยยอมสอนปกติ ให้แต่อาจารย์เด็กๆ อาจารย์ประจำตามสัญญาทำงานจนหัวฟู- - -เพราะรายได้มันน้อย
นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ในยามมหาวิทยาลัยกำลังคิดจะเข้า จะออก ระบบ...
ไม่นานที่ผ่านมา มีหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ที่นำมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ใน Blog เป็นหลักสูตรที่เข้าไปเรียนแล้ว แจกโน้ตบุ้ค ให้ไปต่างประเทศ โปรโมชั่นครบครัน โก้เสียจริง แต่แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่อ่อนด้อยของมหาวิทยาลัยนั้นอย่างชัดเจน...น่าสงสารประเทศเราจริงๆ
กระบวนการคัดเลือกอาจารย์เข้าสู่ระบบก็มีปัญหาที่มีเส้น และเด็กท่านมากมาย ผู้ที่มีความสามารถตั้งใจกลับถูกคัดออก เพราะทุนบางอย่างสู้ไม่ได้...การรับอาจารย์ที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้นให้เห็นเสมอ ...ถึงวันนี้เราก็จะเห้ฯมหาวิทยาลัยบางแห่งค่อยๆจมลงเพราะฐานปัญญาของคนในองค์กรเสื่อมถอยอย่างหนัก
ผมคิดหนัก เพราะผมกำลังวางแผนเรียนต่อครับ...เพราะเหตุ ปัจจัยที่บอกมา ทำให้ผมคิดว่า ผมควรจะไปทางไหน และเพิ่มความรู้ยังมหาวิทยาลัยใด..
เป็นเรื่องที่ผมคิดหนัก...และกังวลด้วยครับ
สวัสดีอีกทีค่ะ
อ่านของคุณเอกแล้ว
อดเตือนไม่ได้ คุณเอกระวังดีๆนะ ต้องหาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตกลงว่า จะไปเรียนที่ไหน
เพื่อนพี่ ที่เป็นอาจารย์กันหลายคน บอก เธอเอ๊ย! ตอนนี้ อะไรๆ ทำไมมันเป็นธุรกิจไปหมดนะ
การเรียนต่อน่ะดี แต่คงต้องเลือกมากหน่อยค่ะ
เรียน พี่
ผมจะขออนุญาตปรึกษาในหลายๆเรื่องครับพี่ ในโอกาสต่อไป
บันทึกของท่านครูบาใหญ่แห่งแดนอิสาน โดนใจผมมาก ครับ ผมกำลังจะเขียนบันทึกลักษณะนี้เหมือนกัน
ผมอึดอัดใจมานาน จนใกล้เกษียนแล้ว ไม่มีเวที
พอมาเจอ โก ทู โน ก็บ่ายคล้อยแล้ว
ไม่เป็นไรครับ ผมครูผู้น้อยก็จะพยายามเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะงานอาชีวศึกษา นะครับ
เรื่องหลักสูตร
เรื่องการบริหารจัดการ
เรื่องนโยบาย
ฯลฯ
เอาเป็นว่าผมสนับสนุนท่านครูบา พันเปอร์เซ็น
ว่าแต่ เสียงที่เราคุยกันที่นี่ จะไปถึงผู้รับผิดชอบได้อย่างไร ทุกท่านที่เข้ามา ลปรร. ก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน เรามาช่วยกันส่งเสียงนะครับ ขอบคุณครับ
เรื่องการศึกษาถ้า..นำธุรกิจเข้าไปผูกติดมากเกินไปตามความคิดน้อยนิดของผม...น่าจะเป็นเหมือนปรากฎการณ์จาตุคาม...ครับ แต่ในเรื่องของระบบการศึกษาตอนนนี้ตลาดใหญ่กว่าจาตุคามมาก กว่าจะเป็นอย่างนั้นน่าจะอาศัยระยะเวลาหนึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์...แต่ก็เริ่มปรากฎเห็นบางรายสาขาวิชาที่ผลิตออกมาแล้วล้นตลาด...แต่บางสาขาก็ยังขาดแคลนครับ
