นึกเสียใจแทนที่รัฐบาลในยุคนั้นที่ตั้งปณิทานไว้ว่าจะวางรากฐานเศรษฐกิจของไทยให้เข้มแข็ง ไม่ได้ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ยังคงทิ้งให้ระบบเศรษฐกิจไทยช่วยเหลือตนเองไปแบบกระท่อนกระแท่น อยู่ปริ่มๆน้ำ หายใจได้ก็ไม่สะดวก ดังที่เราประสบกันอยู่ในปัจจุบัน...

    ด้วยกระแสตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง(ตรงไหน) และเสียงเรียกร้องอย่างรุนแรงให้รีบเขียนต่อ(คิดไปเองทั้งนั้น) วันนี้ได้เวลานอนไม่หลับตี 4 ดีขึ้นมาอีกเล็กน้อย ก็ลุกขึ้นมานั่งเขียนอะไรแบบไม่ไร้สาระตามคำเรียกร้องของมิตรรักแฟนเพลง แต่ก่อนเข้าเรื่องก็ต้องขอทำความเข้าใจกับแฟนเพลง(ซะงั้น..เป็นนักร้องตั้งแต่เมื่อไหร่)ทุกท่าน ว่างานเขียนนี้จะขอร้องให้ท่านติดตามอ่านไปเรื่อยๆ และจะขยันมาอัพเป็นประจำตามอารมณ์ของคนเขียนจะอำนวย (เหมือนอัพนิยายบนอินเตอร์เนตนั่นแหละ) ถึงแม้เรื่องราวต่อไปนี้จะไม่มีพระเอก นางเอก แนวน้ำเน่า แต่ก็ได้น้ำดีๆไปบ้างละนะค่ะ ด้วยความที่ตอนอยู่เมืองไทยวันๆอ่านแต่หนังสือ(ไม่เชื่อถามพ่อได้เป็นพยาน) อ่ะนะ...ก็แสดงว่าเราเนี่ยขยันซะจริงๆ อะไรจะรักการอ่านขนาดนั้น ปรากฏว่าพอตกเย็นที่บ้านนอก ก็ต้องซิ่งรถออกไปร้านการ์ตูน ...เฮ ที่แท้ก็อ่านการ์ตูน กะนิยาย นี่เอง อ่านจนจะหมดร้านแล้ว แต่ประเภทไม่เป็นสาระหรอกนะ ออกแนวหวานแหววโรแมนติก ผิดกับบุคลิกเลย ก็นะมันสนุกนี่นา ....ประเด็นของเรื่องที่พูดมาตอนนี้ก็คือ

"จะอ่านอะไร ขอให้อ่านไปเถอะ มีสาระ ไม่มีสาระ ก็ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านได้ทั้งนั้น" คำพูดนี้มาจากพ่อนี่เอง ก็เป็นข้ออ้างของเราที่พ่อสนับสนุน อีกอย่างน่าจะช่วยเพิ่มสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยให้มากขึ้นนั่นเองจากปีละ ไม่กี่ชั่วโมง มาเป็นปีละหลายวัน อิอิ ยังไงก็ขอสนับสนุนทุกท่านให้รักการอ่าน นะค่ะ อะไรก็ได้อ่านไปเถอะ มันช่วยทำให้อ่านได้ไวขึ้น จับประเด็นเร็วและ ไม่น่าเบื่อหน่าย...

     เรื่องราวก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 2 แล้ว ก็ขอต่อไปปีที่ 2 เลย 1998 ย้อนไป 9 ปีให้หลังได้ ความจริงที่บางท่านอาจจะลืมกันไปแล้วก็ได้ ว่าช่วงเวลานั้น IMF ก็เป็นที่รู้จักกันดีของทุกคน ยุคนั้นใครไม่รู้นี่เชยแน่ๆ ว่าแต่ IMF มาทำไม เกี่ยวอะไรกับประเทศไทยด้วย IMF: International monetary Fund, ซึ่งตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือทางการเงินและทางวิชาการระหว่างประเทศ รักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ และให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือให้เกิดความสมดุลในดุลการชำระเงินของประเทศ เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยก็เนื่องด้วยสถานการณ์ตอนนั้นประเทศไทยมีดุลการชำระเงินของประเทศขาดดุลมากทีเดียว อันเนื่องมาจากก่อนประกาศค่าเงินลอยตัวประเทศไทยได้ใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศไปเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเปิดเสรีทางการเงินที่ขาดมาตรการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ผิดพลาดและการแก้ปัญหาสถาบันการเงินที่ไม่เด็ดขาด เลยทำให้ IMF เข้ามาให้ความช่วยเหลือในวงเงิน 17.2 ล้านเหรียญดอลลาห์สหรัฐอเมริกา

    โดยแหล่งเงินทุนมาจาก 1. ออสเตรเลีย 1,000 ล้านเหรียญ สรอ. 2. จีน 1,000 ล้านเหรียญ สรอ. 3. ฮ่องกง 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.4. อินโดนีเซีย 500 ล้านเหรียญ สรอ.5. ญี่ปุ่น 4,000 ล้านเหรียญ สรอ.6. เกาหลี 500 ล้านเหรียญ สรอ.7. มาเลเซีย 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.8. สิงคโปร์ 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.9. บูรไน 500 ล้านเหรียญ สรอ10. ธนาคารโลก 1,500 ล้านเหรีย สรอ.11.ธนาคารพัฒนาเอเซีย 1,200 ล้านเหรียญ สรอ ทำให้พอจะนึกกันได้ว่าทำไมญี่ปุ่นและ ADB เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาในประเทศไทยอย่างงนั้นได้อย่างไร มีหลายโครงการพัฒนาในระดับรากหญ้าที่เข้ามาสนับสนุนและให้เงินทุน

      พอมาดูตัวเลขเงินกู้ที่ไทยได้มาจาก IMF ก็น่าตกใจเพราะมหาศาลถึงขนาดนั้นจะไปใช้ยังไงไหวในเมื่อรายได้ประเทศและรัฐบาลก็ยำแย่อยู่แล้วในช่วงเวลานั้น อันที่จริงประเทศไทยได้วงเงินกู้ 17.2 ล้านเหรียญ สรอ. แต่กู้เงินมาจริง 12.04 ล้านเหรียญ สรอ. ยังคงเหลือเงินในวงเงินกู้อีก 4.9 ล้านเหรียญ สรอ. และในรัฐบาลยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ตัดสินใจที่จะส่งคืนเงินกู้ทั้งหมดในเดือนมกราคม 2546 คงจะนึกออกเพราะเป็นข่าวดังทั้งในโทรทัศน์และหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งอันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของระบบเศรษฐกิจของไทยที่ทำให้ประเทศไทยมีเงินเพียงพอกับการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด ซึ่งรัฐบาลได้คาดหวังว่าการกระทำครั้งนี้จะช่วยเพิ่มระดับความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและต่างประเทศต่อภาพพจน์ของเศรษฐกิจไทย

แต่นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่จำเป็นของประเทศก็คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาวรวมถึงหาวิธีป้องกันหรือหารสัญญาณเตือนภัยวิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้าเพื่อมิให้เกิดความรุนแรงได้อย่างประสบการณ์ที่เราได้รับกันมา จนมาถึงบัดนี้ 10 ปีผ่านไป เศรษฐกิจของไทยไม่ได้มี IMF มามีบทบาทในฐานะเจ้าของเงินกู้ แต่ได้เข้ามามีบทบาทในด้านอื่นๆโดยเฉพาะทางวิชาการเพื่อเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพต่อไปในอนาคต...

   เมื่อมาถึงตรงนี้ก็พอจะเริ่มวิชาการมากไปหน่อยแล้วคนเขียนเองเริ่มจะอินมากไป ทำให้นึกเสียใจแทนที่รัฐบาลในยุคนั้นที่ตั้งปณิทานไว้ว่าจะวางรากฐานเศรษฐกิจของไทยให้เข้มแข็ง ไม่ได้ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ยังคงทิ้งให้ระบบเศรษฐกิจไทยช่วยเหลือตนเองไปแบบกระท่อนกระแท่น อยู่ปริ่มๆน้ำ หายใจได้ก็ไม่สะดวก ดังที่เราประสบกันอยู่ในปัจจุบัน...

   กลับมาพูดถึงเรื่องเรียนกันในช่วงปี 3 ของนักศึกษามหาวิทยาลัย บรรยากาศของวิชาการไม่ได้ซึมซับเข้าสมองสักเท่าไหร่ ที่ได้มากก็คือเพื่อนๆ ที่ยังสนิทสนมกันมาถึงตอนนี้ รู้แต่ว่าตัวเองก็พูดไม่ค่อยจะเก่งเพื่อนๆก็น้อย แต่ถึงน้อยก็มีประสิทธิภาพนะ อิอิ งานต่างๆของคณะก็ไม่เคยจะให้ความร่วมมือ แล้วเอาเวลาไปทำอะไรหว่า ชีวิตสมัยเรียน ป.ตรี นี่มันช่างสุขสบาย สนุกสนานผิดกับอีก 9 ปีผ่านมา แก่แล้วก็มานั่งเรียนอยู่ ชีวิตมันเศร้า เรียนไปเครียดไป งานเยอะแยะ สมกับเรียน ป.เอก จริงๆ (เอ๋ แต่ทำไมมีเวลามานั่งอัพสเปซเนี่ยนะ) เพื่อนๆหลายคนอยากตามมาเรียน คิดใหม่ได้นะ ถ้าหน้าที่การงานไม่บังคับอย่างข้าพเจ้าเนี่ย คิดว่าขอเลือกใช้ชีวิตแบบคนปรกติทั่วไป (ฝันไป...หรือเปล่า) จะดีกว่าหรือเปล่า .....แล้วอย่าลืมติดตามกันต่อไปนะค่ะ ตอนหน้า มาคุยเรื่องใหม่ๆกันดีกว่า เล่าอดีตมาก รู้สึกแก่มากขึ้นทุกที .....:)