GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Proceedings มหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๒ (๑๑)

พลังเครือข่าย : การใช้ KM ของเครือข่ายราชการจังหวัดนครศรี

พลังเครือข่าย : การใช้ KM ของเครือข่ายราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช


ผู้ดำเนินรายการ  พ.ต.นพ.ธัญญ์ อิงคะกุล 
ผู้อภิปราย  คุณวิชม  ทองสงค์  ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
                อาจารย์ภีม  ภคเมธาวี   เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, ครู

     ,

                   ของคุณอำนวย 
                อาจารย์โสภณ  คงจังหวัด   ผู้อำนวยการ  ธนาคารเพื่อการเกษตรและ  สหกรณ์การ

                   เกษตร  จ.นครศรีธรรมราช, บทบาทของคุณเอื้อ         
                อาจารย์จำนง  หนูนิล  ครูชำนาญการพิเศษระดับ 8  ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

                   จังหวัดนครศรีธรรมราช, บทบาทคุณอำนวย 


วัน/เวลา  วันศุกร์ที่  2  ธันวาคม  2548    เวลา  09.30-12.30  น.


พ.ต. นพ. ธัญญ์  อิงคะกุล :
            ขอกล่าวสวัสดีตอนเช้า  และยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน   วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้มีวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้นำการจัดการความรู้ไปใช้จริง  สังเกตจากสไลด์ว่าเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่องค์กร  แต่เป็นเมืองซึ่งเป็นองค์กรระดับจังหวัด  การพูดวันนี้เป็นเรื่องที่โชคดีมาก ๆ เนื่องจากว่าเราได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเอื้อต่อโอกาสที่จะได้นำการจัดการความรู้มาใช้  ในภาคทฤษฎีและนำไปสู่การปฏิบัติ  ส่วนมากที่เราติดเรื่องการจัดความรู้ที่คือเรามานั่งฟัง  การฟังอย่างเดียวคงไม่ได้ช่วยอะไร  อย่างที่ท่านอาจารย์ประพนธ์กล่าวถึงว่า  “การจัดการความรู้ไม่ทำไม่รู้  ถ้าทำแล้วจะรู้ว่าดีอย่างไร” ขออนุญาตกล่าวแนะนำท่านวิทยากรแต่ละท่านนะครับ  ท่านแรกท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช  เดิมท่านเป็นคนนครศรีธรรมราช  จบการศึกษาปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จบหลักสูตรนักบริหารระดับ 9  หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร  โครงการอบรมผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงหรือ CIO  (chief  information  officer)  โครงการอบรมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ประวัติรับราชการท่านเคยเป็นปลัดอำเภอหลายที่  หลังจากนั้นมาเป็นนายอำเภอ  ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช  มาเป็นรองผู้ว่าราชการนครศรีธรรมราช  ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  และปัจจุบันท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีธรรมราช  ขอเสียงปรบมือต้อนรับ  อาจารย์วิชม  ทองสงค์
            ท่านถัดไป ท่านอาจารย์โสภณ  คงจังหวัด  เดิมเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช  สำเร็จการศึกษาปริญญาโท  สาขาบริหารธุรกิจจากมหาลัยวิทยาลัยรามคำแหง  ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือที่เรารู้จักกันในนามของ  ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร)  ที่จังหวัดสุราษฎร์และนครศรีธรรมราช  ในบทบาททางด้านสังคม  ท่านเคยดำรงตำแหน่งนายกสโมสรโรตารีสากลจังหวัดเพชรบุรี  นายกสมาคมครูผู้ปกครองและครูวิทยาลัยอาชีวะศึกษาเพชรบุรี  ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งรองประธานมูลนิธิโรงเรียนจรัสพิชากร  จังหวัดนครศรีธรรมราช  มีการศึกษาดูงานต่างประเทศมากมาย  และเคยได้รับรางวัลพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2541   ขอเสียงปรบมือต้อนรับ  อาจารย์โสภณ  คงจังหวัด
