สาเหตุความยากจนของเกษตรกร (๘): มุมมองของนักนิเวศวิทยาการเกษตร

  ผมได้พบว่าภายใต้ระบบการพัฒนาการเกษตรแบบ “ควบคุมธรรมชาติ” ทั้งถางป่า เผาทำลาย ไถพรวน ใช้สารเคมี ได้ทำลายระบบนิเวศเกษตรจนแทบไม่มีระบบธรรมชาติเหลือให้พึ่งพา และต้องไปพึ่งพาระบบภายนอก ทั้งพลังงาน และสารเคมี  

 สมัยก่อนผมเรียนแร่ หิน ดิน ปุ๋ย การดูแลพืช ผมก็เรียนแบบแยกส่วน เป็นเรื่องๆ และก็รู้(บ้าง)เป็นเรื่องๆ  

กว่าผมจะเข้าใจระบบนิเวศการเกษตรแบบองค์รวมก็หลังจากจบปริญญาเอกมาหลายปี  

และเข้าใจค่อนข้างใกล้กับความจริงของระบบการเจริญและการผลิตพืชมากหน่อยก็ตอนมาทำงานวิจัยเชิงประจักษ์กับเครือข่ายปราชญ์อีสานนี่แหละ  

ผมได้ทำโครงการศึกษาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและที่ดินในภาคอีสานที่พบว่า

ปัจจุบันเราเหลือความสามารถของดินในการให้ผลผลิตเพียง ประมาณ ๓๐% ของดินเดิม

นี่ยังไม่นับรวมความสูญเสียระบบนิเวศที่ผมกำลังจะพูดต่อไป

  จึงทำให้ผมเข้าใจปัญหาพื้นฐานของระบบการเจริญเติบโตของพืช ในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเสื่อมโทรม  

ผมได้พบว่าภายใต้ระบบการพัฒนาการเกษตรแบบ ควบคุมธรรมชาติทั้งถางป่า เผาทำลาย ไถพรวน ใช้สารเคมี ได้ทำลายระบบนิเวศเกษตรจนแทบไม่มีระบบธรรมชาติเหลือให้พึ่งพา และต้องไปพึ่งพาระบบภายนอก ทั้งพลังงาน และสารเคมี

  เช่นเดียวกับร่างกายที่อ่อนแอจะทำงานได้ก็ต้องพึ่งสารกระตุ้นกล้ามเนื้อ กระตุ้นประสาท  

หรือ แม้การกระตุ้นศพให้ดิ้นได้ด้วยกระแสไฟฟ้า ก็ใกล้เคียงครับ  

ระบบธรรมชาติเดิมที่เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในระบบนิเวศที่ถูกทำลาย มีตั้งแต่  

1.    การทำลายระบบนิเวศของสัตว์ขนาดต่างๆที่ทีการควบคุมกันเอง จนไม่มีชนิดใดที่เด่นมากจนเป็นปัญหากับระบบนิเวศ

·        พอเราทำลายก็ทำให้มีสิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่มีตัวควบคุม แพร่ขยาย จนเป็นผลเสียต่อระบบนิเวศ และการผลิตต่างๆ

·        ทำให้เราต้องไปพึ่งพาสารปราบศัตรูพืช ที่นอกจากจะทำลายสัตว์บางชนิดแล้ว ยังทำลายระบบที่พอเหลืออยู่บ้างให้ย่อยยับลงไปอีก

·        ทำให้ระบบการผลิตขาดที่พึ่งอย่างสิ้นเชิง และต้องหันไปพึ่งยา และสารเคมีเป็นสรณะ

·        เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอย่างถอยกลับหลังยาก โดยเฉพาะกับคนที่มีระบบคิดแบบสวามิภักดิ์กับระบบเคมี และบริษัทค้าสารพิษเหล่านี้

·        บริษัทเหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเขามากขึ้นไปเรื่อยๆ แบบคนติดยาเสพติดที่ไม่มีใครเสพน้อยลง นอกจากจะเลิกได้ หรือตายไปซะก่อน

·        นี่คือ ที่มาของความยากจน ข้อที่ ๑

2.    การตัดตันไม้ เผาทำลายวัสดุคลุมดิน

·        เป็นการทำลายระบบสำรองการผลิตอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืช

·        ทำให้ต้องดิ้นรนหาอินทรียวัตถุมาเพิ่มให้กับดิน

·        เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตเชิงวัสดุปรับปรุงดิน

·        นี่คือ  ที่มาของความยากจน ข้อที่ ๒

3.    การไถพรวนดิน แค่มีวัตถุประสงค์หลักในการทำลายพืชที่ขึ้นในธรรมชาติ

·        ได้ทำลายระบบการไถพรวนดินในธรรมชาติ และทำลายโครงสร้างดิน จนต้องไถพรวนบ่อยๆ ให้รู้สึกว่าดินร่วน ปลูกพืชได้ง่าย

