“พวกเราจะร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมา จากรากฐานปรัชญาและความเชื่อ"

Sasinand
  การที่สถานประกอบการ จะสามารถ รักษา วัฒนธรรมในด้านนี้ไว้ได้ ผู้นำองค์กรและสมาชิกอาวุโส ซึ่งเป็นสมาชิกหลักจะต้องมีความต่อเนื่อง ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี และจะต้องมีการกลั่นกรองคัดเลือก คนที่จะเข้ามาใหม่ ให้มีการอบรมกันอย่างเป็นระบบ และควรมอบรางวัลให้สมาชิกที่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานวัฒนธรรม(Cultural Norm)ที่ดีขององค์กรด้วย  

      

       พวกเราจะร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมา   จากรากฐานปรัชญาและความเชื่อที่มาจากอุดมคติทางศาสนาที่เรายึดถือประจำใจกันมาตลอด  ว่าเราจะไม่ดำเนินการใดที่จะเป็นทางล่อแหลมเข้าไปในสิ่งที่ผิดศีลธรรม      และกิจการของเรา จะไม่มีสิ่งใดที่จะไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขหรือการผิดกฏหมายโดยเด็ดขาด ไม่ว่าในกรณีใดๆทั้งสิ้น

       ข้อความข้างต้น  เป็นเสมือนคำมั่นสัญญาของผู้ถือหุ้นทุกคน   ที่ร่วมเป็นผู้ก่อตั้งกิจการอุตสาหกรรมอาหารขึ้นมา  โดยมีโรงงานอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อหลายปีก่อน

       ซึ่งวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทนี้    ก็ยังอยู่ยง และได้มีการสืบทอดปณิธานนี้มาจนบัดนี้      แม้ปัจจุบัน    จะมีบริษัทต่างชาติชาวตะวันตก       เข้ามาร่วมถือหุ้นด้วยเป็นจำนวนมาก  แต่ก็ยังเห็นดีเห็นงามกับค่านิยมและมาตรฐานด้านจริยธรรมที่ได้มีการวางรากฐานไว้อย่างแน่นหนาหลายปีต่อเนื่อง    จนไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้     เพราะพนักงานทุกคน ได้รับการอบรมกล่อมเกลา   ฝึกตนฝึกใจซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า   จนซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณแล้ว   นั่นเอง

 ผุ้ที่จุดประกายความคิดในการเขียนบันทึกนี้    คือท่าน ศาสตราจารย์ วิจารณ์ พานิช ในบันทึก    วัฒนธรรมไทยเป็นอุปสรรคต่อ KM หรือไม่ – (3) ศาสนาพุทธ    ดิฉัน ขอขอบพระคุณท่านมา   ที่นี้ เป็นอย่างยิ่งค่ะ

 

ที่จริงแล้ว ดิฉันได้เคย ให้ความเห็นไปแล้วในบันทึกของท่าน    แต่ก็อยากจะเสริม รายละเอียดบางประการในภาพรวม   ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ เพิ่มเติมอีกสักหน่อยค่ะ

 

ก่อนที่ดิฉัน จะเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเต็มตัว    ดิฉันทำงานที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งมาก่อน และไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย   เพียงแต่    มาพบจุดเปลี่ยนของชีวิตที่สำคัญ   ซึ่งต้องใช้เวลาคิดพิจารณาเงียบๆด้วยตัวเอง    คำนวณความเสี่ยง อย่างรอบคอบ  และต้องรู้จักตัวเอง ว่า    เรามีสัญชาตญาณของผู้ประกอบการแค่ไหน  มีเงินทุนแค่ไหน  เป็นคนเอาจริงเอาจังแค่ไหน    และมีไฟในตัวเองแค่ไหน    ที่จะเล่นให้ชนะเกมส์การแข่งขัน 

         สรุปว่า ตัวเองมั่นใจในขณะนั้น  85%  ว่า ทำได้แน่นอน   อีก 15% ให้พวกผู้ร่วมก่อตั้ง มาช่วยกันประคอง   จึงตัดสินใจส่งใบลาออกล่วงหน้า 3 เดือน   ทุกคนที่ทำงานคัดค้านกันหมด และไม่อยากให้ออก    แต่เมื่อเห็นดิฉันตั้งใจจริง  ผู้บังคับบัญชากรุณาบอกว่า ถ้าทำแล้ว ไม่ดี ก็กลับมาอีกนะ ยินดีต้อนรับเสมอ   ทำให้ดิฉันตื้นตันใจมากค่ะ คิดในใจว่า   เมื่อออกแล้ว ก็คงไม่กลับเป็นครั้งที่ 2   เพราะ คราวก่อน     ออกไปเรียนต่อทีหนึ่งแล้ว      แล้วก็กลับไปอีกในตำแหน่งเดิม     เงินเดือนเดิม

 

คราวนี้  เป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้ทำในสิ่งที่อยากทำอย่างเต็มที่      และดิฉันได้นำหลักของศาสนาพุทธ  มาใช้ในการทำงานหลายข้อด้วยกัน ตัวอย่าง เช่น

 1. "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค)  ซึ่งเป็นแนวทางเดียวแต่มีส่วนประกอบ ๘ ประการ      ดิฉันและคณะกรรมการทุกคนได้นำมาเป็นแนวทางหลัก   ตั้งแต่เริ่มจะมีแนวคิด  ดำเนินธุรกิจนี้   อาทิ เช่น ในข้อ สัมมาทิฎฐิ ซึ่งสำคัญที่สุดในการจะเริ่มต้นทำการงานใด  เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอุดมการณ์และค่านิยม เมื่อทุกคนที่จะทำงานด้วยกัน มีความเชื่อ มีความเข้าใจตรงกันแล้ว การทำงานด้วยกันก็จะราบรื่นดี         ส่วนสัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ — Right  Livelihood)            และ สัมมากัมมันตะ   ทำการงาน ชอบ คือ การกระทำที่เว้นจากความประพฤติชั่วทางกาย 3 อย่าง อันได้แก่  การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์    การงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้    และการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม  เป็นต้น

2.ดิฉัน นำมงคล 38 บางข้อมาประยุกต์ เข้ากับงาน กล่าวคือ ::

 ·       มงคลข้อที่ 4 อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม  โรงงานตั้งอยู่ใกล้ตัวเมือง  อยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่ อยู่ใกล้วัด  อยู่ในแหล่งที่มีประชากรมากพอควร และการคมนาคมสะดวก มีสภาพทางภูมิศาสตร์ดีมาก  ที่ตั้งโรงงานอยู่บนเนินเล็กน้อย   อากาศสบาย ไม่ร้อนเลย   และที่นี่ เหมาะแก่การเพาะปลุกข้าวโพดหวาน เนื่องจาก   มีส่วนที่เป็นCorn Belt ด้วย  เพราะเราต้องตั้งบริษัททำเมล็ดพันธุ์   ที่เป็นพันธุ์พิเศษของเราโดยเฉพาะ ไม่ได้ซื้อจากท้องตลาด

·       มงคลข้อที่ 6 ตั้งตนชอบ และตั้งเป้าหมายในการทำงานให้ทุกคนในบริษัทด้วย   เป็นขั้นตอนแรกในการทำงานอย่างมีสติ  มีศรัทธา ในสิ่งที่ตนทำ ว่า เป็นสิ่งที่ดีจริง    ดังนั้น ต้องทำด้วยความประณีต และรับผิดชอบ    ซึ่งดิฉันได้พยายามส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์กันขึ้นด้วย

·       มงคลข้อที่ 9 มีวินัย  ให้รู้จักระเบียบกฏเกณฑ์  ข้อบังคับที่จำเป็นต่างๆ   เพื่อ่ให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และพนักงานห่างไกลจากอันตรายมากขึ้น  เช่น การห้ามสูบบุหรี่  กินเหล้า เล่นการพนัน ภายในบริเวณโรงงานอย่างเด็ดขาด   แม้จะเป็นเวลานอกงานก็ตาม และห้ามขับรถจักรยานยนต์  เข้ามาโรงงานเด็ดขาด ถ้าไม่ใส่หมวกนิรภัยมา ต้องกลับบ้านไปบ้าน แล้วใส่มาให้เรียบร้อยก่อน

·       มงคลข้อที่ 14 การงานไม่คั่งค้าง ใช้คู่กับอิทธิบาท 4 และการอยู่ในศีล 5 เพราะคนที่ศีลบกพร่องคือ คนที่จะทำงานไม่สำเร็จ เช่น กินเหล้า เล่นการพนัน

·       มงคลข้อที่ 15 การบำเพ็ญทาน  คู่กับการฟัง--สนทนาธรรมตามกาล  และการไม่ประมาทในธรรม   มีการจัดให้มีการใส่บาตร ฟังธรรมเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้พนักงานมีสติ ระลึกผิดชอบชั่วดี ตลอดจนให้นำสิ่งดีๆที่ตนเองรับฟังมา  ไปเล่า ไปอบรมคนในครอบครัวต่อไปด้วย   

