ดร.ยุวนุช ทินนะลักษณ์ จากมหาวิทยาลัยปอยเตียรส์ ประเทศฝรั่งเศส และคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ เครือข่ายนานาชาติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่สาธารณะชน   เปิดเผยในเวทีเสวนา การสร้างความรู้ในสังคมไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจัดโดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) โดยดร.ยุวนุช ได้กล่าวถึงกรณีศึกษาในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกซึ่งเน้นเรื่องการศึกษาการสร้างความรู้จากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่  จากกรณีศึกษา 9 กรณีคือ  การพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยภูมิปัญญาไทย จ.พิจิตร , การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว จ.ปทุมธานี , การพัฒนาสมุนไพรไร้สารพิษ จ.ระยอง , การสร้างความรู้เพื่อการปรับปรุงบำรุงดินของโครงการฟ้าสู่ดิน โดยเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ ,การสร้างความรู้ของหมอเมืองล้านนา จ.เชียงราย ,การพัฒนากระบวนการย้อมคราม จ.สกลนคร , การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จ.ปราจีนบุรี, การพัฒนาเฟอร์นิเจอผักตบชวา จ.ปทุมธานี และ กระบวนการสร้างความรู้ของโรงงานแป้งขนมจีน อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรมราช

          โดย ดร.ยุวนุช กล่าวถึงแรงจูงใจที่ทำให้ตน ศึกษาเรื่องการสร้างความรู้จากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในศาสตร์สาขาวิทยาศาสตร์ที่แม้ว่าตนเองจะเป็นนักส่งเสริมการนำความรู้จากการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ ในการพัฒนาประเทศในระดับต่างๆ และเชื่อมั่นว่า วิทยาศาสตร์เท่านั้นจะเป็นศาสตร์สำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมได้  แต่สิ่งที่ ดร.ยุวนุชพบมาตลอด 20 ปีก็คือความรู้วิทยาศาสตร์มีข้อติดขัด และเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ให้กับผู้รับที่ไปด้วยกันไม่ค่อยได้ เมื่อเวลามีปัญหาก็ไม่ได้นำความรู้วิทยาศาสตร์มาใช้แก้ปัญหา ทำให้ดร.ยุวนุชสงสัยมาตลอดว่าเป็นเพราะเหตุใด ทั้งๆ มีนักวิจัยนับพันคน และสังคมไทยยังเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อในการให้ความรู้ กระทั่ง ดร.ยุวนุชได้มีโอกาสเดินทางไปในชนบทไทย พบนักวิทยาศาสตร์กับชาวบ้านที่ทำงานร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน เปิดกว้างที่จะเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างความรู้ภูมิปัญญาที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยรู้กับความรู้ของวิทยาศาสตร์ที่ชาวบ้านเองก็ยากที่จะเข้าใจ การพูดคุยกันโดยตรงกับชุมชนและผู้เกี่ยวข้องทำให้ ดร.ยุวนุชขมองเห็นมุมใหม่ที่ไม่เคยมองมาก่อนในสายตา นักวิทยาศาสตร์ อย่างดร.ยุวนุช

                ดร.ยุวนุช กล่าวว่า แม้วิทยานิพนธ์ชุดนี้จะทำในประเทศฝรั่งเศส แต่เป็นการศึกษาสังคมไทยล้วนๆ  พร้อมทั้งเล่าถึง กรณีการพัฒนากระบวนการย้อมคราม จ.สกลนคร หนึ่งใน 9 กรณีศึกษาของวิทยานิพนธ์นี้ว่า ตนได้พบ แม่ฑีตา วัย 56 ปี และนางประไพพรรณ แดงใจ สองแม่ลูกที่พยายามสืบค้นความรู้ด้านการย้อมผ้าจากคราม ที่สูญหายไปจากบ้านนาดี เนิ่นนานมาแล้ว แต่ แม่ฑีตาซึ่งพอจะมีความทรงจำเรื่องการย้อมครามอยู่บ้าง ก็พยายามรื่อฟื้นความรู้ และออกเดินทางเสาะหาต้นคราม 1 ใน 2 สีธรรมชาติในโลกที่ใช้เทคนิคการย้อมเย็นหรือการหมักได้สูญหายไปพร้อมๆ กับผู้รู้ในท้องถิ่นของตนมานานแล้วเช่นกันเพื่อขยายพันธุ์และลองผิดลองถูกบนผ้าดิบ เพื่อให้เกิดสี และผสมผสานกับฝีมือด้านศิลปะการ มัดย้อม ลายผ้าแบบโบราณ และลายประยุกต์ กระทั่งเป็นผืนผ้าที่งดงาม แต่แม่ฑีตากลับพบว่า หม้อครามที่ใช้เตรียมสีย้อมด้วยวิธีการที่ซับซ้อนนานกว่า 1 เดือนนี้เน่าเร็วเกิยไปจนสูญเสียทั้งเวลาและวัตถุดิบ