·        ทำให้ต้องเสียค่าเครื่องมือ ค่าซ่อม ค่าน้ำมัน ค่าแรงในการไถ

·        นี่คือ ที่มาของความจนในข้อที่ ๓

4.    การเน้นการใช้ปุ๋ยเคมีเข้มข้นสูง และราคาแพงเพื่อเร่งการเจริญของพืชพันธุ์ที่ต้องการธาตุอาหารมากๆ เร็วๆ

·        ทำให้มีการสลายตัวของอินทรียวัตถุในดิน และปลดปล่อยธาตุอาหารมามากขึ้น จนดินดูดซับไม่ทัน พืชก็ดูดใช้ไม่ทัน

·        ทำให้มีการชะล้างธาตุอาหาร สูญเสียไปค่อนข้างสูงมาก เช่นไนเตรท อาจสูญหายถึง ๘๐%

·        นี่คือ ที่มาของความยากจนข้อที่ ๔

5.    การปลูกพืชที่แปลกปลอมกับพื้นที่ และระบบนิเวศ

·        ต้องดูแลมาก เสียค่าใช้จ่ายทั้งแรงงาน วัสดุ ปุ๋ย ยา

·        นี่คือ ที่มาของความยากจนข้อที่ ๕ 

ฉะนั้น ตราบใดที่เกษตรกรยังสวามิภักดิ์กับระบบการใช้สารเคมี และการลงทุนสูงในการทำการเกษตร ก็ไม่มีทางหายจนได้โดยง่าย นอกจากจะฟลุ๊ก จริงๆ แบบ ถูกลอตเตอรี่  

·        ไปปลูกพืชที่บังเอิญไม่มีใครปลูก

·        ได้ผลผลิตดี

·        ตลาดต้องการมาก

·        ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

·        ได้ราคาพอๆกับขายทอง ละก็ 

หายจน (อย่างน้อยก็ชั่วคราว) แน่นอน  

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง

คนที่ถูกลอตเตอรี่ มีกี่คน

คนที่ โดนลอตเตอรี่กิน มีกี่คน  

คิดได้แล้ว   เลิกเสี่ยงโชค หันมาสร้างโชคกันดีกว่าครับ  

โดยการหันกลับไปพัฒนาและพึ่งพาระบบนิเวศกันดีไหมครับ  

แล้วเราน่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต

คำสำคัญ (Tags)#ความยากจน#ความรู้เพื่อชีวิต#พัฒนบูรณาการศาสตร์#มหาชีวาลัยอีสาน#kmr#km ธรรมชาติ#ระบบนิเวศเกษตร

หมายเลขบันทึก: 126399, เขียน: 08 Sep 2007 @ 23:59, แก้ไข, 23 Jun 2012 @ 07:50, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 10, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (10)

ขจิต ฝอยทอง
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 00:22
  • ผมเชื่อการไม่ไถพรวนดินเป็นผลดี
  • แต่ว่าเปลี่ยนทัศนคติชาวบ้านได้ยากครับ
  • ชาวบ้านยังเชื่อว่าการไถเป็นเรื่องดี
  • ขนาดเราทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
  • สมควรจะแก้ไขอย่างไรครับ
wwibul
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 00:48

"แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง

คนที่ถูกลอตเตอรี่ มีกี่คน

คนที่โดนลอตเตอรี่กิน มีกี่คน " 

  • ยังมีประเด็นที่น่ากังวลกว่านั้นครับ
  • ผมเคยเขียนถึง negative-sum game
  • คือ ฟากที่ได้ ได้ จากฟากที่เสีย
  • แต่รวมสองฟาก มีน้อยกว่าเดิม อย่างเช่น การพนัน
  • อย่างเช่น การได้ลาภลอย
  • ผมเคยดูสารคดี เรื่องคนที่เคยถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง มีนักข่าวตามไปดูชีวิตคนกลุ่มนี้ พบว่า กลายเป็นขอทานในสัดส่วนที่น่าตกใจ
  • ...คนที่เคยมีชีวิตธรรมดา ๆ ไม่น่าจะตกต่ำได้แรงถึงแบบนั้น...
  • ผมเห็นกรณีศึกษาหลาย ๆ กรณี ที่มักชี้ว่าธรรมชาติมนุษย์ไม่คุ้นกับลาภลอย และไม่สามารถปรับตัวได้
  • คงต้องเรียกภาวะนี้ว่า "โรคภูมิคุ้มกันลาภลอยบกพร่อง"  
  • เสียดายไม่มีสถิติว่า ประชากรเป็นโรคนี้กันกี่เปอร์เซนต์
  • แต่สังหรณ์ลึก ๆ ว่า อาจใกล้เคียง 100 %
  • แปลว่า ผมเองก็อาจมีภาวะโรคนี้อยู่ โดยยังไม่ได้สบโอกาสแสดงตัวออก ต้องคอยสอนตัวเองว่า โรคนี้ประมาทไม่ได้
  • อาการโรค คงต้องหาผู้รู้จริงมาเล่า
  • แต่ที่แน่ ๆ ใครเป็นโรคนี้ขณะได้ลาภลอย คงไม่แคล้วกลายเป็นขอทาน
  • ช่วงที่ยางราคาดี ผมได้ยินว่า มีคนติดโรคนี้กันเยอะ...
BM.chaiwut
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 00:48
P
ดร. แสวง รวยสูงเนิน

 

เข้ามาชมรูปใหม่ของอาจารย์...

