สำหรับหลักธรรมเรื่อง ไตรลักษณ์ มัชฌิมาปฏิปทา และปฏิจจสมุปบาท ในแนวคิดของสำนักมาธยามิก หรือ ศูนยตวาทิน ซึ่งเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่ง ถือว่าเป็นอันเดียวกัน นั่นคือการที่สรรพสิ่งอิงอาศัยกันและกัน เกิดขึ้น มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ไม่อาจยืนยันว่าเกิดจากสิ่งใด ทางสายกลาง คือ การปฏิเสธ ๘ ประการมี ๔ คู่ คือ
๑. ไม่มีเกิด ๒.ไม่มีดับ ๓. ไม่มีเที่ยง ๔.ไม่มีไม่เที่ยง ๕.ไม่มีเอกภาวะ ๖.ไม่มีพหุภาวะ ๗.ไม่มีเข้ามา ๘.ไม่มีออกไป
และหลักธรรมสำคัญที่ท่านพระนาคารชุนใช้ในการอธิบายพุทธธรรม คือ "ศูนยตา" (สันสกฤต) หรือ "สุญญตา" (บาลี) ศูนยตานี้เป็นคำที่มีความหมายกว้างและลึกซึ้งเกินกว่าที่จะแปลคำว่า "ว่างเปล่า" หมายถึง ปรมัตถธรรม หรือสภาวะธรรมที่เหนือความเข้าใจธรรมดา ไม่อาจสรุปหรือให้กระจ่างด้วยตรรกะ สังขาตธรรมและอสังขาตธรรมก็เป็นศูนยตา เพราะไม่มีอะไรมีอยู่ด้วยตัวของมันเอง การรู้แจ้งแทงตลอดในไตรลักษณ์ ความเที่ยง และความบีบคั้นให้เปลี่ยน รวมอยู่ในอนัตตาหรือศูนยตานี่เอง เป็นลักษณะที่เป็นหนึ่ง เป็นเอกลักษณะ(Unity) ไม่ใช้ พหุลักษณะ (Plurality)
เพราะฉะนั้น การที่เรากลับคืนสู่ธารชีวิต เพราะว่า การดำเนินชีวิตภายใต้แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คงต้องกลับมาที่จุดกำเนิดของชีวิต...โดยใช้การพิจารณา หรือ โยนิโสมนสิการ เป็น จุดก่อเกิดปัญญา ในแต่ละเรื่องเช่น เรื่องของไตรลักษณ์ มีทุกขัง (สรรพสิ่งเป็นทุกข์)พิจารณาด้วยหลักของอริยสัจจ์สี่ ,มีอนิจจัง (สรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง)พิจารณาด้วยหลักการไม่ยึดติดในตัวเรา ของเรา เป็นต้น และอนัตตา(สรรพสิ่งเป็นอะไรที่ควบคุมไม่ได้) พิจารณาด้วยหลักสุญญตา หรือ ศูนยตา ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง........