สวัสดีค่ะ..อาจารย์ประพนธ์

เป็นสภาวะที่มี "ใจ"  สงบ กระเพื่อมต่อสิ่งกระทบนั้นน้อย...

เมื่อใดที่จะสงบแล้ว... เจตนาที่ผลุดขึ้นในใจนั้นก็จะเป็นในไปในแนวที่เป็น "กุศลจิต".... แล้ววาจาที่เปล่งออกมา...ก็ Meaning Flow...น้อมนำไปสู่..."สุนทรียะสนทนา"... อันมาจากปัญญา...ที่ปรากฏขึ้น ณ ขณะนั้น...

นั่น...หมายรวมได้ว่า...การสนทนานี้อยู่ภายใต้แห่งการมี... "ศีล สมาธิ และปัญญา"

ศีล...คือ ความละเว้นออกจาก "จิต"ที่ชั่ว...จิตที่ไม่ดี

ข้อหนึ่งนั้นไม่เพียงแค่ไม่ฆ่าสัตว์ หากแต่รวมไปถึงได้ทั้งในการไม่โกรธ อาฆาต พยาบาท เกลียด ชิงชัง ไม่พอใจ...

ข้อสอง...ไม่เพียงแค่ขโมย แต่หากรวมได้ไปถึงไม่อยากได้สิ่งใดใดของใครทั้งสิ้น หากเจ้าของไม่อนุญาต...แม้แต่คำชื่นชมหรือตำหนิก็ตามเราก็ไม่ควรไปอยาก ได้หรือไม่อยากได้..ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้นั้นปรารถนาที่จะให้เราเอง

ข้อสาม...ไม่ไปช่วงชิงของรักของหวงในสิ่งใดใดทั้งสิ้น...

ข้อสี่...ไม่มุสา โกหกพกลม แม้แต่การหลอกลวงตนเอง 

ข้อห้า...ไม่ประมาท..ทั้งสิ้นทั้งปวง...

เพียงศีลห้าข้อนี้...เราน้อมนำมาใช้ในทุกขณะจิตของการกระทำต่อชีวิต แล้ว...ประกอบกับเป็นผู้รู้ตัว (สติ) อย่างต่อเนื่องและจดจ่อต่อสิ่งนั้น ต่อเนื่องยาวนาน (สมาธิ)...แล้ว...ปัญญาที่มีก็ปรากฏขึ้นได้ ณ ทุกขณะเช่นเดียวกัน(วิปัสนากรรมฐาน)

แม้แต่คุยเรื่องงาน เรื่องชีวิต หรือเรื่องทั่วไป...แนวทางดั่งนี้ที่อาจารย์ได้นำมาชี้นำนี้กะปุ๋มเชื่อว่า...สังคมนี้งดงามแน่นอนค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ธรรมะสวัสดี..ก่อนนอนนะคะอาจารย์

(^_____^)

กะปุ๋ม