รู้สึกว่า อาจารย์จะเปลี่ยนบุคคลิกไปเลย....

ใคร่จะพิมพ์ว่า รูปใหม่หล่อกว่าเดิม ...

เจริญพร 

negative-sum game นี่น่ากลัวนะครับ

พอจบเกมส์มีแต่คนเสีย

แล้วใครชนะ ไม่มีเลย

แต่เราก็ยังนิยมเล่นกันจังนะครับ

ในเชิงระบบนิเวศเกษตรก็เป็นครับ

เราคิดว่าเราได้ แต่ถ้าคิดต้นทุนทั้งหมด แล้วมีแต่เสีย

จนเกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ก็เรื่องนี้แหละครับ

ขอบคุณครับที่เข้ามาเติมเต็มครับ

นมัสการท่านมหา

ผมลองแสดงบทนักวิชาการหลังจากแสดงบทชาวนามานาน

ไม่ทราบเข้ากรอบไหมครับ

วันก่อนก็พาดพิงท่านไปอยู่นะครับ

จะใช่สิทธิพาดพิงไหมครับ

อาจารย์ขจิตครับ

ขอบคุณมากที่มีเวลามากเหมือนเดิมเลยครับ

เรื่องนี้ถ้าทำให้ดู ยังไม่ดูก็คงต้องปล่อยให้ตายกันบ้าง

ที่เหลือค่อยเอามาเลี้ยง

คงได้แค่นั้น ครับ

ครูวุฒิ
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 21:23
  1. สามัญสำนึกในเชิงสร้างสรรค์ของคนบ้านเราไม่ใคร่มีครับ ไม่เคยสนใจหรอกว่าการกระทำของตัวเอง  จะส่งผลในทางลบแก่ใคร และอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือยาว
  2. สาเหตุในข้อ 1. มาจากการศึกษาที่ไม่เคยเน้นการปลูกสร้างสามัญสำนึกเพื่อสังคมเลยครับ  มีแต่สอนคนให้แข่งขันกันเป็นที่ 1 มันเลยลุกลามไปได้ทุกเรื่อง
  3. ระบบนิเวศน์การเกษตร เป็นเรื่องสำคัญและวิกฤตมากขึ้นทุกวัน  เพราะเกษตรกรอาศัยปัจจัยภายนอกเร่งเพิ่มผลผลิต เพื่อให้ได้ปริมาณที่มากพอสำหรับการใช้หนี้  วงจรความชั่วร้ายระหว่างหนี้กับเคมีเกษตรจึงหมุนวนกันเรื่อยไปไม่มีวันจบสิ้น  ไม่แน่ว่าเมื่อถึงวันนอนฟังเพลง ธกส. หนี้สินจะหมดหรือเปล่าก็ไม่รู้  แต่ที่แน่ๆ โลกเราขาดทุนระบบนิเวศน์แน่นอนครับ
  4. เรื่องเดียวกันนี้ผมเขียนไว้ที่ โคกเพชรเตรียมแปลนาฯ และ การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมฯ ครับ
ปริญากรณ์
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 23:40

สวัสดีค่ะอาจารย์

      ที่อาจารย์กล่าวมาเข้าใจและก็เห็นด้วยค่ะแต่เรื่องของการไถพรวนถ้าไม่ใช้วิธีไถพรวนอาจารย์พอจะมีข้อแนะนำบ้างไหมคะ  เหมือนกับที่อาจารย์ขจิตบอกชาวบ้านไม่ยอมเปลี่ยนทัศนคติชาวบ้านที่หนูรู้จักยังไม่ทราบตัวอย่างที่ไม่ใช้วิธีไถพรวนค่ะ

P

ครับ

โปรดกลับไปอ่านเรื่องที่เขียนมาก่อนหน้านี้ครับ

โดยเฉพาะเรื่อง การทำนาแบบ ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ที่มีหลายวิธีด้วยกันครับ

หรือสงสัยก็โทรมาคุยได้ครับ

ปริญากรณ์
เขียนเมื่อ 11 Sep 2007 @ 21:39

สวัสดีค่ะอาจารย์

      ขอขอบคุณมากค่ะ