            วิทยากรท่านถัดไปนะครับ  ท่านสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากครุศาสตร์บัณฑิต  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และปริญญาโทครุศาสตร์มหาบัณฑิต  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สาขาการศึกษานอกระบบโรงเรียน  ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง  ครูชำนาญการพิเศษ ระดับ 8 บริการการศึกษานอกโรงเรียน  อำเภอเมือง  จังหวัดนครศรีธรรมราช  ในโครงการนี้ท่านเป็นคุณอำนวยที่มีความสามารถค่อนข้างสูง  ขอเสียงปรบมือต้อนรับ  อาจารย์จำนง  หนูนิล
            วิทยากรท่านสุดท้าย  ท่านเป็นคนจังหวัดภูเก็ต  จากประวัติที่ท่านให้มานะครับ  จบจากวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    ท่านเขียนเองนะครับรู้สึกว่าตัวเองจะไม่เอาดีกับวิชาวิศวกร  ตั้งแต่ปีสองจึงขวนขวายหาวิชาที่ท่านสนใจ เริ่มจากเกษตรกรรมธรรมชาติ  และเรื่องขององค์กรการเงินชุมชน  ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป อยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอเสียงปรบมือต้อนรับ  อาจารย์ภีม 
            ในวันนี้ที่เราจะได้ฟังตัวแทนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช  สังเกตว่าเราจะมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด   ท่านผู้นำของจังหวัด     และจะมีผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นคุณเอื้อ   อีกทั้งจะมีคนวางโครงการคือคุณภีมและ อาจารย์จำนงซึ่งเป็นคุณอำนวย  ตรงนี้คงจะเรียกว่าครบวงจร   โดยส่วนมากที่เราได้นำการจัดการความรู้ไปใช้คงจะใช้ในองค์กรอย่างเดียว   แต่ที่จะมาฟังในวันนี้  เราอยากให้ดูในภาพรวม  ในเมื่อเรามีหลาย ๆองค์กร  แต่เราจะนำการจัดการความรู้มาใช้อย่างไรมันค่อนข้างจะยุ่งยาก  โดยปกติเราใช้แค่ที่เดียวไปบริหารบุคลากรที่เดียวก็แย่อยู่แล้ว  แต่อันนี้เราเล่นระดับจังหวัด  เราลองมาดูซิว่าวิทยากรแต่ละท่านจะมีวิธีอย่างไรที่จะนำการจัดการความรู้ไปใช้  โดยที่เวลาทั้งหมดก่อนถึง เบรคจริงๆ กำหนดให้แต่ละท่านมีเวลายี่สิบนาที แต่ตรงนี้เราขอรวมกันเลยสี่ท่านหนึ่งชั่วโมงยี่สิบ  ท่านไหนอยากจะพูดมากพูดน้อยเราไม่ว่า  แล้วเราจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  มีการซักถามกันได้  โดยที่ทางด้านล่างจะรบกวนคุณวรรณาแจกกระดาษคำถาม  ถ้าท่านมีอะไรสงสัย ถ้าตอบได้จะช่วยกันตอบ  หากคำถามไหนยากจะเรียนเชิญให้  อาจารย์วิจารณ์ช่วยตอบคำถาม  ขอเริ่มที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเลยครับ

“”   


คุณวิชม  ทองสงค์ :
            ขอบพระคุณคุณหมอธัญญ์ผู้ดำเนินรายการ   กราบเรียนท่านศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์  พานิช  คณะเจ้าหน้าที่ของสถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม และท่านมีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน  วันนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชต้องขอขอบพระคุณทางสถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคมที่ได้ให้โอกาสมาเล่าเรื่องที่มีการดำเนินกิจกรรมและได้ใช้  KM  เป็นเครื่องมือเพื่อทำให้กิจกรรมประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น  เรื่องนี้ปัญหาเกิดขึ้นในชุมชนในหมู่บ้าน  ซึ่งเริ่มต้นในชุมชน คือ  พี่น้องประชาชนค่อนข้างที่จะมีความสับสนในการปฏิบัติกิจกรรมบางเรื่องที่เป็นนโยบายลงไป  จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  คือ  เรื่องการเงินของชุมชน  คือการเงินมีหลายๆ รูปแบบลงไป ทั้งเรื่องของ  SML  (small  medium  large)    เรื่องของกองทุนหมู่บ้านบ้าง หรือการเงินอื่นๆ ที่ลงไปแต่ละกิจกรรม  จะมีหลายๆ ชื่อ  ซึ่งคงจะเป็นปัญหาคล้ายๆ กันกับหลายๆ ที่  จากความยุ่งยากของพี่น้องประชาชนตรงนี้  คณะเจ้าหน้าที่ของเราที่ลงไปอยู่ร่วมกับชาวบ้านหลายๆ ส่วนราชการที่ทำเกี่ยวกับเรื่องการเงินของชุมชน  ก็ได้พบปัญหาของชาวบ้านที่เกิดขึ้น  และได้มาปรึกษาหารือกันทั้งหมดมี  9  หน่วยงานด้วยกัน  ที่ได้เริ่มมีความคิดร่วมกันจากการปรึกษาร่วมกัน  เป็นการเริ่มคิดคล้าย ๆ กับ   บูรณาการขึ้นมาครั้งแรกก่อนว่า  เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ควรจะได้ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน  เพราะฉะนั้นเมื่อ 9 องค์กรได้มีความคิดร่วมกันในเบื้องต้นในกรณีปัญหาของชุมชน  ควรจะร่วมกันในการแก้ปัญหาเบื้องต้น  เกิดความคิดที่จะทำโครงการที่พบว่าน่าจะเป็นปัญหาคล้าย ๆ  กันทุกตำบล  ลักษณะของการคิดร่วมกันคือ  คิดในเรื่องของนำร่องก่อน  เพื่อให้เห็นภาพของความสำเร็จในการแก้ปัญหา  โดยนำร่อง  3  ตำบลในอำเภอเมืองใกล้ ๆ ก่อน  คือ  ตำบลบางจาก  ตำบลมะม่วงสามต้น  และตำบลท่าไร่  เริ่มเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา  ก็เลยเสนอโครงการโดยของบ CEO (chief  executive  officer)  จากจังหวัด   โครงการนั้นมีชื่อว่า “โครงการจัดการความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการการเงินของชุมชน” ใช้คำว่า  “จัดการความรู้” ซ่อนอยู่  ตอนแรกผมก็ไม่ทราบ  ทีหลังอ่านดูจึงพบเป็นการใช้การจัดการความรู้เพื่อจัดการการเงินของชุมชน  คณะทำงานทั้ง  9  คน  อาจมีความคิดเรื่อง  KM  อยู่ก่อนแล้ว  แต่ผมเองไม่ทราบ  แต่มันตรงกับความคิดของผู้ว่าราชการจังหวัด  ในฐานะผู้ว่ามีความคิดที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อยู่เช่นเดียวกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชเราได้ร่วมเสนอความคิดร่วมกันในการที่จะกำหนดวิสัยทัศน์  คือ  วิสัยทัศน์ของนครศรีธรรมราช  เมื่อได้พูดคุยกันหลายๆ  เวที  ก็ได้สรุปวิสัยทัศน์ออกมา 3 คำสั้นๆ  คือ  “เรียนรู้” “น่าอยู่”  และ”ยั่งยืน”  เรียนรู้นี่ก็ได้แบ่งออกเป็น  3  กลุ่มใหญ่ๆ  ด้วยกัน  อันแรกก็คือ  การเรียนรู้ในสถานศึกษาทุกระดับ  ทั้งการศึกษาพื้นฐาน อาชีวะและอุดมศึกษาว่าจะต้องเน้นในผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอนให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้  เพราะเราเป็นเมืองที่ผู้คนสนใจศึกษาอยู่แล้ว  แต่ว่าศักยภาพตัวนี้เราต้องการต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เพราะฉะนั้นกลุ่มแรกคือในสถานศึกษา  และกลุ่มที่สอง  คือกลุ่มที่อาจจะขาดโอกาสในการศึกษาก็เรื่องของการศึกษานอกโรงเรียนเน้นผ่านไปทางการศึกษานอกโรงเรียนในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้เต็มที่  และประกอบกับเป้าหมายของรัฐบาลกลางที่ต้องการให้คนมีความรู้เฉลี่ย  9.2  ปี  ซึ่งเป็นภาระที่ต้องดำเนินการหนักมากพอสมควร  เพราะเน้นเรื่องนี้เป็นวิสัยทัศน์ด้วย  และก็กลุ่มที่สามที่เน้นการเรียนรู้คือการเรียนรู้ของภาคประชาชนอันนี้มีความสำคัญมาก  คือตรงกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดและก็เรื่องของ 9 หน่วยงานเขาเสนอโครงการขึ้นมา  เพราะว่าการเรียนรู้ของภาคประชาชน  จังหวัดนครศรีธรรมราชเน้นในเรื่องกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง  ซึ่งเรามีความคิดว่ากิจกรรมทุกอย่างที่อยู่ในชุมชน  ถ้าสามารถวางพื้นฐานในเรื่องชุมชนเข้มแข็งให้มั่นคงและยั่งยืนจริง