  • มงคลข้อที่  16 การประพฤติธรรม  ข้อนี้เป็นข้อที่ต้องเน้นที่ตัวเอง พยายามปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ทำอะไรให้เป็นเหตุเป็นผล และอธิบายได้  โดยมงคลข้อนี้ ดิฉันได้นำ    สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมของสัตบุรุษธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ หมายถึง คุณธรรมหรือคุณสมบัติของคนดี คนสงบ จัดเป็นสมบัติผู้ดีอันคนดีคนสงบประพฤติปฏิบัติเป็นปกติ   มาประยุกต์ใช้ด้วยค่ะ

    สัปปุริสธรรม นัยที่ ๑ มี ๗ ประการ คือ

    ๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ

    ๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล

    ๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน

    ๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ

    ๕. กาลัญยุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล

    ๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักชุมชน

    ๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคล

  นี่คือ  บทพิสูจน์ของพลัง ของพุทธศาสนา  สามารถนำมาใช้ในการดำเนินการงานได้จริงๆ   ได้ผลดีมาก ยืนยาวและคงทน จริงๆยังมีหลักธรรมอื่นๆอีกหลายข้อมาก ที่ได้ยึดถือไว้เป็นหลัก  ในด้านการงาน   ที่เล่ามานี้ เป็นแค่ตัวอย่างเล็กน้อยค่ะ          ปัจจุบัน บริษัทนี้ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ  มีลูกค้าทั่วโลก  และเป็นผู้ผลิต canned sweet corn kernels รายใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่จะส่งออกเสียมากกว่า 95% ทั้งในส่วนของการแปรรูปหลายแบบ และ pack สด

           การที่สถานประกอบการ จะสามารถ รักษา วัฒนธรรมในด้านนี้ไว้ได้   ผู้นำองค์กรและสมาชิกอาวุโส ซึ่งเป็นสมาชิกหลักจะต้องมีความต่อเนื่อง ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี    และจะต้องมีการกลั่นกรองคัดเลือก  คนที่จะเข้ามาใหม่   ให้มีการอบรมกันอย่างเป็นระบบ    และควรมอบรางวัลให้สมาชิกที่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานวัฒนธรรม(Cultural Norm)ที่ดีขององค์กรด้วย

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Good Living

คำสำคัญ (Tags)#เรื่องเล่า#วัฒนธรรมองค์กร#วัฒนธรรมไทย#ผู้ประกอบการ#มงคล 38#cultural norm#ปรัชญาและความเชื่อทางศาสนา#อุดมคติทางศาสนา#พลังของพุทธศาสนาในการดำเนินกิจการ#มรรค 8

หมายเลขบันทึก: 123555, เขียน: 30 Aug 2007 @ 19:44, แก้ไข, 24 Jun 2012 @ 03:16, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 129, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (100)

  รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น
ดาวเรือง
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 11:40

สวัสดีค่ะ

ได้อ่านบันทึกแล้วค่ะ ชอบค่ะที่นำประสบการณ์  ที่ผ่านมา มาเล่าสู่กันฟัง  รู้สึกว่าคุณศศินันท์ จะเป็นคนจริงจัง และตั้งใจทำในสิ่งที่จะต้องทำให้ได้ ไม่ยอมแพ้อุปสรรคในการทำงาน   ดิฉันจะนำหลักสอนของคุณศศินันท์ไปใช้ในการทำงานค่ะ

  • สวัสดีค่ะพี่ปริม
  • สบายดีนะค่ะ
  • แวะมาอ่านเรื่องราวดี ๆ ขอบคุณนะค่ะที่นำมาเสนอ

นม.
IP: xxx.29.39.1
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 14:05
  • สาธุครับ
  • ผมรู้สึกผิดๆ อย่างไรไม่รู้ เมื่อรู้ว่าใจเรายิ่งห่างไกลความดีไปเรื่อยๆ
  • ขอบคุณครับ กับการเตือนสติ
พิเชษฎ์
IP: xxx.121.138.137
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 14:49

สวัสดีครับ

ผมแวะเข้ามาอ่าน  ผมตามมาจาก googel   ผมอ่านแล้วมีประโยชน์มาก  แต่ผมขอตัวอย่างเกี่ยวกับ เรื่องค่านิยม  ที่ทางคุณศศินันท์ กล่าวไว้ข้างต้น  ผมอยากให้ลงรายละเอียดตรงนี้ให้ผมหน่อยครับ

Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 14:59
P
RAK-NA
สวัสดีค่ะ
 

ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ

 

บริษัทอื่นๆที่ นำหลักธรรมของทางศาสนาไปปรับใช้ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ก็ยังมีอีกนะคะ หลายแห่งค่ะ ขอยกตัวอย่าง Land and House ค่ะ

 

และยังมีอีกหลายแห่งค่ะ   แต่เขาไม่ได้มาเขียนที่นี่ ทางเราเลยไม่ทราบกัน

 

วัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามาก  ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งขององค์กร

 

แต่มีบางแห่งที่ วัฒนธรรมขององค์กรเข้ากันไม่ได้กับกลยุทธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาขององค์กรนะคะ

  เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งค่ะ ต่างหากเลยน่าจะเป็นอีกบันทึกแยกต่างหากค่ะ 
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 15:11
P
สวัสดีค่ะ

คุณตันติราพันธ์    ..มีความรู้ความเข้าใจในหลักของธรรมะแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่ายกย่องค่ะ แต่เรื่องการปฏิบัติ อาจจะยากนิดหน่อยค่ะ

 

 จริงๆแล้ว พระอาจารย์หลายๆท่าน แนะนำให้เริ่มที่การปฏิบัติก่อนนะคะ แล้วเราจะเข้าใจอะไรๆ ง่ายมากขึ้นค่ะ
เนปาลี
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 15:13
  • สวัสดีค่ะ คุณพี่ศศินันท์ .. 
 ผู้นำในองค์กรที่ดีจะต้องมีคุณธรรม และจริยธรรม   ควบคู่ไปกับการบริหารที่ดีอย่างมีเทคนิค   ต้อมว่าพี่ศศินันท์เป็นผู้หญิงทำงานที่มีคุณสมบัติข้างต้นครบเลยทีเดียวค่ะ   น่าชื่นชมยิ่งนัก  ^_^
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 15:23
P
สวัสดีอีกทีค่ะเมื่อคืนได้ตอบความเห็นคุณแล้ว แต่ข้อความขึ้นไม่หมดค่ะ เพิ่งเห็นค่ะขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ

บริษัทของดิฉัน เป็นบริษัทตั้งขึ้นใหม่  ทำให้ง่ายต่อการจะตั้งค่านิยมหรือบรรทัดฐานด้านพฤติกรรมของสมาชิกของเรา

 เมื่อเราตั้งขึ้นมาได้แล้ว การที่ใครจะมาเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ยากมากค่ะ แม้จะมีผู้บริหารใหม่เข้ามา ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในหลักการ อาจจะมีการปรับปรุงในรายละเอียดปลีกย่อยบ้างเท่านั้นค่ะ
ยุวนุช
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 16:24

สวัสดีค่ะ เรื่องของคุณพี่ป็นตัวอย่างที่ดียิ่งในเรื่องของการที่คนเรามีชีวิตที่สอดคล้องกันทั้งด้านครอบครัวและการประกอบอาชีพ เป็นหนึ่งเดียว เป็นเรื่องเดียวกันโดยมีธรรมะเป็นเข็มทิศและพลัง ผู้มีศรัทธาย่อมสามารถหยิบหรือเลือกน้อมนำหลักธรรมมาใช้ได้เหมาะสมต้องตามกาละเทศะค่ะ

นุชเชื่อว่าผู้ที่ประกอบกรรมดีจะดึงดูดสิ่งดีๆ คนดีๆ ให้เข้ามาอยู่ด้วยอย่างที่คุณสีทันดรว่าเป็นแม่เหล็กน่ะค่ะ สิ่งไม่ดี คนไม่ดีจะหลุดจากวงโคจรไปเรื่อยๆ

ชอบมากที่คุณพี่และผู้ร่วมทุนไม่เพียงปฏิบัติให้เห็น แต่ยังอำนวยโอกาสให้พนักงานทุกคนได้สัมผัสธรรม ให้เขาได้ร่วมปฏิบัติ ทำให้จิตใจอ่อนโยน เห็นคุณค่าของการมีสัมมาชีพและการเป็นคนดี

องค์กรส่วนมากไม่ได้คิดถึงการใช้หลักธรรมให้เป็นประโยชน์ กลับไปเชื่อวิธีการบริหารงานแบบตะวันตกที่เน้นเรื่องผลผลิตอย่างมาก

Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 16:56

สวัสดีค่ะ

P

อาจารย์ดีใจที่เข้ามาเยี่ยม และให้ความเห็นอย่างเยี่ยมค่ะ

 

เห็นได้ชัดว่าการประสบความสำเร็จขององค์กรนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายและหลักการของผู้นำองค์กรเป็นอย่างมาก.. 

