จิตตปัญญาเวชศึกษา 23: เมื่อนักเรียนแพทย์ พยาบาล เรียนด้วยกัน

Phoenix

เมื่อนักเรียนแพทย์ พยาบาล เรียนด้วยกัน

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า คนภายนอก (วงการหมอ พยาบาล) เขาวาดภาพไว้อย่างไร แต่ครั้งนี้ผมจะขอตั้งข้อสังเกตว่า อันว่าหมอ และ พยาบาล นั้น เราไม่ได้เรียนกันมาด้วยกันตั้งแต่แรกหรอกนะ

เออ.. แล้วทำไมเหรอ? วิชามันก็ไม่เหมือนกัน เวลาเรียนก็ต่างกันนี่นา

จริงครับ แต่สุดท้าย เราจะต้องทำงานกับคนไข้คนเดียวกัน และเกือบตลอดเวลา

แถมงานภาคสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ของเราทั้งคู่ (สองอาชีพ) ร่วมไปกับอื่นๆด้วย แต่สองอาชีพนี้แหละ ที่งานดูเหมือนจะสอดประสานและเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกกันยากมากที่สุด

ถ้ากลับไปอ่าน จิตตปัญญาเวชศึกษา บทความแรกสุด ผมคิดว่า "หัวใจ" ของจิตตปัญญาเวชศึกษาก็คือ "ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง" ที่ผู้เรียน ผู้ศึกษา จะต้องใช้เวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุดค้นหา และมองให้เห็น ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสาระต่างๆให้ได้ เพื่อที่เราจะได้แก้ปัญหา มองปัญหา ตีโจทย์ ให้แตกแบบองค์รวม ไม่ได้มองแยกเป็นท่อนๆ เป็นเศษส่วน แต่แบบเดิมๆ ซึ่งแยกวิเคราะห์ แยกมอง แยกเห็น แยกแก้ แล้วพอนำกลับมารวมกันค่อยพบว่าเกิดปัญหาใหม่ จากการเติม ปรับ แต่ง แต่ละส่วนย่อยๆ โดยที่ไม่ทราบมาก่อน

เดี๋ยวนี้เขียนกลยุทธ์ พูดถึงยุทธศาสตร์ ใครๆก็จะต้องกล่าวถึงการทำงานเป็นทีม ต้องทำงานเป็นทีมให้เป็น เป็นคุณสมบัติ เป็น competency ทีทุกๆองค์กรก็ว่าได้ เขียนไว้ว่าสำคัญมากๆ แต่ตอนเราฝึกหัด ตอนเราเรียน ก่อนที่เราจะเริ่มทำงานนั้น เราได้ใช้เวลา "ทำงานเป็นทีม" ไปบ้างหรือไม่ และกับใคร กับคนที่เมื่อเราจบแล้วจะต้องไปทำงานเป็นทีมด้วย หรือว่าไม่เหมือนกัน?

ปรากฏว่าเราเรียนกับหมอด้วยกัน กับพยาบาลด้วยกันเท่านั้น ในชีวิตจริง หมอกับหมอนั้น ทำงานร่วมเป็นบูรณาการน้อยกว่าหมอกับพยาบาลเสียอีก สำหรับคนไข้ในแต่ละราย

อืม... แล้วมีอะไรที่ห้ามไม่ให้เราเรียนด้วยกันล่ะ? หรือเรียนด้วยกันแล้วไฟมันจะชอร์ต?

ในชั้นคลินิก ที่หมอพยาบาล จะต้องทำงานเสมือนอยู่ในวงดนตรี band เดียวกัน ซ้อมกันมานับสิบปี ทำงานสอดประสานแบบไร้ตะเข็บ ปรากฏว่าการสอดประสานของงานหมอ พยาบาลนั้น ไปๆมาๆจะแบบน้ำกับน้ำมันซะละมากกว่า ครั้งหนึ่งผมเคยได้ยินว่า เวชระเบียน ward ศัลยกรรมถูกประเมินว่าไม่ผ่าน เพราะว่า "ไม่ได้ประเมินแบบองค์รวม" ซึ่งผมทราบเข้าก็รู้สึกยอมรับไม่ได้ เพราะเรามีการทำ palliative care ใน ward ศัลย์ และเราเขียน progress note แบบองค์รวมแน่ๆ บางกรณีผมเขียนเองกับมือเสียด้วยซ้ำ สอบถามไป พึ่งถึงบางอ้อว่า นั่นมัน doctor's note ไม่ใช่ nurse's note ถือว่ายังไม่ได้ประเมินค่ะ???

ปรากฏว่า note ที่วางอยู่เคียงคู่กัน ของคนไข้รายเดียวกัน แต่ไม่ถือว่าทำงานร่วมกัน? อย่างนี้ คนไข้รายหนึ่งจะต้องมี doctor's note, nurse's note, medical student's note, nurse student's note, staff's note เรื่องเดียวกันหมด รวมแล้ว 5-6-7 copies หรือไม่?