ๆ เมื่อมีกิจกรรมหรือได้รับการดูแลในเรื่องงบประมาณต่างๆ  หรือได้รับการสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ  เข้ามาในพื้นที่  สิ่งต่างๆ  เหล่านั้นจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีนั่นเอง  เพราะฉะนั้นผมก็มองว่า  พื้นฐานหลักสำคัญของการพัฒนาชุมชนในชนบทอยู่ที่พื้นฐานของชุมชนเข้มแข็ง  ในเรื่องของชุมชนเข้มแข็งก็อิงในเรื่องกระบวนการ  ซึ่งกำหนดกระบวนการไว้  6  ขั้นตอน  ที่กำหนดไว้เดิม  และมาได้ความคิดเรื่องการจัดการความรู้เพิ่มเติมในทีหลัง  คือ    ขั้นตอนเดิมเราก็คิดว่า  ขั้นที่  1  มีความเป็นประชาคม  ซึ่งทุกท่านหรือพี่น้องประชาชนทั่วไปก็คงได้รับทราบว่าประชาคม  คือใช้กันเยอะหลายปีมาแล้ว ในการมีความเป็นประชาคมของพี่น้องประชาชนในชุมชน  เราเน้นเรื่องการให้มีเข็มมุ่งหรือมีทิศทางที่จะแก้ปัญหาหรือพัฒนาพื้นที่ของตนเองเป็นหลักสำคัญ  เพื่อที่จะเข้ามาสู่การทำประชาคม  คือเราพบปัญหาว่าถ้าไม่มีทิศทางหรือเข็มมุ่งที่ชัดเจนเวลาทำประชาคม  ความเห็นที่แตกต่างกันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง  แต่ถ้ามีเข็มมุ่งของการที่จะพัฒนา หรือการจะแก้ปัญหาของตนเองของชุมชน  ความเห็นที่แตกต่างกันมันมีโอกาสที่จะนำมาสู่ความเห็นที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้  เพราะฉะนั้นก็ได้เน้นว่าการเป็นประชาคมอันแรกเน้นในเรื่องของความประทับใจซึ่งกันและกัน  appreciate หรือความที่ว่ามีทิศทางเดียวกัน  โอกาสที่จะทะเลาะเบาะแว้งกันจะน้อยลง  หลายหมู่บ้านที่ไม่ประสบความสำเร็จคือไม่ได้ตั้งหลักในเรื่องนี้ให้ดี  เพราะว่าความเป็นประชาคมในขั้นที่  1  ของชุมชนเข้มแข็ง  ถ้าความเป็นประชาคมไม่ชัดเจนไม่ดีจะทะเลาะกันเสียก่อน  เพราะฉะนั้นจากประสบการณ์ก็มาเน้นในเรื่องทิศทางหรือเข็มมุ่งให้ดีที่สุด  ให้เข้าใจว่าเรื่องที่จะมาคิดร่วมกันเป็นเรื่องของส่วนรวมไม่ใช่เรื่องของอัตตา  หรือว่าเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะทะเลาะกันก็จะไม่ค่อยมี  ขั้นที่  2  ก็คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการนำไปสู่การปฏิบัติ  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นแนวคิดเดิมที่เราคิดเรื่องกระบวนการชุมชนเข้มแข็งเดิม  6  ขั้นตอน  อันนี้อยู่ในขั้นตอนที่  2  แต่ว่าหลังจากที่ได้ทำกิจกรรมในเรื่องของการจัดการความรู้  มันก็ต้องเพิ่มรายละเอียดขึ้นมานิดหนึ่ง  เดิมเราใช้คำว่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ทีนี้ในขั้นที่  2  มาใช้คำว่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดการความรู้ เพราะคำว่าจัดการความรู้มันครบวงจรมากกว่า  เดิมแลกเปลี่ยนเรียนรู้คนมานั่งพบปะกันแลกเปลี่ยนกันและแลกเปลี่ยนโดยไม่มีทิศทาง  แลกเปลี่ยนกันแล้วแต่ใครจะนึกอะไรได้  บางทีไม่มีข้อยุติเพราะแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง  คือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน  เพราะฉะนั้นหลังจากที่ได้ทำกิจกรรมในเรื่อง  KM  เราก็มาเติมกระบวนการในขั้นที่  2  ของชุมชนเข้มแข็งคือเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการจัดการความรู้  เพราะการจัดการความรู้ต้องคิดเรื่องของหัวปลา  เรื่องของว่าเราจะมาทำกิจกรรมเรื่องอะไร  ต้องการไปให้ถึงตรงไหนเท่าไร  ซึ่งเป็นหัวปลาที่จะต้องชัดเจนและมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ในขั้นตอนของ  KM  ในขั้นที่ 2  คือเรื่องของการแบ่งปันความรู้  คือใช้คำว่าแบ่งปันความรู้ก็จะมีน้ำหนักดีกว่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้  การแบ่งปันความรู้หมายความว่าทุกคนต้องสร้างองค์ความรู้ของตนเองขึ้นมา  