 วัฒนธรรมที่เหมาะสม จะมีอิทธิพลในการสนับสนุนการทำงานของบุคลากรมากค่ะ เพราะจะก่อให้เกิดความร่วมมือของพนักงาน และจะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จมากขึ้น ตามเป้าหมายและกลยุทธ์ที่วางไว้ค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 17:21
สุรีย์

สวัสดีค่ะคุณสุรีย์คะ

 

คุณสุรีย์บอกว่า บางแห่งวัฒนธรรมที่สร้างขึ้น ก็ไม่ไปกับวิธีดำเนินธุรกิจค่ะ

 ค่ะ เพราะการที่เป็นแบบนี้ น่าจะขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้นำบางคนพยายามสร้างแบบหนึ่ง อีกคนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมแยกส่วนค่ะ  และบางทีวัฒนธรรม ที่พยายามสร้างก็ไม่ไปกับกลยุทธ์การจัดการขององค์กรค่ะ  
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 19:26
P

สวัสดีค่ะคุณวันพิชิตคะ

         ก่อนอื่น ขอบอกว่า ชื่อนี้ มีความหมายดีจังค่ะ และรูปใหม่นี้ ก็เท่ห์มากด้วยค่ะ        คุณวันพิชิต บอกว่า......·       ศาสนาพุทธ เป็น อกาลิโก  สามารถปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ทุกตำแหน่งแห่งที่ ·       หากศาสนาพุทธไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับในบัตรประชาชน  สังคมไทยคงน่าอยู่กว่านี้อีกโข

       ท่านพุทธทาส ท่านเคยได้เกล่าวไว้

ซึ่งปรากฏในนหนังสือ คู่มือมนุษย์ว่า  

 พุทธศาสนา คือ วิชชาและระเบียบปฎิบัติสำหรับให้รู้ว่า อะไร เป็น อะไร ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งมาก          และดิฉันก็เห็นว่า เป็นอกาลิโกจริงๆค่ะ          ส่วนที่คุณวันพิชิตบอกว่า ถ้าศาสนาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับในบัตรประจำตัวประชาชน สังคมคงจะดีกว่านี้      คิดว่าเรื่องนี้ แม้จะอยู่ในร่มเงาศาสนาพุทธ   ก็จำต้องมีการอบรมสั่งสอน   และต้องให้มีการนำคำสอนไปปฎิบัติด้วยค่ะ  ไม่ใช่เกิดมาแล้ว จะดีเองโดยอัตโนมัติค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 20:47
P
wwibul
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะคุณวิบุลบอกว่า
·       เรื่องการขับขี่ไม่ใส่หมวกกันน็อค เป็นเรื่องที่นักศึกษาแถว ๆ ที่ผมอยู่ มีปัญหากันมาก
·       ใช้สูตร หมวกเป็น ยันต์กันนาย
เรื่องนี้ คงเป็นกันทั่วประเทศค่ะ เป็นเรื่องของความประมาท และความหย่อนวินัย รวมทั้งความหย่อนความต่อเนื่องในเรื่องของระเบียบ ของทางการด้วยและถ้าให้ดี ทางมหาวิทยาลัย ก็ต้องเข้มงวดด้วยค่ะ  ถ้าเป็น สถานประกอบการ การเข้มงวด อาจทำได้ผลกว่า เพราะ คนน้อยกว่า  องค์กรเล็กกว่า  เป็นต้นค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 21:17

ธารี

สวัสดีค่ะคุณธารีคุณธารี บอกว่า อ่านเรื่องนี้แล้ว เชื่อเลยว่า  วัฒนธรรมไทยเป็นอุปสรรคต่อ KM หรือไม่ – (3) ศาสนาพุทธ แน่นอน  คงจะพิมพ์ตกไป 1 ตัวค่ะ คือ วัฒนธรรมไทยไม่เป็นอุปสรรคต่อKMค่ะ 

 

วัฒนธรรมไทย ที่นำศาสนาพุทธเข้ามาเป็นหลักในการดำเนินงาน เป็นวัฒนธรรมที่ เน้นในเรื่อง จริยธรรม และคุณธรรมต่างๆอยู่เต็มเปี่ยมแล้ว ขออนุญาต นำบางตอนใน บันทึกของท่าน Prof. Vicharn Panich
The Knowledge Management Institute
.
....
ที่กล่าวว่า   ศาสนาพุทธเน้นการเรียนรู้ ด้วยองค์สาม คือ  ปริยัติ  ปฏิบัติ ปฏิเวธ     ใช้ทั้ง 3 องค์ประกอบกัน     ซึ่งตรงกับ KM     ผมมองว่าทั้งศาสนาพุทธ และ KM ต่างก็ใช้วิธีการเรียนรู้ที่เป็นไปตามธรรมชาติ     คือใช้การเรียนเชิงปฏิบัตินำ  หนุนด้วยการเรียนเชิงทฤษฎี  และชโลมใจด้วยผลที่เกิดขึ้น ที่สัมผัสได้ด้วยตนเอง สัมผัสได้ตลอดเวลา (ปฏิเวธ) 


 พุทธศาสนาเน้นการเรียนรู้ที่เรียกว่า spiritual learning หรือจิตตปัญญาศึกษา      KM จะเข้มแข็งมากหาก คุณอำนวยมีทักษะในการนำ พลังของจิตตปัญญา (contemplation) มาใช้ในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้   
การอ้างถ้อยคำของพระผู้ใหญ่ที่ผู้คนเคารพนับถือ (เช่น ท่านพุทธทาส   พระพรหมคุณาภรณ์)    หรือพุทธสุภาษิต ในสุนทรียสนทนา      ช่วยสร้างบรรยากาศที่คนไทยรู้สึกว่าสุขเย็น    สร้างอารมณ์ดี  

คุณธารี อ่านแล้ว คงเข้าใจแจ่มแจ้งนะคะ

 

Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 21:35
P

สวัสดีค่ะ

 ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ คงได้ประโยชน์จากบันทึกนี้ บ้างนะคะ

องค์กรที่มีวัฒนธรรมอย่างบริษัทของดิฉัน ต้องระวังในการรับพนักงานเข้ามาทำงานเหมือนกัน

 เพราะบุคลิกภาพ ความเชื่อ ค่านิยมเขา อาจแตกต่างจากเรามาก  จนอาจทำให้เกิดปัญหาในที่สุดได้แต่เท่าที่ผ่านมา เราไม่เคยมีปัญหาอะไรที่แก้ไขไม่ได้ค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 21:50

สวัสดีค่ะคุณพนัส

P

 
 เห็นใจมากๆค่ะที่เหนื่อยมากหน่อย ตอนนี้ คนมีฝีมือ ก็ต้องเหนื่อยหน่อยละค่ะ
คุณพนัสบอก.......เดี๋ยวจะไปให้กำลังใจทีมงานในการกวดขันวินัยจราจรสัก 2 ชั่วโมง...

เรื่องนี้ คงต้อแนะนำให้ใช้ มงคลข้อที่ 9 ดังที่ยกมานี้ค่ะ

 

มงคลข้อที่ 9 มีวินัย  ให้รู้จักระเบียบเกณฑ์  ข้อบังคับที่จำเป็นต่างๆ   เพื่อ่ให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และพนักงานห่างไกลจากอันตรายมากขึ้น  เช่น การห้ามสูบบุหรี่  กินเหล้า เล่นการพนัน ภายในบริเวณโรงงานอย่างเด็ดขาด   แม้จะเป็นเวลานอกงานก็ตาม และห้ามเข้าโรงงานเด็ดขาด ถ้าไม่ใส่หมวกนิรภัยมา
เท่าที่ลองมาหลายวิธี การห้ามเข้ามาในบริเวณโรงงาน ได้ผลที่สุด เพราะ หมายถึงการที่เขาไม่ได้ปั๊มบัตร และไม่ได้เงินค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 22:25

ดาวเรือง

 

สวัสดีค่ะขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานที่ดีของจิตใจของคน  จะทำให้พนักงาน สนับสนุนงานที่เป็นเป้าหมายของบริษัท ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 22:38
P

สวัสดีด่ะ

 ก่อนอื่นพี่ชื่อ ศศินันท์ค่ะ และขอบคุณที่มาให้กำลังใจค่ะ

เรื่องวัฒนธรรมองค์กรนี่  มักจะเปลี่ยนยาก ถ้าได้ฝังรากลึกแล้ว ต้องใช้พลัง และใช้เวลาเป็นอย่างมากเหมือนกัน

 ดังนั้น ถ้าเรามีโอกาสที่จะเริ่มงานแผนกใหม่ หรือธุรกิจใหม่ ต้องถือว่า เป็นเรื่องที่ดีค่ะ เราสามารถจัดอะไรได้ตามที่เราอยากได้ มากกว่า จะไปอยู่ที่ๆเขามีNormของเขาอยู่แล้ว
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 22:52

นมินทร์ (นม.)

