ผู้ชายจำนวนหนึ่ง (รวมผมด้วย) เคยผ่านสภาพ “แต่งงานก่อนแล้วค่อยตั้งสติ”     ซึ่งเป็นสภาพคล้ายๆ สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ)  และ ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ     คือมีการจดทะเบียนไปแล้ว (ออก พรบ. แล้ว)      เราจึงมาตั้งสติกัน ว่าธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ คืออะไรกันแน่     และจะพัฒนาธรรมนูญอย่างไร    จะใช้ธรรมนูญทำอะไร   

         นั่นคือที่มาของการที่ผมต้องไปเป็นประธานการประชุมเรื่องนี้ที่ สวรส. เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 50  และได้เรียนรู้มิติด้านกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติมากมาย     แต่จะไม่เล่า เพราะเราจะพูดเรื่องการเรียนรู้จากการแต่งงาน

         วันที่ 6 ก.ย. 50 คุณหมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ก็ยกตัวอย่างเรื่องการแต่งงานขึ้นอีก ในการประชุมเครือข่าย KM ภาคราชการ ครั้งที่ 19 ที่กรมอนามัย     แต่คุณหมอสมศักดิ์มองด้วยมุมที่ละเอียดอ่อนกว่าผมมาก    คือบอกว่าคนเราแต่งงานเพราะมีศรัทธาต่อการแต่งงาน ว่าเป็นสิ่งดีต่อชีวิต    แต่งทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะดีจริงไหม     แต่ก็มีศรัทธาว่าน่าจะดี     และเมื่อแต่งแล้วก็พยายามทำให้มันดี    คุณหมอสมศักดิ์ยกเรื่องแต่งงานขึ้นมาเปรียบเทียบกับการใช้ KM

         Version ของ คุณหมอสมศักดิ์ จึงเป็น “แต่งก่อน แล้วหาวิธีทำให้การแต่งงานเป็นผลสำเร็จ”    ซึ่งที่จริงก็เหมือนกันกับเรื่องธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ     และเหมือนกับการแต่งงานของผมด้วย

         เผยความลับสักนิดก็ได้ครับ     กว่าการแต่งงานของผมจะเรียกได้ว่าเป็นการแต่งงานที่ให้ความสุขจริงๆ ก็เกิน 10 ปีนะครับ     อาจกล่าวได้ว่าผมเป็นคนเรียนช้า ก็น่าจะได้     โดยที่ในระหว่างนั้นเราก็ทำอะไรๆ มากมาย     ไอ้เจ้า “อะไรๆ มากมาย” นั่นแหละที่ช่วยสอนให้เราค่อยๆ ปรับชีวิตการแต่งงานของเราให้เป็นสุขขึ้น 

         แต่บทเรียนนี้คงจะไม่มีวันจบนะครับ     เพราะภรรยาผมก็ยังบ่นผมอยู่เลย     บ่นในหลายๆ เรื่อง     หรือจะเป็นว่า ถ้าภรรยาไม่บ่น เป็นสัญญาณของความล้มเหลวในชีวิตสมรส

วิจารณ์ พานิช
9 ก.ย. 50