หรือพยายามไปนึกว่าตัวเองมีความรู้อะไรอยู่บ้าง  มองในเรื่องว่าคนทุกคนมีขีดความสามารถ ไม่ได้มองว่าคนนี้เก่งคนนั้นไม่เก่ง  คนนั้นเก่งกว่า  เพราะฉะนั้นการแบ่งปันความรู้เป็นคำที่เป็นประโยชน์มาก  ทุกคนควรได้มีโอกาสนำสิ่งที่ตนมีนำเข้ามาสู่วงประชาคม  เพื่อได้ข้อสรุปเป็นรูปแบบชัดเจนขึ้นมาในแต่ละกิจกรรมแต่ละเรื่อง  เพราะฉะนั้นจากเดิมที่เราแลกเปลี่ยนเรียนรู้  มาเป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดการความรู้มันครบวงจรมากขึ้น  มันเป็นกระบวนการที่ชัดเจนขึ้นและเห็นภาพว่าจะทำเรื่องอะไร  จะไปให้ถึงไหน  เพราะฉะนั้นในขั้นที่  1  และขั้นที่  2  ของกระบวนการชุมชนเข้มแข็งถือเป็นรากฐานหรือเสาเข็มของกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง เมื่อเรียนมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า KM  เป็นเพียงเครื่องมือ  ทำไปแล้วได้คำตอบว่า   KM  แทรกอยู่ในเนื้อของกิจกรรมทุกๆ กิจกรรมได้  ถ้าเราใช้  KM  ให้ดี  เพราะฉะนั้นเมื่อขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ผ่านไปได้  ชุมชนเข้มแข็งขั้นที่ 3  ก็คือ  ความมีศักยภาพของชุมชน  คือเริ่มเห็นรัศมีของการพัฒนาขึ้น  เมื่อแกนนำของคนในชุมชนเข้ามารวมตัวกันและใช้การจัดการความรู้ที่ครบองค์ประกอบ  ก็จะทำให้คนอื่นๆ  ที่อยู่ในชุมชนเริ่มเห็นภาพของการปฏิบัติและเริ่มเข้าใจ  และจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมมากขึ้น  องค์ประกอบสำคัญคือแกนนำกลุ่มแรกๆ  ใช้การจัดการความรู้ที่ดีและสามารถที่จะดึงสมาชิกให้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมในประชาคม  และร่วมกันอย่างถูกต้องเพราะเรามีเข็มมุ่ง  เหมือนกับมีวิสัยทัศน์ของ KM  ที่ชัดเจน  ก็จะเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น พอมีส่วนร่วมมากขึ้นก็จะมีทั้งทุกเพศทุกวัย  ทุกกลุ่มอายุ  ทุกสาขาอาชีพก็สามารถที่จะร่วมกิจกรรมได้สมบูรณ์แบบที่สุด  ขั้นที่ 3 เกิดขึ้น  ซึ่งเรียกว่าความมีศักยภาพของชุมชน  คือเริ่มเห็นรัศมีของการพัฒนา  ขั้นที่  4  จะเกิดขึ้นเมื่อมีศักยภาพดีพอเพียงระดับหนึ่งแล้ว  ดีขึ้นมาในระดับที่พอใจแล้ว  ขั้นที่สี่ก็จะเกิดขึ้นก็คือเรื่องแผนชุมชนที่มีคุณภาพ  ที่ใช้คำนี้เพราะว่า  ขณะนี้แผนชุมชนมีเกือบครบทุกชุมชน  ทุกหมู่บ้าน  ทุกตำบล  แต่ถ้าไม่ผ่านกระบวนการที่เรียนมาแต่ต้น  แผนชุมชนอาจไม่มีคุณภาพเท่าไร  เพราะฉะนั้นขั้นที่  4 คือ   แผนชุมชนที่มีคุณภาพ   โดยอาจมีทั้ง 3 ระดับ  เช่นว่าระดับที่ต้องดำเนินการกันเองของชุมชน  เพราะชุมชนเป็นผู้ทำกิจกรรมเอง  ในระบบ KM   คือ  KA  (knowledge action)  คือพี่น้องประชาชนต้องดำเนินการกันเอง  แผนชุมชนที่มีคุณภาพต้องมีกลุ่มโครงการประเภทนี้ไว้เยอะๆ  เพื่อจะได้ทำกิจกรรมกันเองและหาความรู้ที่มีอยู่มาช่วยกันทำ  แต่แผนชุมชนที่ไม่มีคุณภาพคือว่าเขียนแผนเพื่อที่จะของบเพียงอย่างเดียวซึ่งมีเยอะมาก  โดยเขียนเพื่อขอทางท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง  แผนประเภทนี้ทำมาร่วมสิบปีแล้วไม่ค่อยได้งบเท่าไร  เพราะฉะนั้นลักษณะของแผนชุมชนที่มีคุณภาพ   ยกตัวอย่างเช่น  แผนชุมชนของสภาผู้นำชุมชนไม้เรียงของพี่ประยงค์  รณรงค์  ซึ่งท่านอาจจะรู้จัก  ท่านเป็นเจ้าของรางวัลแมกไซไซปี พ.