สวัสดีค่ะคุณนเรศมันต์

 

ดีใจมากที่คุณมาเยี่ยมค่ะ

 ปกติที่อ่านบันทึกของคุณ นมินทร์ (นม.) ก็มีเรื่องธรรมะ จริยธรรม สัจธรรม ให้เป็นข้อคิดอยู่เสมอนะคะ  อย่างที่ได้เขียนไว้ว่า   สัจธรรมที่ว่า สรรพสิ่งไม่ยั่งยืน มีอันเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา

 

อย่างที่ดิฉันได้ เล่าไว้ค่ะ   วัฒนธรรมที่ดีและฝังรากลึก  เปลี่ยนแปลงยาก ถ้าผู้บริหารรุ่นใหม่ๆไปเปลี่ยน ก็จะพบกับแรงต้าน ไม่น้อยเลยค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 23:14

สวัสดีค่ะ

 คุณพิเชษฐ์ บอกว่า  ผมขอตัวอย่างเกี่ยวกับ เรื่องค่านิยม  ที่ทางคุณศศินันท์ กล่าวไว้ข้างต้น  ผมอยากให้ลงรายละเอียดตรงนี้ให้ผมหน่อยครับ
สำหรับที่บริษัทดิฉัน ตัวอย่างค่านิยมของเราคือ
ให้ความสำคัญกับลูกค้ามาก โดยเฉพาะการบริการลูกค้าค่ะให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ สุจริต และมาตรฐานด้านจริยธรรมให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นให้ความสำคัญกับผู้ขายวัตถุดิบให้ และผู้ขายปัจจัยการผลิตต่างๆให้ความสำคัญกับนวตกรรมใหม่ๆ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นประจำ มีแผนกแยกออกมาเป็นพิเศษเป็นเอกเทศให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม
เรามีการฝึกอบรมเป็นระยะๆด้วย  เพื่อให้พนักงานมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 23:24
P
สวัสดีค่ะคุณเนปาลีไม่ได้คุยกันหลายวัน คิดถึงค่ะ

สำหรับบริษัทพี่ เราเน้นที่การผูกพันส่วนบุคคล ต่อสายใยไปเรื่อยๆจนครบทุกคน ซึ่งก็ค่อนข้างมากคนอยู่  จนถึงระดับ การพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็ง  เราต้องสร้างบรรยากาศของความสามัคคีและ ความเป็นUnityค่ะ

 ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ
ธรรมาวุธ
เขียนเมื่อ 01 Sep 2007 @ 00:22

สวัสดีครับคุณพี่ศศินันท์

  • ขอบอกตรงๆ ว่า อ่านแล้ว ปลื้มใจ ชื่นใจ อิ่มใจ จนบอกไม่ถูก
  • ผมเคยอ่านและหลงใหลหนังสือแนว How to ของฝรั่งมาพอสมควร  แต่อ่านที่เป็นภาษาไทยนะครับ ภาษาอังกฤษไม่ถนัด
  • อ่านไปๆ ก็ชมว่าเขาเก่งนะ บริหารจัดการเก่งจัง  เราก็เอามาลองปฏิบัติบ้างแบบกระท่อนกระแท่น
  • อยู่มาช่วงหนึ่งก็ฉุกคิดขึ้นว่า  เอ มันแปลกๆ นะ  แทบทุกเล่มเน้นแต่การแข่งขัน  ไม่สนใจจริยธรรมเลย  เน้นรวยอย่างเดียว  คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่สน  ยิ่งพวกที่เขียนเกี่ยวกับการขายประกันยิ่งเด่นชัด
  • อันนี้ไม่ได้ว่าเขาไม่ดีนะครับ  แต่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขาเน้นกันว่าความสุขอยู่ที่การมีเงินมาก  แต่เราว่าไม่ใช่
  • จากบัดนั้นจนบัดนี้ก็เลิกอ่านแล้วครับ  ไม่อ่านอีกเลย
  • เน้นตำราพระพุทธศาสนาลูกเดียว  และก็คิดในใจว่าหลักพระพุทธศาสนาของเราก็สอนให้ขยันทำงาน  มันก็ต้องมีหลักอะไรที่เอามาเป็นหลักในการทำธุรกิจได้ซีน่า
  • แต่จะไปค้นในพระบาลีเองก็ไม่สามารถครับ
  • ตอนนี้ก็ได้แต่หาตามแผงหนังสือ  ล่าสุดก็ได้หนังสือที่ชื่อ "ธรรมาค้าขึ้น" ของท่าน ว.วชิระเมธี อ่านยังไม่จบ  ก็รู้สึกดี  แต่อยากได้เล่มที่เน้นเป็นรูปธรรมมากกว่านี้
  • อยากได้แบบที่ว่ามาจากคนที่ทำธุรกิจจริงๆ
  • มาวันนี้ได้อ่านบันทึกคุณพี่  อยากบอกว่าใช่เลยครับ
  • นี่แหละคือสิ่งที่อยากเห็นอยากทำตาม  ว่างๆ คุณพี่เขียนอีกนะครับ  ผมอยากอ่าน
  • ถ้าอยากเขียนเป็นหนังสือ  ผมขออุดหนุนคนแรกเลยครับ
  • ขออนุโมทนาสาธุ ดังๆ ครับ

สวัสดีครับ

Sasinand
เขียนเมื่อ 01 Sep 2007 @ 13:26
P

 

สวัสดีค่ะ

 

บทสรุปของเรื่องนี้  ที่อาจารย์ช่วยสรุปให้ ถูกต้องกับความเป็นจริงที่สุดค่ะ

 เป็นเรื่องของการที่คนเรามีชีวิตที่สอดคล้องกันทั้งด้านครอบครัวและการประกอบอาชีพ เป็นหนึ่งเดียว เป็นเรื่องเดียวกันโดยมีธรรมะเป็นเข็มทิศและพลัง    ผู้มีศรัทธาย่อมสามารถหยิบหรือเลือกน้อมนำหลักธรรมมาใช้ได้เหมาะสมต้องตามกาละเทศะค่ะชีวิตของพี่ มีศาสนา และศรัทธา เป็นเครื่องเหนี่ยวนำทางจริงๆค่ะ เหมือนเรือที่มีหางเสือ ถึงจะถูกคลื่น ถูกลมไปบ้าง ก็ไม่ถึงเรือแตก ยังสามารถ นำเรือชีวิต  ฝ่าคลื่น ฝ่าลม มาจนได้บัดนี้ค่ะจุดนี้เป็นจุดแข็ง ของทางบริษัทอย่างหนึ่งค่ะ นอกเหนือจาก ที่ตั้ง  สภาพทางภูมิศาสตร์  และสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นๆค่ะ เป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ตราบนาน เท่านานค่ะ 
ขจิต ฝอยทอง
เขียนเมื่อ 01 Sep 2007 @ 15:51
  • มาทักทาย
  • เป็นอย่างไรบ้างครับ
  • ท่าทางงานยุ่งๆๆนะครับผม
sasinanda
IP: xxx.8.69.47
เขียนเมื่อ 01 Sep 2007 @ 18:50

สวัสดีค่ะ

P

ดีใจที่คุณธรรมาวุธ ....เข้ามาเยี่ยมค่ะ และตามที่ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า......

คิดในใจว่าหลักพระพุทธศาสนาของเราก็สอนให้ขยันทำงาน มันก็ต้องมีหลักอะไรที่เอามาเป็นหลักในการทำธุรกิจได้ซีน่า

 ก็คิดว่า บันทึกนี้ คงพอจะเป็นตัวอย่างหนึ่งได้นะคะ และก็ยังมีอีกหลายแห่งมากค่ะ ที่เขานำหลักสอนทางศาสนามาประยุกต์ใช้และได้ผลดีทีเดียว อย่างเรื่องทางด้านจริยธรรม ทางองค์กรของเรา ได้มีมาตรฐานที่เป็นระเบียบ ปฎิบัติ ตั้งแต่เริ่มตั้งกิจการเลย ตัวอย่าง เช่น

1.ปฎิบัติตามกฎหมายทุกประการ

2.ทำการตลาดด้วยความซื่อสัตย์ ไม่หลอกลวงลูกค้า
3.รักษาสัญญากับผู้ขายวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตต่างๆ      มีความซื่อสัตย์ต่อกัน
4.ไม่ล้วงความลับทางการค้าจากเพื่อนผู้ร่วมอาชีพเดียวกัน
5.การรักษาข้อมูลของบริษัท เป็นไปตามครรลองที่ถูกต้องทุกประการ
6.ขั้นตอนการเสนอราคา  การทำสัญญา การออกใบเสร็จ  เป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา ทุกประการ
Sasinand
เขียนเมื่อ 01 Sep 2007 @ 21:04
P

สวัสดีค่ะ

 ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากท่านอาจารย์ ศ.วิจารณ์ พานิช มาเขียนบันทึกค่ะ

 ซึ่งท่านได้ให้ข้อสรุปแล้วว่า.....ทั้งศาสนาพุทธ และ KM ต่างก็ใช้วิธีการเรียนรู้ที่เป็นไปตามธรรมชาติ     คือใช้การเรียนเชิงปฏิบัตินำ  หนุนด้วยการเรียนเชิงทฤษฎี ประสบการณ์เรื่องนี้  จึงเป็นการยืนยันสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ค่ะ
จงจินต์
IP: xxx.8.75.50
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 00:05

สวัสดีค่ะ

การสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ ต้องมีการสร้างบรรยากาศหรือแรงจูงใจอะไรไหมคะ

 

กันต์
IP: xxx.8.76.118
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 00:16