ในทางการบริหาร เราบอกว่าต้องหลีกเลี่ยงทำอะไรที่งุ่มง่าม เทอะทะ ต้องมี lean management บริหารแบบผอม เพรียว แล้วการที่ต้องทำงานเอกสาร multicopy-for-nothing นี่เป็นงานบริหารแบบ lean หรือแบบ morbid obesity กันแน่?

ถ้าในความเป็นจริง หมอ กับ พยาบาล จะต้องทำงานสอดประสานกัน ทำไมไม่เริ่มเสียตั้งแต่นยังเป็นนักเรียนอยู่ เริ่มตั้งแต่ตอนยังไม่มีอัตตารุนแรง ไม่มี ego ใหญ่คับฟ้า เริ่มตั้งแต่เราต่างก็ยังไม่รู้ ไม่ชำนาญ ให่เรียนรู้ และชำนาญไปพร้อมๆกัน ใครจะรู้ เราอาจจะมีอัตราการทำงาน และคงอยู่ ของ staff ทั้งพยาบาล ทั้งหมอ มากขึ้นด้วย แทนที่ทั้งหมดจะหลั่งไหลไปสู่วังวนเอกชนที่สูบแรงงานออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ใครจะรู้เราอาจจะมีการเอาทั้ง nurse note และ doctor note ที่เขียนกันคนละแง่มุมม ตามความรู่ ความชำนาญ มาก่อให้เกิดการดูแลแบบองค์รวมที่สมบูรณที่สุด

หมอก็รู้ว่า discharge planning นั้น รายนี้พยาบาลได้พูดอะไรไปแล้วบ้าง พยาบาลก็จะทราบว่า รายนี้หมอต้องการจะดูเรื่องอะไรเป็นพิเศษที่บ้าน เพื่อให้โรคหายดีที่สุด ทำงานร่วมกันตั้งแต่เริ่มก่ออิฐ ถือปูน เมือ่บ้านเสร็จแล้วก็จะเนียน ไร้ตะเข็บ และสมบูรณ์ที่สุด

จะเป็นเช่นไร?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ

คำสำคัญ (Tags)#พยาบาล#หมอ#จิตตปัญญาเวชศึกษา

หมายเลขบันทึก: 126137, เขียน: 07 Sep 2007 @ 19:41, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 20:17, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (2)

Lucifer
เขียนเมื่อ 08 Sep 2007 @ 19:13
อาจารย์อยากได้ความเห็นเรื่อง 

เมื่อนักเรียนแพทย์และนักเรียนพยาบาลเป็นคนๆ เดียวกัน

บ้างมั้ยคะ

 

แต่ถึงไม่อยาก ... หนูก็จะให้ค่ะ ... เนื่องจากวันนี้ ... อารมณ์ดี ... มากๆๆๆๆๆ

  

จากประสบการณ์ 5 ปี ... ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ร่วมกับ ประสบการณ์อีก 5 ปี ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

พบว่า

 

นักศึกษาพยาบาล ... ถูกสอนให้ ... เป็น ... Detector

            ขณะที่

นักศึกษาแพทย์  ... ถูกสอนให้ ... เป็น ... Detective

  

ซึ่งมันก็มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ตรงที่ ... เรามีเป้าหมายร่วมกันคือ ... ผู้ป่วยคนเดียวกัน

                แต่

เมื่อเราทำงานร่วมกัน มักจะเกิดกรณี น้ำกับน้ำมัน อันเนื่องมาจาก  - ความไม่เข้าใจ กัน ซึ่งที่จริงน่าจะเป็นความ ไม่ยอมที่จะเข้าใจกัน -  มากกว่าและในความเป็นจริงอีกเรื่อง ... ถ้าเราจะยอมรับว่ามันเป็นเรื่องของ ลิ้นกับฟัน-  กระทบกระทั่งกันบ้างจะทำให้รับประทานไม่อร่อยไปอีกหลายวัน .... ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะขยันกระทบกันไปทำไม ... เฮ้ออออออ
IP: xxx.25.142.26
เขียนเมื่อ 27 Sep 2008 @ 18:30

บางครั้งมันอธิบายอยากนะค่ะ

ตอนเรียนก็แย่งผู้ป่วยกันบางครั้งหมอก็มองว่าหมอเก่งกว่า

ห้องเรียนก็เปิดให้แพทย์เรียนก่อน พยาบาลมาทีหลัง แพทย์เข้าช้าก็ไม่เป็นไร

แต่ที่ที่ดิฉันเรียนอยู่ เค้าสอนให้รักความเป็นพยาบาลมาก ความถูกต้องมาก่อนทุกอย่าง

พยาบาลไม่ใช่สมุนหมออย่างที่ใครคิด แต่เป็นเพียงบุคคลที่ทำงานร่วมวิชาชีพเดียวกัน

มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน