การปฏิรูปทางการศึกษาจึงนับได้ว่าเป็นหัวใจหลักในการที่จะนำมาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ศาตราจารย์ นายแพทย์ ประเวศ วะสี ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ การปฏิรูปการศึกษาไทย : หนทางสู่การปฏิบัติว่าควรประกอบด้วย 3 วัตถุประสงค์ 3 ปฏิรูป คือ(อ้างในพระครูสุนทรธรรมโสภณ, 2549) 3 วัตถุประสงค์ ประกอบด้วย
1. เป็นการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล (Education For All) โดยการศึกษาต้องเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทุกคนในสังคม ตั้งแต่แรกเกิดจนตายอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเด็กปฐมวัย ช่วงอายุ 0 - 6 ปี เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน พระภิกษุ คนพิการ ข้าราชการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ ให้หมดทุกคนในแผ่นดินจริง ๆ ให้ทุกคนให้เรียนรู้ อันนำไปสู่การมีอาชีพและพัฒนาการทุกด้าน
2. สังคมทั้งมวลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (All For Education)การศึกษาสำหรับคนทั้งมวล (Education For All) จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อสังคมทั้งมวลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (All For Education) การศึกษามิใช่เรื่องของครู โรงเรียน หรือ กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ทุกส่วนของสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หรือสังคมทั้งสังคมต้องเป็นไปเพื่อการศึกษา นั่นคือสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) เช่น ครอบครัว ชุมชน วัด กองทัพ หน่วยราชการทุกกระทรวง รัฐวิสาหกิจและเอกชน องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ ศิลปะ การแสดง การกีฬา สื่อและสื่อมวลชนส่วนอื่นๆของสังคม เชื่อมสถาบันการศึกษากับสถาบันทางสังคมทั้งหมด ดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้การศึกษามีทั่วถึง ความหลากหลาย ความยืดหยุ่น ความสอดคล้อง ความเชื่อมโยงและมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าเมื่อใช้หลักการ “ สังคมทั้งมวลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา “ แล้วจะเป็นพื้นที่การศึกษาขึ้นมาเต็มประเทศ และเพิ่ม “ ปริมาตรของการเรียนรู้ขึ้นมาอย่างสุด ๆ “
3.เป็นการศึกษาที่แก้ปัญหาทั้งมวล (Education For All problems) ต้องเปลี่ยนจินตนาการจาก “การศึกษาท่องหนังสือ” มาเป็น การศึกษา คือการเรียนรู้ที่สามารถแก้ปัญหาทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาทางสุขภาพ ปัญหาทางสังคม ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ปัญหาทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ปัญหาทางการเมือง ฯลฯ การศึกษาไม่ควรจะเอาการท่องหนังสือหรือวิชาเป็นตัวตั้ง ซึ่งเรียนยาก น่าเบื่อหน่าย และมองไม่เห็นอนาคต แต่ควรจะประมวลปัญหาที่มีทั้งหมด แล้วจัดการศึกษาชนิดที่สามารถแก้ปัญหาทั้งมวลและทำให้เกิดความเข้มแข็งจากการคิด การทำกันจริง ๆ
3 ปฏิรูป คือ
1.ปฏิรูประบบการศึกษา เพื่อที่จะให้เป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล ให้สังคมทั้งมวลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและเป็นการศึกษาที่แก้ปัญหาทั้งมวลได้จึงควรมีการปฏิรูประบบการศึกษาให้มี ความยืดหยุ่น ความหลากหลาย ความทั่วถึง ความสอดคล้อง ประสิทธิภาพ ความเชื่อมโยง
2. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้การศึกษาทุกวันนี้เน้นการถ่ายทอดความรู้ และการท่องจำเนื้อหาวิชาเพื่อการตอบข้อสอบปรนัยเป็นสำคัญทำให้เกิดความอ่อนแอทางปัญญา คือคิดไม่เป็น ทำไม่เป็น และไม่เกิดคุณลักษณะที่ควรมี ทั้งผู้เรียนและครู ควรมีการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ลดการเรียนในห้องแบบเก่าลงเพื่อความหลากหลายของการเรียนจากการสัมผัสความจริง จากการทำกิจกรรมจากการทำงานจากสื่อจากการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมหรือกระบวนการทำงานกลุ่ม ฝึกความประณีต และความอดทนในการทำงานได้นาน ๆ โดยไม่เกิดความเบื่อ ฝึกทักษะการเผชิญและการแก้ปัญหาจากสถานการณ์กดดันรอบตัว เช่น ยาเสพติด เพศสัมพันธ์อันไม่สมควร การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี การสร้างความเป็นชุมชน ฝึกวิธีคิดที่นำไปสู่ปัญญาที่เข้าใจอะไรได้ลึกซึ้งและเชื่อมโยงฝึกการค้นคว้าหาความรู้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น จากหนังสือ จากคอมพิวเตอร์ จากคนเฒ่าคนแก่ จากปราชญ์ชาวบ้าน และจากการวิจัย เป็นต้น