เข้ามาอ่านเฉย ๆ ครับ
sasinanda สวัสดีค่ะครูบาคะ ตอนนี้ แข็งแรงสบายดีแล้วนะคะ ดีใจด้วยค่ะประเด็นที่ยกขึ้นมาวันนี้ เป็นมานานแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ ยิ่งเห็นมากขึ้น อย่างที่ท่านคนไร้กรอบ ให้ความเห็นค่ะ
ตามมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเอกชน เปิดหลักสูตรที่ คนมาเรียนเยอะๆ ถ้าคนมาเรียนน้อย จะต้องโดนปิดไป เพราะไม่ทำเงิน เพราะมันคือ ธุรกิจบางมหาวิทยาลัย อาจารย์ไม่ถูกกัน ทะเลาะกันมากๆ เพื่อนดิฉัน ที่เป็นอาจารย์ก็กำลังทะเลาะกันอยู่ เป็นตัวอย่างที่แย่สำหรับเด็กๆ เพราะ ใครๆในมหาวิทยาลัย ก็รู้กันหมด และมีหลายคู่ ไม่ได้มีคู่เดียวที่ทะเลาะกันคนที่จบออกมา แล้วทำงานไม่เป็น มีมาก เพราะพื้นฐานไม่แน่น เด็กเองก็ไม่ขวนขวายเรียนรู้เองเท่าใด เมื่อไม่เรียนรู้เอง ไม่ลองผิดลองถูกเอง ความคิดสร้างสรรค์มันไม่เกิดดิฉันว่า ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการปลูกฝังนิสัยการเรียนรู้ของเด็กมากๆค่ะ โดยส่วนตัว ดิฉันมีประสบการณ์เรื่องการเรียนรู้ด้วยตนเองมาพอควร และได้ถ่ายทอดออกมาให้คนใกล้ชิดด้วย Academic enviroment เป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะถ้าเราปล่อยให้เด็กของเรา แวดล้อมด้วยสิ่งไร้สาระทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วเราจะหวังอะไรกับเด็กล่ะคะตามมหาวิทยาลัย ก็เหมือนกันถ้าดิฉัน เป็นอาจารย์ ดิฉัน คงคิดโครงการให้เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์กลุ่มกันไม่ว่างเว้นเลย เพื่อเป็นการกระตุ้นสมองเด็กการเป็นอาจารย์ที่ดีน่ะ เป็นงานที่เหนื่อยแสนเหนื่อยค่ะดิฉันเคยรับเด็กจบFood Science เกียรติ์ นิยมอันดับหนึ่งจากจุฬามาทำงาน แต่ผิดหวัง หน่อมแน้มมาก ไม่สู้งานเลย เก่งแต่ทฤษฏี ไปไม่ไกลหรอกส่วนเด็กอีกคน จบอย่างเดียวกัน จากม.เกษตรเคยเป็นนายกสโมสรนักศึกษา ทำกิจกรรมมามากมาย ดีกว่ามาก ๆ ตอนนี้เป็นผู้จัดการโรงงาน 2 โรงค่ะแต่จะว่าไป ก็อยู่ที่ตัวเด็กเองส่วนหนึ่งนะคะเด็กบางคน เกิดมา มีคุณสมบัติของ Explorer ติดตัวมา มันให้อยากรู้ไปหมด แต่บางคนเหมือน inert มาแต่ชาติก่อนเลยอย่างนี้ท่านครูจะทำอย่างไรล่ะคะ เพดานบินเด็กไม่เท่ากันนะ แต่เพดานบิน เลื่อนให้สูงขึ้นอีกหน่อยได้ ถ้าได้รับการฝึกดีๆ
สวัสดีค่ะพ่อครู
ราณีเพิ่งเข้ามาเห็น ตื่นเต้นมากค่ะ ที่ได้รับเกียรติจากพ่อครู
จริง ๆ ปัญหาพวกนี้เกิดมานานแล้วค่ะ และค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ราณีมองได้หลายแง่ค่ะ ทั้งครอบครัว และวิธีการสอน รวมถึงระบบค่ะ
เด็กหลายคนมาเรียนเพื่อเอาวุฒิทางการศึกษา ไม่รู้ขอแค่ใบปริญญาบัตรเท่านั้น และอาจารย์บางท่านก็ตอบสนองโดยสักแต่ให้เด็กจบแบบไม่มีคุณภาพ และไม่มีความรู้ติดไป หรือขาดความเข้าใจในเนื้อหาหรือสิ่งที่เรียน
อาจารย์บางท่าน(เน้นเฉพาะบางท่านค่ะ) เห็นแก่เงินและอามิสสินจ้าง ที่นักศึกษานำมาให้จริง ๆ เจอมากับตัวเองจริง ๆ อยากจะเล่าใจจะขาด กลัวจะต้องพาดพิงทำให้คนอื่นเดือดร้อนค่ะ
เห็นด้วยกับคุณเอกจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ที่บอกว่า "ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ประจำไม่ค่อยยอมสอนปกติ ให้แต่อาจารย์เด็กๆ อาจารย์ประจำตามสัญญาทำงานจนหัวฟู- - -เพราะรายได้มันน้อย
นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ในยามมหาวิทยาลัยกำลังคิดจะเข้า จะออก ระบบ...
ไม่นานที่ผ่านมา มีหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ที่นำมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ใน Blog เป็นหลักสูตรที่เข้าไปเรียนแล้ว แจกโน้ตบุ้ค ให้ไปต่างประเทศ โปรโมชั่นครบครัน โก้เสียจริง แต่แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่อ่อนด้อยของมหาวิทยาลัยนั้นอย่างชัดเจน...น่าสงสารประเทศเราจริงๆ
กระบวนการคัดเลือกอาจารย์เข้าสู่ระบบก็มีปัญหาที่มีเส้น และเด็กท่านมากมาย ผู้ที่มีความสามารถตั้งใจกลับถูกคัดออก เพราะทุนบางอย่างสู้ไม่ได้...การรับอาจารย์ที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้นให้เห็นเสมอ ...ถึงวันนี้เราก็จะเห็นมหาวิทยาลัยบางแห่งค่อยๆจมลงเพราะฐานปัญญาของคนในองค์กรเสื่อมถอยอย่างหนัก"
อาจารย์จะทำงานในโครงการที่มีเงินเท่านั้นค่ะ ใส่ชื่อตนเอง และให้งานอาจารย์อัตราจ้างทำงาน ทำผิดก็โดน ถ้าดีอาจารย์พวกนั้นก็ได้หน้า
ไม่รู้แรงไปหรือเปล่าค่ะ พรุ่งนี้ราณีจะเข้ามาเขียนใหม่ค่ะ วันนี้เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลตอน ๔ทุ่มครึ่งค่ะ
พักผ่อนมาก ๆ ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพนะค่ะพ่อครู
เฮ่อ การศึกษาไทย
พ่อผมเป็นครู พี่ป้าน้าอา ก็ครู ผมก็จบครู ภรรยาผมก็เป็นครูวิจัย เฮ่อ..... การศึกษาไทย ทำงานไป ฟังท่านคุยกันไป..ส่ายหัวไป..
ส่ายหัวเป็นปลวกเลยใช่ไหมครับ
สมัยก่อนเรามีครูมากมาย ครูจริงๆที่จบวิทยาลัยครูก็มาก เป็นครูทั้งตัวตนและหัวใจ แต่สมัยใหม่หาครูยาก มีแต่คนรับจ้างสอน อิอิ ..
ครูหายไปไหน เอาครูมาคืนลูกหลานไทยได้ไหม
ครูหายๆๆๆๆๆๆ ไปไหนๆๆๆๆ