ศ. 2547 ในเรื่องของชุมชน  ท่านเป็นผู้นำอยู่ที่ตำบลไม้เรียงและทำเรื่องแผนชุมชนของสภาผู้นำตำบลไม้เรียง  สมมุติว่าใน  100  โครงการ  ประมาณสัก  60  โครงการคือแผนที่ชุมชนดำเนินกิจกรรมด้วยตนเอง  ส่วนอีก  20  เปอร์เซ็นต์อาจจะขอช่วยท้องถิ่นบ้าง  ขอช่วยองค์การบริหารส่วนตำบล  หรือขอช่วยองค์การบริหารส่วนจังหวัดบ้าง  เพราะอีก  20  เปอร์เซ็นต์อาจเป็นลักษณะของกิจกรรมที่เกินกำลังของท้องถิ่น  ก็จะขอผ่านจังหวัด  กระทรวง  ทบวง  กรมต่างๆ  ลักษณะของแผนชุมชนที่มีคุณภาพจะเกิดจากกระบวนการที่ว่า  และจะนำไปสู่การปฏิบัติด้วยตนเอง  โดยใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่  เดิมที่ผมทำในเรื่องชุมชนเข้มแข็ง  คือไม่มีความรู้ในเรื่อง  KM  มาก่อน  เพราะฉะนั้นก็ทำแบบสะเปะสะปะพอสมควร  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็ทำไปแบบขอให้ได้มาพบกันเพื่อให้เป็นประชาคมแล้ววิธีนี้ก็จะไม่ได้ผลเพราะว่า  คือมาพบกันครั้งสองครั้งแล้วครั้งที่ 3  ครั้งที่ 4  เริ่มจะไม่มีเรื่องที่จะพูดคุยกัน  เพราะไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะ action  ในเรื่องอะไร  ว่าเป้าหมายที่จะไปทางไหน  ขอให้ได้มาพูด แต่มันก็ดีที่มีความเป็นประชาคม  แต่การจัดการความรู้ไม่มี  เพราะฉะนั้นเมื่อแผนชุมชนมีคุณภาพ  ขั้นที่  5  คือการปฏิบัติตามแผน  ที่จะต้องทำเองก็แบ่งภารกิจหน้าที่กันว่าใครจะเป็นเจ้าภาพในเรื่องอะไร  คล้าย ๆ  ระบบ  CEO  ที่จริงที่ผมพูดเรื่องการพัฒนาชุมชน เรื่องชุมชนเข้มแข็งคล้ายกับเรื่องระบบ CEO  โดย  CEO  ขั้นที่  1  ก็คือ  การเป็นเอกภาพ  คือหมายความว่ามีวิสัยทัศน์หรือทิศทางไปในทางเดียวกัน  เหมือนกับที่จังหวัด CEO  บอกว่าอันที่หนึ่งคือเอกภาพ  คือวิสัยทัศน์จังหวัดต้องร่วมกันคิดให้ได้ออกมา  อันที่  2  คือเจ้าภาพ  หมายความว่ากิจกรรมต่างๆ  แบ่งมอบภารกิจใช้ระบบการมอบอำนาจให้หน่วยไหนเป็นเจ้าภาพหลัก หน่วยไหนเป็นเจ้าภาพรองของชุมชนก็อิงระบบนี้มาใช้ได้  และอันที่  3  คือภราดรภาพ  คือหมายความว่ามี  appreciate  มีความประทับใจซึ่งกันและกัน  มีน้ำใจซึ่งกันและกันเพื่อส่วนรวม ลดเรื่องอัตตาให้เหลือน้อยที่สุด  ที่จริงลักษณะของ  CEO  ก็เป็นเช่นนี้ก็พยายามประยุกต์ใช้ของชุมชน  เพราะฉะนั้นเมื่อชุมชน    ปฏิบัติตามแผนแล้วแบ่งมอบภารกิจกัน  ใครจะทำเรื่องไหนรับผิดชอบเรื่องไหน  บางเรื่องถ้าใหญ่หน่อยก็จะมีเจ้าภาพหลัก  เจ้าภาพรอง  เจ้าภาพร่วม  ถ้าเรื่องเล็กๆ  ก็มีเจ้าภาพคนเดียวทำไปเลยอย่างนี้เป็นต้น  เพราะฉะนั้นรวมทั้งโครงการที่ชุมชนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากท้องถิ่นหรือรัฐบาลกลาง  ก็จะได้ช่วยดูแลให้ท่านมีผลลัพธ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน เพราะชุมชนเริ่มแน่นแล้ว ถ้าชุมชนแน่นในกระบวนการชุมชนเข้มแข็งงบทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไปจะเกิดประโยชน์คุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด  ขั้นสุดท้ายมีการประเมินผลทุกระยะ  ทั้งในระหว่างทำกิจกรรมหรือว่าเมื่อเสร็จกิจกรรมแล้ว เหมือนกับเมื่อเช้าผมได้ฟังคณะวิทยากรว่าการประเมินผลในระบบ  KM  คือให้ประเมินผลเหมือนกับมวยพักยก  หมดยกที่หนึ่งแล้วโค้ชต้องมาประเมินแนะนำว่ายกหน้าต้องทำอย่างไร  ไม่ใช่ปล่อยให้ชกครบห้ายกแล้วค่อยประเมิน  เผื่อว่าตอนนั้นแพ้ไปแล้วไม่มีประโยชน์อย่างนี้เป็นต้น  เพราะฉะนั้นขั้นที่  6  การประเมินผลก็ถือว่าต้องทำทุกระยะ รวมทั้งการประเมินปิดท้ายอีกที  เพื่อที่จะหาสิ่งที่ดีที่สุดนำไปสู่การทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป  ที่ผมเรียนเรื่องชุมชนเข้มแข็ง  จะเห็นว่ากระบวนการมี  6  ขั้นตอน  จากที่ผมเล่ามาแล้ว   จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบสำคัญของชุมชนเข้มแข็ง  คือองค์ประกอบที่หนึ่งต้องมีกลุ่มผู้นำเบื้องต้นกลุ่มย่อยๆ  ก่อน  และมีความตั้งใจที่จะทำกิจกรรมและเอา  KM เข้าไปแทรกในกิจกรรมให้อยู่ในเนื้อในของกิจกรรม  กลุ่มผู้นำชุดแรกๆ ต้องเข้มแข็งอดทนมากพอสมควรกว่าจะดึงชาวบ้านให้เข้าร่วมได้  