3. ปฏิรูปการจัดการศึกษาการจัดการศึกษาทุกวันนี้ใช้ระบบราชการที่เน้นการบังคับบัญชารวมศูนย์ ขาดการเปิดโอกาสให้มีการริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตนเองการสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งทางวิชาการ และมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ระบบบริหารจัดการที่มีความบกพร่อง เช่นนี้ เป็นต้นเหตุที่สำคัญของความอ่อนแอของการศึกษาไทยในการปฏิรูปการศึกษาจึงต้องปฏิรูประบบบริหารจัดการการศึกษาด้วย นี้คือ วัตถุประสงค์ 3 และการปฏิรูป 3 แห่งการปฏิรูปการศึกษาไทย
โดยเฉพาะสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษาผู้บริหารควรน้อมนำหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการบริหารจัดการอันประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ
ห่วงแรก..คือความพอประมาณอันหมายถึงความพอดีที่ไม่น้อยและไม่มากเกินไป ทั้งยังจะต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น การไม่รู้จักพอประมาณ ก็คือ การที่มหาวิทยาลัยไม่รู้จักตนเองวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนผิดพลาดไม่รู้ว่าความสมดุลระหว่าง "การบริการวิชาการ" กับ "ความอยู่รอด" อยู่ตรงไหน ไม่รู้ว่าเมื่อใด ควร "ร่วมมือ" และเมื่อใดควร "ช่วงชิงความได้เปรียบ"
ห่วงที่สอง..คือความมีเหตุผลซึ่งหมายความว่าในการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ ทั้งนี้จะต้องยอมรับด้วยว่า เรื่องของความคิดและการใช้เหตุผลนั้น เป็นทักษะที่ฝึกปรือได้ แต่ต้องอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนัก มีความรอบด้านและมีจำนวนที่มากเพียงพอผู้บริหารที่ดีจะต้องมีความสามารถในการตั้งโจทย์เพราะการตั้งโจทย์สำคัญกว่าการตอบโจทย์
ห่วงที่สาม..การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเองหมายถึงการที่มหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล สิ่งเหล่านี้นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มองเห็น"โอกาส"ก่อนผู้อื่น
ส่วนสองเงื่อนไขนั้น..หมายความว่าในการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมใดๆ ให้อยู่ในระดับความพอเพียงนั้นต้องอาศัย"ความรู้"และ"คุณธรรม"เป็นพื้นฐาน
เงื่อนไขที่หนึ่ง..เงื่อนไขความรู้ผู้บริหารจะต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งมีความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาอย่างเชื่อมโยงกัน อันจะทำให้การวางแผนงานและการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เงื่อนไขที่สอง..เงื่อนไขคุณธรรมหมายความว่าผู้บริหารจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของคุณธรรมและเชื่อมั่นว่า "คุณธรรมคือความถูกต้อง" โดยมีความซื่อสัตย์ สุจริต อดทนและพากเพียรเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้คุณธรรมขั้นพื้นฐานสองประการที่ควรจะมีของผู้บริหาร น่าจะได้แก่ การมีขันติธรรมต่อความหลากหลายและความแปลกแยกของบุคคลและความคิดของบุคคล และการมีความกล้าหาญทางจริยธรรมอันหมายรวมถึงการกล้าที่จะคิดและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงด้วย
ทั้งหมดนี..นับเป็นหน้าที่อันุสำคัญยิ่งของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันผลักดัน
ให้เกิดขึ้นในสังคมให้ได้ เพื่อสร้างคนที่มีคุณภาพสู่สังคม เพื่อไปพัฒนาเมืองไทยให้พัฒนาแบบยั่งยืนต่อไป
ร่วมปฎิวัติการศึกษาเพื่อความเป็นไท
http://gotoknow.org/blog/plays-learns/320506