เป็นการปล่อยให้ความหมายไหลไปได้โดยอิสระ โดยไม่มีอะไรๆ มาขวางกั้น ไม่มีอะไรมาดึงให้มันไปทางใดทางหนึ่ง

       จากที่ผมเล่าไว้ในบันทึกที่แล้ว จะเห็นได้ว่า Dialogue เน้นไปที่การรับเข้า (ฟัง) มากกว่าการส่งออกหรือพูดออกไป แต่ก่อนแต่ไรเราอาจจะ  ไม่รู้ตัว ว่าเราเอาแต่ตั้งใจส่งออก ตั้งใจจะพูด โดยไม่ค่อยได้สนใจการรับเข้าเท่าใดนัก ช่วงแรกๆ ของการฝึก Dialogue ถือเป็นเรื่องปกติที่อาจรู้สึกฝืนๆ ไม่กล้าพูด เอาแต่เงียบ (แต่ภายในอาจจะไม่เงียบ)

      เรามักจะพบว่าวง Dialogue มักมีความเงียบแทรกตัวเข้ามาเป็นระยะๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็ไม่ต้องไป บังคับ ให้ตัวเองต้องสื่อสารออกไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่ามีหลายคนที่มักจะรู้สึก อึดอัด กับความเงียบ จนในที่สุดรู้สึกว่าเป็น หน้าที่ ของตนที่ต้องยื่นมือ (วาจา) เข้ามา ทำลาย ความเงียบนั้น

      ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งในเรื่อง Dialogue นอกจากจะเป็นเรื่องทักษะการฟังอย่างมีสมาธิของคนในวงแล้ว สภาพสิ่งแวดล้อมถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสถานที่ที่นั่งคุยกันนั้นมีเสียงรบกวนมาก ทำให้เสียสมาธิได้ง่ายก็จะเป็นอันตรายกับวง Dialogue นอกจากนั้นยังพบว่าถ้าจะให้ดีในวงที่พูดคุยในลักษณะนี้ ไม่ควรจะมีโต๊ะหรืออะไรมาขวางกั้นระหว่างกันด้วย

      ผมเคยสงสัยเวลาที่มีใครบอกว่าการทำ Dialogue นั้นไม่ควรมีเป้าหมายว่าต้องการบรรลุวัตถุประสงค์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง . . . ผมถามตัวเองว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว . . . ทำ Dialogue ไปทำไม?  แต่ในที่สุดก็ได้คำตอบจากอาจารย์มนต์ชัยว่า การทำ Dialogue นั้นเปรียบได้กับการ พรวนดิน เป็นการเตรียมดิน ที่ต้องทำไปๆ จนเกิดเป็นความเคยชิน โดยไม่ต้องไปสนใจว่าทำไปแล้วจะได้อะไร เพียงแค่อาศัยความเชื่อที่ว่า ถ้า ดินดี ถ้าปัจจัยอื่นๆ ดี ดอกและผล ที่ดีก็จะตามมาเอง

       ถ้าคนในหน่วยงานมีทักษะ Dialogue (บวกกับปัจจัยที่จำเป็นอื่นๆ) ดอกและผล ก็จะตามมาเอง แต่การที่บอกว่าไม่ต้องมีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย หรือต้องการคำตอบใดๆ นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นการพูดคุยแบบลอยๆ โดยที่ไม่มีประเด็นใดๆ เพราะเราอาจจะหยิบยกอะไรขึ้นมาเป็นประเด็นเริ่มต้นก็ได้ หากเป็นวงที่ฝึกใหม่อาจารย์มนต์ชัยมักจะแนะนำให้เริ่มจากประเด็นที่กว้างๆ ก่อน ต่อเมื่อชำนาญแล้วจึงสามารถตั้งประเด็นที่แคบลงหรือเฉพาะเจาะจงได้

ผมเข้าใจเอาเองว่าที่ให้เริ่ม Dialogue โดยที่ไม่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการ ก็เพื่อที่จะให้วง Dialogue นี้เลื่อนไหลไปได้อย่างเป็นอิสระ คำว่า Dialogue แปลว่า Meaning flow เป็นการเลื่อนไหลไปของ ความหมาย (อันได้แก่ ความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก) เป็นการปล่อยให้ความหมายไหลไปได้โดยอิสระ โดยไม่มีอะไรๆ มาขวางกั้น ไม่มีอะไรมาดึงให้มันไปทางใดทางหนึ่ง 

การฟังจะต้องไม่มีการ ตีตรา ว่าถูกหรือผิด . . . การพูดก็ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ไม่ต้องพดยายามพูด ต่อยอด กัน เพราะมันจะทำให้สิ่งที่สื่อออกมานั้นไม่เป็นธรรมชาติ หรือในบางวงก็พบว่าบรรยากาศอาจออกมาในลักษณะ เฮฮา ที่มากจนเกินไป ซึ่งก็เป็น KPI (ตัวชี้วัด) ที่ชี้ให้เห็นว่าคนในวงสนทนากำลัง หลง หรือ ลืมตัว ไปแล้ว แต่ในทางกลับกันก็ต้องไม่ใช่การสนทนาที่เกร็งหรือ เคร่งเครียด จนเกินไปด้วย

      สรุปได้ว่าต้องไม่ใช่ทั้งวงสนทนาที่ครื้นเครง และไม่ใช่วงสนทนาที่ไร้อารมณ์ หากแต่ว่าเป็นสภาวะที่อยู่ตรงกลางซึ่งสร้างได้โดยอาศัยการรู้ตัวทั่วพร้อมเท่านั้น . . . ไปๆ มาๆ จึงกลายเป็นว่าวงนี้เป็นวงที่ทำให้เราได้เข้าถึงธรรมะไปโดยปริยาย เพราะมันเป็นการไหลของความหมายที่เกิดขึ้นได้จากความรู้สึกตัว