ถ้าสามารถพัฒนากลุ่มผู้นำเหล่านี้ต่อไปอาจจะพัฒนาเป็นในรูปแบบของสภาชุมชนผู้นำหรือจะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่ เช่นตัวอย่างสภาชุมชนผู้นำไม้เรียง  เขาจะมีระบบการสืบทอดเอาเยาวชน  คนหนุ่มสาว  อยู่ในกลุ่มของผู้นำด้วยแล้วค่อยๆ  รับช่วงรับลูกได้ เพื่อหวังผลความยั่งยืนระยะยาว  อันนี้คืออันแรกที่เป็นองค์ประกอบของผู้นำ    องค์ประกอบอันที่สองก็คือ ความรู้  เมื่อได้ความรู้เรื่อง KM  ขึ้นมาและใช้คำว่าความรู้และการจัดการ  เพราะเดิมเราคิดแต่จะหาความรู้อย่างเดียว  แต่ว่ามันไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติมากนัก  องค์ประกอบที่  2  ก็ใช้คำว่าความรู้และการจัดการความรู้  เอาความรู้มาจัดการให้เป็นระบบขึ้น  และสมาชิกทุกคนจะมีบทบาท  ในการที่จะเสนอแนะความคิดเห็นในส่วนของตัวเองได้    คือหนึ่งผู้นำ  สองความรู้และการจัดการความรู้  และอันที่  3  คือแผนของชุมชนที่มีคุณภาพ  อันที่  4  คือการเงินของชุมชน  คือชุมชนถ้าหลักของชุมชนเข้มแข็งจริงๆ  จะต้องมีการเงินที่เป็นของตัวเอง  ไม่ใช่คิดในเรื่องขอความช่วยเหลืออย่างเดียว  100  เปอร์เซ็นต์  ต้องมีหลักของตัวเองไว้บ้าง  และอันที่  5  ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการ  ถ้าองค์ประกอบครบทั้ง  5  อย่างนี้   ก็ดำเนินการเรื่องชุมชนเข้มแข็งตามขั้นตอนต่างๆ ทั้ง  6  ขั้นตอนอย่างต่อเนื่องต่อ  คือทั้งองค์ประกอบทั้ง   5  ประการ    และกระบวนการชุมชนเข้มแข็งทั้ง  6  ขั้นตอน ถ้าทำอย่างต่อเนื่องและมีกลุ่มผู้นำขึ้นมาสืบทอดเป็นช่วงๆ   อันนี้ก็คือ  การพัฒนาชนบทที่ยั่งยืนระยะยาว  ที่ผมเล่ามาทั้งหมดก็คือว่า  KM  เข้ามาแทรกอยู่ในเนื้องานทั้งหมด  และทุกกิจกรรมเมื่อ  KM  เข้าแทรกได้  ก็จะคิดออกเองว่ากิจกรรมควรจะทำอะไร  ทุกกิจกรรมจะต้องมีการจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา  ซึ่งอันนี้ที่ได้ความรู้เรื่อง  KM  เข้ามาแทรก  คือที่ผมเล่าทั้งหมด  คือเดิมเราทำชุมชนเข้มแข็ง  แต่ว่ามันกระท่อนกระแท่น  ทำมาหลายปีแล้วแต่ว่ายังมองไม่ค่อยเห็นอนาคตมากนัก  แต่ว่าหลังจากที่น้องๆ  ส่วนราชการทั้ง  9  ส่วนราชการมาคิดกันว่าน่าจะแก้ปัญหาเป็นตัวอย่างในเรื่องการเงินชุมชน  และได้รูปแบบของ  KM  เข้ามาชัดเจนขึ้น  ผมก็เอาหลักการของ KM  ในบางหลักการเข้ามาปนกับกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง  ทำให้ชุมชนเข้มแข็งเราสมบูรณ์ขึ้น และน่าจะรองรับได้ทุกๆ  เรื่องที่จะเข้ามาสู่ระบบการพัฒนาของชนบทต่อไป  ผมก็เกริ่นนำเรื่องให้ทราบ  ส่วนรายละเอียดคณะจะได้เล่าเรื่องที่ได้ทำตัวอย่าง   นำร่องต่อไป

            SMLu  CEO chief  executive  officer  “”“”KM“”“”””appreciateKM    KM        KMKM  KM  KM  KM   KA  knowledge actionKM  action    CEOCEOCEO  CEO  appreciate  CEO  KM  KM   KM  KMKM  KM  KM  KM 


พ.ต.  นพ.ธัญญ์  อิงคะกุล :
            ขอบคุณท่านอาจารย์วิชมนะครับ  สังเกตนะครับว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชน่าจะเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ได้  เริ่มต้นจากการมีผู้นำหรือผู้บริหารจังหวัดที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี  อีกทั้ง อาจารย์เป็นผู้ที่รู้จริง  นอกจากรู้จริงยังไม่พอครับ  เรายังมาทำจริงด้วยและที่สำคัญคือต้องมีแกนนำหรือทีมงานที่ดี  สิ่งที่ อาจารย์ทิ้งไว้  ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญน่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง     แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาใช้ในองค์กรของราชการ ไม่ทราบว่าจะได้มั้ย  