สวัสดีครับ

ผ่านมาอ่านครับ

เรื่องนี้ น่านับถือมาก

แต่การทำจริงๆไม่ง่ายอย่างเล่านะครับ ผมพอมีประสบการณ์บ้าง จึงขอชื่นชมมากๆครับ

พิสูจน์
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 00:44
  • ผู้บริโภค โชคดี มีผู้ผลิต
  • ที่ดวงจิต งดงาม ความโปร่งใส
  • ผมต้องขอ ยอมรับ ประทับใจ
  • องค์กรไหน ได้ทำ ล้ำเลิศจริง
  • มีผู้บริหาร สานคุณค่า
  • ศาสนา ธรรมะประเสริฐยิ่ง
  • ยึดถือเป็นแนวทาง ไว้อ้างอิง
  • จึงเกิดสิ่งโสภาน่าชื่นชม
  • โดยเฉพาะท่านนี้ที่สำคัญ
  • ศศินันท์ มีความงดงามสม
  • สร้างสิ่งดีมอบไว้ในสังคม
  • ค่านิยม พุทธศาสน์ สร้างชาติเอย
หมอจิ้น
IP: xxx.123.13.246
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 08:39

อ่านแล้วผมยิ่งเชื่อว่า

การนำหลักธรรมะ มาใช้กับทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน   แต่สามารถนำมาใช้กับการทำงาน องค์กร หมู่คณะ  เป็นหลัก     ทำให้ เกิดความเจริญ ได้จริง ๆ    หลักธรรมะก็เป็นเรื่องของความเจริญ ไม่ใช่ความเสื่อมอย่างแน่นอน

การจะใช้ได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อ และศรัทธา ความตั้งใจจริง  ถ้าเริ่มต้นที่ขาดความเชื่อ และศรัทธา ก็คงไม่ค่อยเห็นผล

ผมอ่านคำมั่นสัญญา ตอนเริ่ม บันทึก ก็รู้ว่าองค์กรนี้เริ่มด้วย ศรัทธา และความเชื่อจริง ๆ ยอมเจริญแน่นอน ขอบคุณครับอาจารย์

Sasinand
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 09:40

จงจินต์

 

สวัสดีค่ะคุณ.จงจินต์...

คุณ.จงจินต์...ขอให้เล่าว่า........การสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ ต้องมีการสร้างบรรยากาศหรือแรงจูงใจอะไรไหมคะ

 ค่ะ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมก็เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิด วัฒนธรรมแบบนี้เช่นเดียวกัน

อาทิเช่น สถานที่ๆร่มเย็น สะอาด  เป็นที่เจริญตา เจริญใจ  การมีวินัยทั้งในยามปฎิบัติงานและยามพักผ่อน มีการจัดที่พักผ่อนให้ร่มรื่น แต่ เป็นระเบียบเรียบร้อย

 

ตามแนวทางเดินที่ค่อนข้างยาว จากข้างหน้าตึกไปจนถึง  office มีการจัดบอร์ดที่สวยงาม เกี่ยวกับเรื่อง หัวข้อ หรือกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ   ตลอดจนการแสดงผลการปฎิบัติงานในแต่ละสัปดาห์ด้วย  

 เพื่อให้พนักงานทราบว่า มีข้อสิ่งใดที่จะต้องปรับปรุง เพื่อให้ผลงาน ดีขึ้น ในสัปดาห์ต่อไป

 ส่วนเรื่องแรงจูงใจ เรามีการแสดงภาพถ่ายกิจกรรมต่างๆทุกด้าน ทั้งการประกาศเกียรติคุณของพนักงานดีเด่น  ซึ่งเป็นในเรื่องภายในของเราเอง กับภาพของกิจกรรมการตลาดต่างๆ ที่น่าจะเป็นความภาคภูมิใจของพนักงาน ที่มีส่วนอย่างมากในการผลิต สินค้าดีๆ ให้แก่ผู้บริโภค เป็นต้นค่ะ

 

เยี่ยมมากๆเลยค่ะ...บันทึกที่ทรงคุณค่า.

  • แหววเข้ามาอ่านบ้างแล้วค่ะ..แต่กายยังไม่ค่อยแจ่ม...วันนี้เลยได้บอกความในใจซะที
  • เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆ ในการดำเนินชีวิตด้านธุรกิจโดยธรรม..
  • เชื่อแน่ว่าบริษัทนี้จะยิ่งเจริญยิ่งๆขึ้นไปค่ะ...
Sasinand
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 15:17

กันต์


สวัสดีค่ะคุณกันต์

 

คุณกันต์บอกว่า.........แต่การทำจริงๆไม่ง่ายอย่างเล่านะครับ ผมพอมีประสบการณ์บ้าง

 ค่ะ การจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรคงไม่ง่ายค่ะ แต่ถ้าเป็นกิจการใหม่ และผู้ถือหุ้น รวมทั้งกรรมการบริษัทมีเจตนาอันแรงกล้า มีศรัทธากับแนวคิดอะไรสักอย่าง และเขียนเป็นแนวทาง เป็นกลยุทธไว้เลย ก็ไม่น่าจะยากเกินไป แต่ต้องทำต่อเนื่องนานพอค่ะ
ธวัช
IP: xxx.8.243.78
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 15:54

สวัสดีครับ

ปกติพนักงานในดรงงานทุกโรงงานจะค่อนข้างมาก มีไหมครับที่มีปัญหาในด้านศีลธรรมในหมู่พวกเขา  เพราะคนหมู่มากคงราบรื่นยากครับ

naree suwan
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 15:57

แวะมาปลื้มคะ...

  • ชอบดูรูปครอบครัวที่หน้าประวัติคะ...ดูแล้วรู้สึกอิ่มใจ
  • ไม่น่าเชื่อคะว่าจะ...มีบริษัทเอกชนที่มีแนวคิดดีๆแบบนี้
  • ต้องยกให้เป็นตัวอย่างแก่บริษัทอื่นต่อไปนะคะ...
  • ในการตั้งระเบียบข้อบังคับที่เป็นประโชน์ต่อตัวคนงานเองโดยเขาไม่รู้ตัวคะ
  • อยากให้มีบริษัทที่ไม่เอาเปรียบคนงานแบบนี้เยอะๆคะ
  • ทั้งยังซื่อสัตย์ต่อลูกค้า
  • พร้อมทั้งคืนกำไรให้สังคม
  • ขออนุโมทนาในการปฏิบัติตนของคุณและครอบครัวด้วยนะคะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 17:52
หมอจิ้น

สวัสดีค่ะคุณหมอจิ้น
 
ขอบคุณที่คุณหมอบอกว่า......

การจะใช้ได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อ และศรัทธา ความตั้งใจจริง  ถ้าเริ่มต้นที่ขาดความเชื่อ และศรัทธา ก็คงไม่ค่อยเห็นผล

 ใช่เลยค่ะการเริ่มต้น ต้องเริ่มที่ความเชื่อและศรัทธาอย่างแท้จริงค่ะ และต้องยึดมั่น ในสิ่งที่ประกาศไปแล้วด้วยค่ะ ไม่เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา  และต้องมีการส่งเสริมบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในองค์กรอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสนับสนุนกลยุทธนี้ค่ะพร้อมกันนี้ ก็สนับสนุนให้มีความคิดเห็นใหม่ๆ ที่อาจจะทำให้วัฒนธรรมนี้แข็งแรงยิ่งขึ้นด้วยค่ะ 
อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 18:44
  • ชื่นชมในสิ่งที่พี่ทำค่ะ
  • พี่ปฏิบัติธรรมและนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานได้อย่างลงตัว
  • พี่ถ่ายทอดประสบการณ์จริงหลากหลายด้านในบันทึก  เป็นการจุดประกายทางความคิดให้กับผู้ที่เข้ามาอ่านได้เห็นว่า...
  • ธรรมะไม่ใช่สิ่งที่เชยอีกต่อไปแล้ว
  • องค์กรที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้  ไม่ใช่ทำให้ธุรกิจถดถอยเหมือนกับที่บางกลุ่มกำลังพูดถึง
  • พี่ได้ผ่านการพิสูจน์จริงแล้วทำมาถ่ายทอด...
  • ขอบพระคุณจริงๆค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 21:24
P

สวัสดีค่ะ
 
ดีใจที่คุณแหวว  ร่างกายแข็งแรง หายเจ็บหายป่วยแล้วค่ะ คุณแหวว ชมว่า...·       เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆ ในการดำเนินชีวิตด้านธุรกิจโดยธรรม..ขอบคุณมากๆค่ะจริงๆ ต้องขอยกความดีให้แก่ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัททุกคน และผู้บริหารในรุ่นต่อมา ที่ได้สืบทอดเจตนารมณ์มาจนบัดนี้ค่ะนอกจากการเริ่มต้นที่ถูกต้องแล้ว ปัจจัยอีก 2 อย่างคือ
1.บริษัทสามารถยืนหยัดอยู่ได้เป็นเวลานาน สามารถทำให้เกิดความผูกพันกันจนเป็นประเพณี
2.ขนาดของกลุ่มคนที่ทำงานประจำ  อยู่ในองค์กรนี้ ไม่มากเกินไป  ไม่เกิน 700 คน สำหรับองค์กร แห่งนี้
ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 21:35