                ปัญหานี้เองทำให้นางประไพพรรณ และแม่ฑีตา พยายามแสวงหาผู้รู้มาช่วยกันแก้ปัญหากระทั่งพบนักวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ทำโครงการวิจัยการพัฒนาผ้าย้อมครามที่อำเภอนาหว้า จ.นครพนม ในปี 2537 จึงเข้าร่วมโครงการ โดยมีนักวิจัยช่วยออกแบบเครื่องทุ่นแรงในกระบวนการผลิตจากนั้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ใกล้ชิด และทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้นและมีความซาบซึ้งกับหัตถกรรมไทย ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการ่วมกันเรียนรู้ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกันไม่เพียงแต่ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหา ที่มีอยู่ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าได้เรียนรู้มากมายในสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้หรือให้ความสนใจมาก่อน

                ผลที่ได้รับจากการทำงานรร่วมกันในครั้งนี้  นอกจากนี้การผสานความรู้ทั้งจากนักวิทยาศาสตร์และความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้นักวิทยาศาสตร์และชาวบ้านได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่งผลถึงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาผ้าย้อมครามขึ้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร  และการสัมมนาระดับจังหวัดและภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ส่งเสริมการผลิตผ้าย้อมครามคุณภาพสูงในที่สุด

                ด้านครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ และหัวหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงดินร่วมกับสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) กล่าวว่า วิทยานิพนของดร.ยุวนุช  เป็นการค้นพบโครงสร้างการเรียนรู้ของประเทศ ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านก็มีสายพันธุ์ นักวิชาการก็มีสายพันธุ์ เราพูดกันมากแล้วว่า ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิด และไปไม่ถึง แต่ถ้าไปถึงเมื่อใดประเทศนี้ก็จะมีชุดความรู้ใหม่ที่เป็นของตัวเอง เปรียบเสมือนรางรถไฟ ที่เป็นของเขาและเป็นของเรา และก็เดินทางคู่กันไป  ซึ่งระบบของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมันยังเข้าไม่ถึง ตัวภูมิปัญญาชาวบ้านก็มีกึ๋นจำกัด ตัวนักวชาการการก็กึ๋นเยอะ แต่วัฒนธรรมที่มันจับมือกันมันไม่มี ทำอย่างไร เราจะมีนักวิชาการที่ใจง่าย ใจง่ายก็คืออย่าใจยากมากนักมีเงื่อนไขยุ่งยาก มันถึงไปกันไม่ได้ มันก็ได้แค่งานวิจัยเสมือนจริงที่ไม่ใช่ของจริง มันใช้ในชีวิตจริงไม่ได้  ดังนั้นเมื่อดูแผนพัฒนาต่างๆ  เราก็ยังไม่มีแผนแม่บทตัวจริงที่มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาชีวิตจริงๆของพวกเราได้  นี่คือจุดตายของประเทศ แต่การวิจัยของดร.ยุวนุช เป็นแก่นแท้ที่ ต้องทำให้ถึงขั้นนี้  ตนรอมา 50 ปี เดินมาถึงวันนี้สงสัยเหลือเกินว่าทำไมคนไทยไม่ช่วยกันเป็นนักเรียนช่วยกันเรียน ช่วยกันรู้ร่วมกัน ถ้ามันไม่เกิดตรงนี้เราก็เปรียบเสมือนหมาน้อยธรรมดาวิ่งตามก้นต่างชาติแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ สุดท้ายก็เหมือนลูกไก่ในกำมือคนอื่น
                ดร.ยุวนุช กล่าวในตอนท้ายว่า วิทยานิพนธ์ของตน เป็นการบูรณาการสิ่งเก่า คือภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับสิ่งใหม่ก็คือความรู้วิทยาศาตร์เทคโนโลยี ที่เรามิอาจปฏิเสธได้ กรณีศึกษาของตนจึงเป็นความสำเร็จของชุมชน และเห็นชัดๆ ว่าชาวบ้านไม่ได้ใช้ความรู้ภูมิปัญญาอย่างเดียวแต่ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์คู่กันไปด้วย และทำแล้วต้องมีความสุขสร้างเครือข่ายกันได้ด้วย สังคมแบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าเป็นสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐาน คือใช้ความรู้ทุกอย่างที่มีในสังคมและโลกใบนี้ มิใช่สังคมสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีซีกเดียว ซึ่งตนค่อนข้างเป็นห่วงว่าหากคนไทย และนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยว่าหากคิดเหมือนกันหมดว่าวิทยาศาสตร์มีคำตอบให้กับทุกสิ่งในโลก  บ้านเมืองของเราคงแย่