โดยเปลี่ยนเป็นกระบวนการองค์กรเข้มแข็ง  แต่ทีนี้องค์กรในส่วนของราชการหลายๆ ที่  อย่างที่ตัวผมเองเคยได้มีประสบการณ์เข้าร่วมกิจกรรมคงจะเป็นเรื่องของผู้นำ  จังหวัดนครศรีธรรมราชคงเป็นจังหวัดที่โชคดีที่มีท่านผู้ว่าที่มองเห็นถึงความสำคัญของการนำการจัดการความรู้มาใช้  6  ขั้นตอนที่ อาจารย์กล่าวไว้  หลายๆ ท่านคงจะได้จดและลองไปใช้ดู  ไปกระตุ้นดูว่าให้ผู้นำในองค์กรหรือหน่วยงานของท่านว่ามันพอจะใช้ได้มั้ย  องค์ประกอบที่ อาจารย์กล่าวถึงทั้ง  5 องค์ประกอบก็สำคัญเช่นเดียวกัน  คราวนี้อาจารย์บอกว่าเริ่มต้น ที่ อาจารย์วิจารณ์และ อาจารย์ประพนธ์กล่าวถึงว่า KM  เราเริ่มต้นจากจุดสำเร็จ   เดิมเรามักเริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนเสมอ  แต่ในการทำ KM เรามองไปที่จุดสำเร็จว่าเราจะบริหารอย่างไร  การจัดการความรู้ในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เริ่มเป็นโครงการนำร่อง  โดยที่นำโครงการในเรื่องการบริหารการเงินของชุมชน  เนื่องจากว่าการเงินจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกันหลาย ๆ องค์กร  คราวนี้เราลองมาฟังดูครับว่า  เขาเริ่มต้นจากยังไง  จะเอาองค์กรนั้นมาร่วมกับองค์กรนี้  จะทำยังไงที่จะขอความร่วมมือกับหลายๆ  องค์กร  ก็ขอเรียนเชิญ  อาจารย์ภีมลองเล่าให้ฟังนิดนะครับว่า  เราเริ่มต้นจากยังไง  จากอะไรบ้าง อาจารย์ภีมคือครูของคุณอำนวย  ลองเล่าให้ฟังนะครับว่า  คุณอำนวยยังต้องมีครูเลยครับ  แล้ว  CKO  (chief  knowledge  officer)   ต่อไปไม่ทราบว่าจะต้องมีครูหรือเปล่า  เชิญเลยครับ
           
อาจารย์ภีม  ภคเมธาวี
            ขอบคุณมากครับ  ผมขอเริ่มด้วยบทบาทของ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและเป็นมหาวิทยาลัยที่ปาวารณาตัวเองว่าจะช่วยเหลือจังหวัดนครศรีธรรมราช  เพราะคนนครศรีธรรมราชเป็นผู้ริเริ่มเพื่อผลักดันให้เกิดมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ขึ้นมา  โดยใช้สถาบันนี้เพื่อรับใช้จังหวัดนครศรีธรรมราช  อันที่สองมันเริ่มจากวิธีการของเจ้าชายสิทธัตถะ  ก็คือเราเห็นปัญหาของสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่เราบอกว่าชุมชนเราอ่อนแอ   ความทุกข์ที่เกิดขึ้นคือทุกข์ที่เกิดขึ้นในสังคมเรา  ระบบราชการ  สถาบันการศึกษา ชุมชนสังคมเองก็ค่อนข้างจะอ่อนแอทั้งระบบ  เพราะฉะนั้นปัญหานี้มาจากอะไร เมื่อค้นลงไปพบว่า  พวกเรามีกองกำลังหรือมีความตั้งใจอยู่ทุกส่วน  แต่ว่าพวกเราต่างคนต่างทำ ส่วนราชการที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ของชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นกรมการพัฒนาชุมชน  การศึกษานอกโรงเรียน  สำนักงานเกษตรหรือโรงเรียนอะไรก็แล้วแต่  ก็จะมีแผนงานของกรมกองที่จะลงไปทำงานกับชุมชน  เมื่อแผนงานของตนเองถูกตั้งงบไว้ ก็จะไปชวนผู้นำหรือไปสนับสนุนให้เกิดแกนนำของชุมชนขึ้นมาเพื่อจะทำงานกับหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ  ต่างคนก็ต่างหวังดี  แต่ชุมชนเองมีคนที่เป็นผู้นำเองค่อนข้างจำกัด   เวลาที่หน่วยงานมาชวนก็ได้ผู้นำคนเดิมไปสามสี่หน่วยงานก็ได้ผู้นำคนเดิมไป    ต่างคนต่างทำชุมชนก็ไม่มีเอกภาพในการทำงาน  งบประมาณที่ลงไปก็ลงไปในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ   เพราะฉะนั้นสภาพการที่เป็นอยู่ตอนนี้  แม้ว่าเราจะมีงบประมาณจำนวนมากลงไปในชุมชนในท้องถิ่นและมีเจ้าหน้าที่  มีผู้นำ    อันนี้ก็เป็นปัญหาที่หนึ่งที่เราพบเห็นกันอยู่ ผมเองก็มองว่าปัญหานี้ถ้าจะแก้ไข  ก็จะต้องทำให้หน่วยงานซึ่งหวังดีกับชุมชนต้อ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 12648
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)