ธวัช

สวัสดีค่ะคุณธวัชสงสัยว่า.....มีไหมครับที่มีปัญหาในด้านศีลธรรมในหมู่พวกเขา  เพราะคนหมู่มากคงราบรื่นยากครับ

คงต้องตอบว่า มีบ้างแน่นอนอยู่แล้วค่ะ

แต่เราก็มีผู้รับผิดชอบทางด้านการบุคคล ในการสอบสวน สืบค้นต้นตอของปัญหาในเบื้องต้น  ก่อนที่จะมีการประชุม ระดับโรงงาน    เพื่อแก้ปัญหา ส่วนใหญ่ก็สามารถแก้ปัญหาได้ก่อน  ที่จะมาถึงผู้บริหารระดับสูงขึ้นไปค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 22:36
P
naree suwan
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณในคำชมค่ะ
จริงๆแล้ว ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงต้องถือเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวด้วย ที่พยายามสร้างวัฒนธรรมแบบนี้มาตั้งแต่ต้น  ผู้นำต้องแสดงให้เห็นชัดเจนตลอดเวลา         ว่าวิสัยทัศน์ด้านคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเป้าหมายหลักขององค์กรค่ะ
IP: xxx.121.238.167
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 23:37
P
P
สวัสดีค่ะ

ขอบคุณอาจารย์ที่มาเยี่ยมและให้กำลังใจค่ะ โดยให้ความเห็นว่า....

·        ถ่ายทอดประสบการณ์จริงหลากหลายด้านในบันทึก  เป็นการจุดประกายทางความคิดให้กับผู้ที่เข้ามาอ่านได้เห็นว่า... ·         ธรรมะไม่ใช่สิ่งที่เชยอีกต่อไปแล้วค่ะ ธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่มีเชยหรอกค่ะ เป็นอกาลิโกจริงๆในความเป็นจริง ก็ยังมีปัญหาที่เกิดจากการผิดจรรยาบรรณอยู่บ้าง เพราะในคนหมู่มาก ต้องมีคนที่มีความหลากหลายเข้ามาปนเปแต่ทางบริษัทเรา สามารถที่จะแก้ไข และหลีกเลี่ยงมาได้ตลอดค่ะ โดยใช้แนวทาง 4 ข้อนี้ค่ะ
1.ระเบียบข้อบังคับของบริษัท
 2.ผู้บริหารทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี 
 3.การยกย่องผู้ทำความดี  การประกาศเกียรติคุณ
 4.ระบบควบคุมดุแล
 

ฐาปน
IP: xxx.121.186.102
เขียนเมื่อ 02 Sep 2007 @ 23:54

สวัสดีครับ

พอดีsearchพบ อ่านแล้วทึ่งครับ มีไม่กี่แห่งที่ใช้กลยุทธแบบนี้ จะได้จำเอาไปใช้บ้าง ไม่ว่ากันนะครับ

พบเมื่อเที่ยงคืน สุดยอดการจัดการโดยใช้ธรรมเป็นฐาน ขอบคุณครับพี่ sasinanda

ยูมิ
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 11:21
มาเยี่ยม...คุณ
P
นับว่าเป็นผู้รู้จักนำหลักพุทธธรรมมาปฏิบัติก่อให้เกิดผลดีต่อวิถีชีวิตนะครับ
ธัมโม  หะเว  รักขะติ  ธัมมะจาริง.
ธรรมจักพิทักษ์จริงเฉพาะผู้ประพฤติธรรม...
ขอบคุณครับ 
ชำเลือง
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 11:26

สวัสดี คุณศศินันท์

  • นับว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตของทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน ทำให้เกิดความเย็น (คลายทุกข์ลงไป)
  • วันนี้มนุษย์เราต้องแก่งแย่ง แข่งขัน เพื่อความก้าวหน้า ความอยู่รอดจนลืม คำว่า "ศีลธรรม" และคำว่า "จริยธรรม"
  • การสร้างวัฒนธรรมจะทำได้ขนาดไหน น่าเป็นห่วงคนรุ่นใหม่ (เยาวชน)
  • ขอโมทนา สาธุ ๆ ๆ (3 ครั้ง ครับ)

        หลักของการ  ทำดี    มีหลายข้อ

        อ่านแล้วก็  ได้แง่คิด  ชีวิตนี้

        จากรากฐาน  ความเชื่อ เมื่อก่อนมี

        มาบัดนี้    จางหาย   เพราะใจคน

     

ปอง
IP: xxx.121.190.210
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 13:30

สวัสดีครับ

การจะก่อตั้งกิจการขึ้นมากิจการหนึ่ง จะต้องมีการออกแบบโครงสร้างใหเเหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองเสียก่อน

ที่เล่ามานี้ เป็นการออกแบบที่เข้ากับธุรกิจเป็นอย่างดี

แต่ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆบางอย่าง อาจไม่เข้ากันนะครับ

คงต้องดูเป็นเรื่องๆไป

Sasinand
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 19:38
P
สวัสดีค่ะ
อาจารย์เขียนกลอนเก่งมากค่ะ เขียนได้ทุกเวลานาที ทุกเรื่องเลยนะคะ ยอดเยี่ยมมากค่ะ
ปกติแล้ว วัฒนธรรมส่วนใหญ่ของสถานประกอบการมักประกอบด้วย......
1.หลักการด้านจริยธรรม
2.หลักการด้านศีลธรรม

ขอบคุณที่อาจารย์แวะเข้ามาอ่านค่ะ 

Sasinand
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 19:42

ฐาปน

สวัสดีค่ะคุณฐาปน

ขอบคุณที่มาเยี่ยม และให้กำลังใจ

เชิญนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับกิจการได้ค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 19:51
P
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ
จริงๆแล้ว โครงสร้างองค์กรโดยทั่วไป มักจะเป็นรูปแบบผสมผสานค่ะ
ของบริษัทเราก้เช่นกัน โดยหลัก คือการใช้ธรรมเป็นฐาน
แต่จะมีโครงสร้างอย่างอื่นประกอบอีกด้วย อาทิ เช่น โครงสร้างที่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีมมากที่สุดเป็นต้นค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 20:00

P

สวัสดีค่ะ

ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ทางคณะกรรมการ ได้พิจารณา ว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่จะมาทำงานกับเรา ควรต้องเป็นคนท้องถิ่น และเมื่อเขาเข้ามาแล้ว เขาก็มักจะฝากชีวิตและเส้นทางอาชีพไว้กับเรา

ดังนั้น เราควรจะต้องอบรมให้เขาเป็นพนักงานที่ดีทั้งทางด้านฝีมือการทำงาน และประกอบไปด้วยคุณธรรมศีลธรรม เป็นคนดีของสังคมโดยภาพรวมด้วยค่ะ

sasinanda
IP: xxx.121.191.176
เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 20:44

P

 สวัสดีค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาให้ความเห็นอย่างน่าประทับใจมากค่ะ 

  • วันนี้มนุษย์เราต้องแก่งแย่ง แข่งขัน เพื่อความก้าวหน้า ความอยู่รอดจนลืม คำว่า "ศีลธรรม" และคำว่า "จริยธรรม"
  • แต่เงินอย่างเดียว ไม่พอที่จะจูงใจให้พนักงาน ทำงานทุ่มเทให้กับองค์กรนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานที่มีความรู้

    เราต้องให้พนักงานรู้สึกว่า เขาเป็นส่วนหนึ่ง ขององค์กรจริงๆ เสมือนเป็นหุ้นส่วนกันเลยค่ะ

    และต้องให้เขารู้สึกว่า อยู่ที่นี่แล้ว เย็น มีความสุขค่ะ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 21:46

    ปอง

    สวัสดีค่ะ

    ค่ะ   คุณปองบอกว่า

    การจะก่อตั้งกิจการขึ้นมากิจการหนึ่ง จะต้องมีการออกแบบโครงสร้างให้เเหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองเสียก่อน

    และดิฉันก็เสริมว่า คนที่อยู่ในองค์กร ก็ต้องทราบและเข้าใจโครงสร้างขององค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วยค่ะ ไม่ใช่อยู่ๆก็เข้ามาทำงานเฉยๆ โดยไม่รู้อะไรเลย

    และก็มักจะเป็นโครงสร้างแบบผสมผสานด้วยค่ะ

    แต่โครงสร้างหลักของเราคือการใช้ธรรมะเป็นฐานค่ะ

     

    เย็นจิตร์
    IP: xxx.121.183.187
    เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 23:08

    สวัสดีค่ะ

    ข้าวโพดหวาน ตอนนี้เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยเลยนะคะ คุณภาพดีทีเดียว

    เห็นมีภาพอยู่ด้านบน ที่เป็นแผนที่ประเทศอเมริกา อ่านไม่ชัดว่า corn belt ตรงส่วนไหนของเขาคะ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 23:42

    สวัสดีค่ะคุณเย็นจิตร์

    ที่เห็นในภาพข้างบนเป็นแผนที่แสดงCorn Belt ของประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ

    จะอยู่แถบ midwestern ครอบคลุมรัฐอินเดียนน่า อิลลินอยส์ ไอโอวา มิสซูรี่ เนบรัสกาตะวันออก และรัฐเท็กซัสด้านตะวันออกค่ะ ตรงที่ลงสีเหลืองไว้

    แถบนี้จะมีดินที่อุดมสมบูรณ์มาก มีพวกorganic materials และnitrogenมาก ช่วงกลางวันอากาศร้อน กลางคืนอากาศสบายๆ มีฝนตกพอประมาณ

    ข้าวโพดจะชอบมากค่ะ ที่กาญจนบุรี ก็มีลักษณะดินฟ้าอากาศคล้ายคลึงกันแบบนี้ค่ะ เลยปลูกข้าวโพดได้ดี

    thassana wong
    เขียนเมื่อ 03 Sep 2007 @ 23:41

    สวัสดี

    แวะ ชม อ่าน

    เป็นโครงการที่ดี และ ประสบความสำเร็จ

    เห็นผลที่เกิดขึ้น

    สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

    "น้อมนำเข้ามาในตน พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นอย่างไร และ ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง"

    แนะนำ

    ควรจะนำเอา "อปริหายธรรม ๗ ประการ" มาใช้ประกอบด้วย จะดีมากเลยนะ

    สุข สงบ เย็น

    rainalone

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 00:33
    P

    สวัสดีค่ะ

    ขอบคุณที่มาเยี่ยมและช่วยชี้แนะเพิ่มเติมค่ะ

    พอดี  โชคดีที่รูปแบบองค์กรที่ตั้งขึ้นมานี้ เป็นรูปแบบที่เหมาะกับงานที่จะทำมากที่สุดด้วยค่ะ

    โดม
    IP: xxx.121.184.123
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 08:19

    สวัสดีครับ

    พอดีผ่านมาพบ

    ในมุมมองของลูกค้า เขารู้สึกอย่างไรกับวัฒนธรรมลักษณะนี้ครับนี้  

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 10:47

    โดม 


     สวัสดีค่ะคุณโดม

    วัฒนธรรมในด้านจรรยาบรรณนี้ ก่อให้เกิดผลดีหลายประการ  ในด้านการค้าขาย เราจะเรียกว่า เป็นกลยุทธ์ อย่างหนึ่งก็ได้ ค่ะ   อาทิเช่น

    1.ลูกค้าใหม่เกิดความไว้วางใจเร็วขึ้น  ลูกค้าเก่าก็จะกลายเป็นลูกค้าประจำ

    ลูกค้ามีความมั่นใจที่จะค้าขายกับเรามากขึ้น และจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆด้วย
    2.ช่วยหลีกเลี่ยงผลลัพท์ในทางลบเช่น การปรับ การฟ้องร้องต่อศาล เป็นต้น

     

    ฟ้าใส
    IP: xxx.121.183.108
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 11:08

    สวัสดีค่ะ

    เข้ามาที่ webนี้หลายครั้งแล้ว มีหลายเรื่องน่าสนใจ

    มีหลายแนวด้วย และสุภาพดีค่ะ

    เรื่องนี้ก็ชอบนะ ทีนี้ พวกพนักงานที่ทำงานอยู่ เขารู้สึกยังไงกับวัฒนธรรมแบบนี้คะ ชอบคงชอบน่ะ แต่ แสดงออกอย่างไรบ้างคะ

    อยากทราบน่ะค่ะ จะไปทำเป็นตัวอย่างบ้าง

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 13:30

    สวัสดีค่ะคุณฟ้าใส

     วัฒนธรรมอะไรที่ดีๆ ที่ให้ประโยชน์กับพนักงาน เขาก็ชอบแน่นอนค่ะและเมื่อมีคนมาชื่นชมมากขึ้น

    ลูกค้ามีความไว้วางใจ สั่งซื้อสินค้ามากขึ้น พนักงานทำงานมากขึ้น แต่ได้เงินมากขึ้นด้วยค่ะ เขาก้ยิ่งชอบค่ะ

    พนักงานไปที่ใด  คนถามว่า ทำงานที่ไหน  คนฟังแสดงความชื่นชม  พนักงานก็ภูมิใจค่ะ

    ความรู้สึกนี้ แผ่ขยายไปเร็วมากทั่วทั้งบริษัท

    ความรู้สึกต่อมาคือ พวกเขาเกิด ความจงรักภักดีกับบริษัท  ตรงนี้ล่ะค่ะ ที่เราอยากได้

    เพราะเวลาเขาทำงาน เขาจะทำงานด้วยใจค่ะ

    ความจงรักภักดีเป้แรงจูงใจอย่างสำคัญในการที่ จะช่วยกันทำให้งานโดยภาพรวมเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ค่ะ

    แต่ทั้งนี้ กระบวนการของการปฎิบัติงานและการปรับปรุงวิธีการบริหารกลยุทธ์ ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องด้วยนะคะ 

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 13:32

    สวัสดีค่ะคุณฟ้าใส

     วัฒนธรรมอะไรที่ดีๆ ที่ให้ประโยชน์กับพนักงาน เขาก็ชอบแน่นอนค่ะและเมื่อมีคนมาชื่นชมมากขึ้น

    ลูกค้ามีความไว้วางใจ สั่งซื้อสินค้ามากขึ้น พนักงานทำงานมากขึ้น แต่ได้เงินมากขึ้นด้วยค่ะ เขาก็ยิ่งชอบค่ะ

    พนักงานไปที่ใด  คนถามว่า ทำงานที่ไหน  คนฟังแสดงความชื่นชม  พนักงานก็ภูมิใจค่ะ

    ความรู้สึกนี้ แผ่ขยายไปเร็วมากทั่วทั้งบริษัท

    ความรู้สึกต่อมาคือ พวกเขาเกิด ความจงรักภักดีกับบริษัท  ตรงนี้ล่ะค่ะ ที่เราอยากได้

    เพราะเวลาเขาทำงาน เขาจะทำงานด้วยใจค่ะ

    ความจงรักภักดีเป็นแรงจูงใจอย่างสำคัญในการที่ จะช่วยกันทำให้งานโดยภาพรวมเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ค่ะ

    แต่ทั้งนี้ กระบวนการของการปฎิบัติงานและการปรับปรุงวิธีการบริหารกลยุทธ์ ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องด้วยนะคะ 

    ลมัย
    IP: xxx.121.137.42
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 18:38

    สวัสดีดีค่ะ

    ดิฉันเข้าไปอ่านแล้ว เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีนะค่ะ และก็ชอบด้วยค่ะ   ตอนนี้ดิฉันทำงานด้านการบุคคล อยากจะเอาไปปรับใช้กับองค์กรของดิฉัน อยากจะให้คุณศศินันท์ ช่วยยกตัวอย่างเกี่ยวกับคุณธรรมพื้นฐานง่ายๆที่เราควรจะอบรมพนักงานให้มีมาตรฐานเหมือนๆกัน 

    แผ่นดิน
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 21:20

    ตอนนี้ผมคิดไปเรื่อยตามประสาคนไม่นิ่ง คือ  อยากประกาศให้อาคารพลศึกษา  เป็นสถานที่ปลอดบุหรี่เลยด้วยซ้ำไป

    ....

    กรณีวินัยจราจรนั้น  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ไม่มีประตูและรั้วที่ชัดเจน  จึงไม่สามารถปิดกั้นการเข้าออกที่เป็นรูปธรรม 

    อีกทั้งเส้นทางที่ตัดผ่านมหาวิทยาลัยก็ยังต้องใช้ร่วมกับชาวบ้าน....  ดังนั้น การห้ามเข้าจึงยังลำบากที่จะประกาศใช้อยู่บ้าง

    ...

    ขอบพระคุณครับ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 04 Sep 2007 @ 22:01
    P

    สวัสดีค่ะ

    ขอบคุณที่แวะมาอีกทีค่ะ

    ที่คุณพนัสบอกว่า....อยากประกาศให้อาคารพลศึกษา  เป็นสถานที่ปลอดบุหรี่...

    ตามความเห็นของพี่ ก็ทำได้นะคะ เพราะอาคารที่ใช้เล่นกีฬา น่าจะไม่มีควันพิษมาเจือปนเลย ควรจะมีอากาศบริสุทธิ์

    แต่คงต้องเสนอในที่ประชุม เมื่ออนุมัติมาแล้ว ก็จะได้ประกาศใช้ต่อไป

    แต่ ต้องหาที่ทดแทนให้คนสูบค่ะ...จะไปปิดกั้นเลยไม่ได้

    เท่าที่เคยทำมา คือจัดหาที่เฉพาะไกลๆจากตัวตึก ลมพัดควันบุหรี่ไปไม่ถึง สูบให้สบายไปเลย

    แต่ส่วนใหญ่  ถ้าพนักงานเห็นพี่อยู่ เขาจะเกรงใจ แอบไปสูบนอกโรงงานตอนพัก

    ส่วนที่officeในกรุงเทพ จะแอบไปสูบนอกofficeค่ะ ไม่ค่อยกล้าสูบต่อหน้า แบบไม่เกรงใจ  เพราะรู้ว่าเราไม่ชอบ

    คุณพนัส  อาจจะสร้างบรรยากาศ สร้างกระแสว่า คนไม่สูบบุหรี่ เป็นคนทันสมัย คนเท่ห์   คน in trend เป็นคนรักตัวเองและรักคนที่เรารัก....

