เรื่องเล็กๆน้อยแต่อาจเป็นเรื่องใหญ่ได้
ค่ำวันหนึ่งได้เดินทางกลับจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ลงที่สนามบินดอนเมือง เวลาประมาณ 20.30 น.
ได้ขึ้นแท็กซี่จากสนามบินดอนเมืองเพื่อกลับบ้านที่จังหวัดนนทบุรี
พอถึงบ้านจะจ่ายค่ารถ 187 บาท แต่ได้ให้ธนบัตรใบละ 1,000 บาท
แต่คนขับรถบอกว่าไม่มีเงินทอน ตอนนั้นเวลาประมาณเกือบสี่ทุ่มแล้ว
ที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่
และตัวเองก็เข้าบ้านไม่ได้เพราะว่าลืมกุญแจบ้านไว้
ประกอบกับหมู่บ้านค่อนข้างเปลี่ยว มีร้านค้าน้อย ให้คนขับรถรอประมาณ
20 นาที ลักษณะของคนขับรถไม่พร้อมที่จะรอ
จึงนั่งรถคันเดิมเพื่อมาซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อที่ใกล้บ้านที่สุด
เพื่อแลกเงินให้ค่าแท็กซี่
จากเหตุการณ์นี้ได้ทบทวนและคิดว่าตัวเองได้บทเรียนในการขึ้นรถแท็กซี่และการดำเนินชีวิตประจำวัน
คือ
ขั้นตอนก่อนขึ้นรถแท็กซี่ถ้าเปรียบกับกระบวนการดูแลผู้ป่วยก็ต้องเป็นการ
assessment และ planing ต้องประเมินค่ารถก่อนและดูว่าเรามีเงินพอไหมโดยเฉพาะเงินที่ไม่ต้องทอน
หรือถามคนขับก่อนว่ามีแบ็งค์พันจะมีทอนไหม ก่อนขึ้นรถ
ถ้าไม่มีก็คงไม่ขึ้น
เพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบสิ่งของจำเป็นให้มากขึ้นกว่านี้โดยเฉพาะกุญแจบ้าน
เป็นการบริหารความเสี่ยงในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งค่ะ
ผมใช้บริการรถ Taxi บ่อยเหมือนกันครับ และเคยเจอปัญหาแบบนี้หลายครั้ง
แต่ตอนนี้ไม่แล้วครับ ผมจะเปิดดูกระเป๋าตังค์ ก่อนเรียก Taxi ทุกครั้งว่ามีแบ็งค์ร้อย หรือแบ็งค์ย่อย พอหรือเปล่า ถ้าไม่พอก็ต้องไปหาแลกไว้ก่อน
กรณีที่ลืมดูก่อนล่วงหน้าจริง อาจจะรีบหรืออะไรก็แล้วแต่ จะนึกขึ้นได้เมื่อก้าวนั่งในรถแล้ว ผมก็เปิดดูกระเป๋าตังค์ดูให้ชัวร์ก่อนว่าจะมีปัญหาเรื่องนี้หรือไม่ ถ้าคิดว่ามี ผมก็จะเริ่มคิดว่าเส้นทางที่ไปนั้นมีปั้มน้ำมันที่มีร้านค้าสะดวกซื้อหรือเปล่า แล้วผมจะถามคนขับก่อนว่ามีเงินทอนมั้ย? หากเขาบอกว่ามีไม่พอผมก็บอกให้เขาแวะเข้าปั้มน้ำมันและรอเราลงไปซื้อของแลกแบ็งค์ย่อยก่อน แต่อย่าลืมทิ้งของมีค่าไว้ในรถเป็นอันขาดนะครับ