งามงดคู่ธรรมชาติปราสาทตาพรหม
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การเรียนรู้ในกัมพูชายังไม่จบนะครับ วันนี้จะนำท่านไปพบกับปราสาทตาพรหม ปราสาทที่ปกคลุมไปด้วยธรรมชาติ มีเสน่ห์และเยือกเย็นชวนขนลุกนะครับ เรามาทำความรู้จักที่มาของปราสาทตราพรหมกันเลยนะครับ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ปราสาทตาพรหมจัดได้ว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาและเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทางเข้าประกอบด้วยโคปุระชั้นนอกและชั้นใน บริเวณผนังที่อยู่เชื่อมระหว่างโคปุระชั้นนอกและชั้นในมีการสลักภาพตามคติธรรมของพุทธศาสนานิกายมหายาน ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือพระนางชัยราชจุฑามณีผู้เปรียบประดุจกับพระนางปรัชญาปรมิตา ซึ่งหมายถึงเมื่อพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระราชมารดาของพระองค์จึงเปรียบดังพระนางปรมิตาเช่นกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">
ปราสาทตาพรหมถูกสร้างเคียงคู่กับปราสาทพระขรรค์ ซึ่งพระองค์ทรงถวายอุทิศให้กับพระราชบิดา ปราสาทตาพรหมนี้สร้างหลังปราสาทพระขรรค์เพียง 5 ปี ที่น่าประหลาดใจคือ พิธีในปราสาทยุคนั้น ซึ่งจารึกกล่าวถึงบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทแห่งนี้คือ จำนวนคนและบรรดาทรัพย์สินจากหมู่บ้านจำนวนถึง 3,140 หมู่บ้าน ใช้คนงานถึง 79,365 คน และจำนวนนี้มีพระชั้นผู้ใหญ่ 18 รูป พราหมณ์ผู้ประกอบพิธี 2,740 คน ผู้ช่วยพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี 2,202 คน และนางรำจำนวน 615 คน สำหรับทรัพย์สมบัติของวัดก็มีจานทองตำ 1 ชุดหนักกว่า 500 กิโลกรัม และชุดเงินเพชร 35 เม็ด ไข่มุก 40,620 เม็ด หินมีค่าและพลอยต่างๆ 4,540 เม็ด อ่างทองคำขนาดใหญ่ ผ้าบางสำหรับคลุมหน้าส่งเข้าจากประเทศจีน 876 ผืน เตียงคลุมด้วยผ้าไหม 512 เตียง ร่ม 523 คัน ยังมีเนย นม น้ำอ้อย น้ำผึ้ง ไม้จันทน์ การบูร เสื้อผ้า 2,387 ชุดเพื่อแต่ง รูปปั้นต่างๆ กล่าวกันว่าความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดความล่มสลายของอาณาจักรขอมในเวลาต่อมา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">
ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่ถูกปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติ หลังจากการค้นพบปราสาทต่างๆ โดยชาวฝรั่งเศส แต่เดิมปราสาทนครวัดเองก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ก่อนที่จะมีการบูรณะในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในขณะที่ปราสาทตาพรหม ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงว่าปราสาทอยู่กับธรรมชาติมาได้เกือบ 500 ปี อันเป็นอีกมุมมองหนึ่ง เพื่อให้เห็นลักษณะของต้นไม้ที่เกาะกุมปราสาท</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">
เดิมก่อนสร้างปราสาทนั้นสภาพบริเวณนี้เป็นป่ามาก่อน เมื่อจะสร้างปราสาทจึงต้องเคลียร์พื้นที่ให้เป็นที่โล่ง โดยการตัดไม้ออกแต่ในที่สุดแล้วธรรมชาติก็สามารถที่จะเอาชนะถาวรวัตถุที่ถูกสร้างด้วยมนุษย์ ต้นไม้ที่เกาะกุม ชอนไชไปเรื่อยๆ ไปยังส่วนต่างๆของปราสาท ช่วยให้บรรยากาศของปราสาทตาพรหมดูลึกลับ สวย ไม่เหมือนปราสาทที่อื่นๆ นี้แหละครับคือเสน่ห์ของปราสาทตาพรหม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">
ที่ปราสาทตาพรหมมีต้นไม้อยู่ 2 ชนิด ต้นที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า ต้นสะปง หรือภาษาไทยเรียกว่า ต้นสำโรง เป็นต้นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน รากของมันจะดูดน้ำใต้ดินเข้าลำต้นทำให้ลำต้นดูป่อง พอง ส่วนพันธุ์ไม้อีกพันธุ์หนึ่งเป็นไม้เลื้อยขึ้นอยู่ตามหน้าบัน ทับหลังหรือตัวปราสาท หลังคา ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก บ้างก็แห้งตายติดอยู่ บ้างก็ยังเขียวสดอยู่ เกิดจากการที่นกมาขับถ่ายมูลที่มีเมล็ดของพันธุ์นี้ทิ้งไว้ บริเวณใดของปราสาทที่มีน้ำขังอยู่มีตะไคร่น้ำที่ให้ความชุ่มชื้น ก็สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์เติบโตเป็นต้นได้ ทั้งไม้เล็กและไม้ใหญ่ต่างเติบโตตามสภาวะที่เอื้ออำนวย รากของไม้ใหญ่ที่แทรกชอนไชไปบนแผ่นศิลา เพื่อจะหาที่ลงดินเกิดเป็นรูปทรงคล้ายหนวดปลาหมึกเกาะกุมองค์ปราสาททำให้ช่วยประคองยึดตัวปราสาทไม่ให้พังลงมา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">น่าเสียดายครับ ที่เข้าไปไม่ถึงส่วนที่ต้นไม้โอบเศียรพระพุทธรูป เนื่องด้วยเวลาที่ค่ำมากแล้วและอากาศก็เย็นลงทุก ชวนให้ขนลุกบรรยากาศก็เงียบสงบ ความรู้สึกช่างเหมือนมีสายตาหลายๆคู่มองเราอยู่ ในคณะที่เดินทางร่วมกันจึงได้มองหน้ากัน แล้วก็เอ่ยชวนกันกลับเหมือนว่าใจของทุกคนตรงกัน</p>
สวัสดีค่ะคุณบัวชูฝัก
เข้ามาชมแล้วตามคำบอกเล่า เคยตั้งความปรารถนาไว้เหมือนกัน อยากจะไปชมปราสาท อะไรก็ได้ สักครั้ง จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ไป เขาว่า กันว่า ชีวิตก็เหมือนล้อเกวียน วันหนึ่งก็จะวน กลับไปรอยเก่าเสมอ รอยที่เคยผ่านมาอาจจะนานมากแล้ว........