    พี่คิดว่า มีกลยุทธ์มากมาย ที่จะกระพือกระแสนี้ แต่ต้องมีแนวร่วม ทั้งอาจารย์คนอื่นๆและนักศึกษาส่วนใหญ่ มิฉะนั้นจะค่อนข้างยาก เลยเป็นเรา ที่เป็นเจ้าหน้า เจ้าตาอยู่คนเดียว

    อีกอย่างหนึ่ง คือขอให้ทางสาธารณสุขมาจัดนิทรรศการ สังคมปลอดบุหรี่ หรือ สโลแกนอะไรก็ได้ เก๋ๆ มีposter คนหนุ่มสาวหน้าใส มาเป็นpresenters ด้วย มีรุปน่าเกลียดๆ มาโชว์ เช่น คนหน้าผี คนฟันดำปี๋  คนปากเหม็น ผู้หญิงเมินคนสูบบุหรี่ แต่หันไปยิ้มกับคนฟันขาว ปากหอม เป็นต้นค่ะ

    ลองทำดูซีคะ และเล่าให้ฟังด้วยนะคะ ว่า ได้ผลไหม?

    แต่ต้องทำสัก3-4 เดือน/ครั้ง ในช่วงแรกๆ เพราะ นานไป ก็เข้ารูปเดิมอีก

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 05 Sep 2007 @ 00:35
    ลมัย


    สวัสดีค่ะคุณละมัย

    คุณละมัยได้อ่านและมีข้อคิดเห็นว่า.....

    ตอนนี้ดิฉันทำงานด้านการบุคคล อยากจะเอาไปปรับใช้กับองค์กรของดิฉัน อยากจะให้คุณศศินันท์ ช่วยยกตัวอย่างเกี่ยวกับคุณธรรมพื้นฐานง่ายๆที่เราควรจะอบรมพนักงานให้มีมาตรฐานเหมือนๆกัน

    นอกจาก ดิฉันได้นำหลักของศาสนาพุทธ  มาใช้ในการทำงานหลายข้อด้วยกัน  ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวไว้ในบันทึกตอนต้นแล้วนั้น ตามประสบการณ์ของดิฉัน ทางบริษัทเรา ยังได้มีการอบรมคุณธรรม และมรรยาทขั้นพื้นฐานให้แก่พนักงานของเราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง และเพื่อการสร้างสังคมที่ดี ณ สถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าลูกค้าหรือแขกที่มาเยี่ยมเยือน ต่างออกปากชมว่า   เรามีการอบรมพนักงานอยู่ในระดับที่ดีค่ะเราได้มีการอบรมคุณธรรมและมรรยาทอย่างง่ายๆสำหรับชีวิตประจำวันให้แก่พนักงาน  ตัวอย่างเช่น

    เราได้มีการอบรมคุณธรรมและมรรยาทอย่างง่ายๆสำหรับชีวิตประจำวันให้แก่พนักงาน  ตัวอย่างเช่น

    1.ให้มีมรรยาท รู้จักเคารพในสิทธิของคนอื่น พูดจามีสัมมาคารวะ ไม่พูดหยาบคาย เมื่อมีแขกมาเยี่ยมที่บริษัทฯให้ทำความเคารพด้วย

     
    2.ให้มีความอุตสาหะ รอบคอบ และอดทนในการทำงาน เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคในการทำงานไปด้วยกัน  และให้ทำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ3.ให้ทำงานด้วยความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งหน้าที่4.ให้รู้จักจัดระเบียบสิ่งของอุปกรณ์เครื่องใช้ข้อนี้เราใช้หลัก 5 ส.
    5. ให้ทำงานร่วมกันอย่างเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลืองานการกันได้ตามควร6.เมื่อทำงานอยู่ด้วยกัน ให้มีความเอื้อเฟิ้อเผื่อแผ่และมีน้ำใจต่อกันด้วย7.ให้มีความซื่อสัตย์ ไม่ลักขโมย ข้อนี้สำคัญมาก เพราะที่โรงงานมีทรัพย์สินมากมาย8.ให้ความร่วมมือกับบริษัทฯในการทำงานและทำกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
    คงจะพอเป็นข้อมูลได้บ้างนะคะ
    สุจินต์
    IP: xxx.8.76.190
    เขียนเมื่อ 05 Sep 2007 @ 19:16

    สวัสดีครับ

    อ่านอย่างนี้แล้ว อยากทำงานด้วยครับ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 05 Sep 2007 @ 21:32

    สวัสดีค่ะคุณสุจินต์

    ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ

    • สวัสดีค่ะ
    • มงคลข้อที่  16 การประพฤติธรรม  ข้อนี้เป็นข้อที่ต้องเน้นที่ตัวเอง พยายามปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ทำอะไรให้เป็นเหตุเป็นผล และอธิบายได้...
    • เห็นด้วยค่ะ...ทำตัวเองให้เป็นคนมีเหตุผลให้มาก ๆ เพราะตัวเองค่อนข้างเป็นคนใจร้อน...บางครั้งก็เลยต้องเอาเหตุและผลมายับยั้งชั่งใจตัวเองให้ลดดีกรีความใจร้อนลง....เพื่อลดการปะทะ...คิดถึงเหตุผลให้มาก ๆ ว่าเพราะอะไรถึงต้องเป็นแบบนี้ ทำไมจะต้องเป็นเราที่ต้องทำ ทำไมไม่เป็นคนอื่น...เหตุผลก็คือ...มันคือหน้าที่ไง  คนเราต้องรู้จักหน้าที่ นั่นละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด...  
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 06 Sep 2007 @ 23:32
    P
    สวัสดีค่ะ

    ดีใจที่เข้ามาแลกเปลี่ยนค่ะ

    ข้อประพฤติธรรมนี้ ก็เป็นการเน้นว่า ให้ประพฤติปฎิบัติตนตามหลักธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอน  พยายามฝึกฝนตัวเองให้มีธรรมะในตัวให้สูงขึ้นค่ะ

    เมื่อฝึกแล้ว จะเห็นว่า พื้นฐานจิตใจเราดีขึ้น ทำอะไรมีหลักการมากขึ้น มีแนวคิดที่ถูกต้องขึ้นและวินิจฉัยในเรื่องต่างๆก็ดีขึ้นด้วยค่ะ

    ซึ่งได้อ่านในหนังสือธรรมะของท่านพระอาจารย์หลายๆรูปเกี่ยวกับเรื่องนี้ สรุปว่าถ้าประพฤติมงคลข้อนี้อยู่เป็นประจำแล้ว จะเกิดอานิสงส์ดังนี้ค่ะ

    1.เป็นกุศลอย่างยิ่ง

     
    6.ไม่ก่อเวรกับใครๆ
    2.เป็นผู้ไม่ประมาท7.เป็นผู้ให้อภัยแก่ใครๆได้
    3.เป็นผู้รักษาสัทธรรม8.เป็นผู้ดำเนินตามรอยของผู้รู้ทั้งหลาย
    4.เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี9.ทำให้เกิดความสงบสุขแก่ตนเองและส่วนรวม
    5.เป็นสุขในโลกนี้และโลกหน้า10.มีทางสว่างเป็นที่ไป
     
    รุ่งระวี
    IP: xxx.121.142.190
    เขียนเมื่อ 07 Sep 2007 @ 18:14

    สวัสดีค่ะ

    ผ่านมาพบบันทึกนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีที่นำมาแชร์กันนะคะ ใครที่จะเริ่มธุรกิจใหม่น่าจะลองนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองจะดีมากค่ะ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 08 Sep 2007 @ 07:56

    รุ่งระวี


    สวัสดีค่ะคุณรู๋งระวี

     ในการเริ่มต้นทำธุรกิจนั้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง   คือการ เลือกพฤติกรรมที่เหมาะสมกับบริษัทหรือองค์กรของเราค่ะ

    เป็นการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรขึ้นมา และคงต้องมีระบบการตรวจตราด้วยว่า มีใครไม่ให้ความร่วมมือบ้างหรือไม่ เพื่อที่จะให้มีการปรับทัศนคติให้ตรงกันค่ะ

    สวัสดีครับ

               ดีใจที่ได้อ่านบันทึกนี้มาก ๆ เป็นเหมือนสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปคิดว่าเป็นไปได้ยาก  แต่ก็มีคนที่ทำแล้ว

               เป็นกำลังใจที่ให้ผมได้คิดต่อในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรครับ  ในภาครัฐเองก็ยังคิดว่าเป็นไปได้ยากแม้จะมีกฎระเบียบที่มากมายเพียงใดก็ตาม

              ช่วงนี้สังคมไทยเราหันมองรากฐานทางคุณธรรมจริยธรรมของประเทศเรามากขึ้น ผมชอบช่วงเวลาแบบนี้มาก ๆ แม้ ใคร ๆ จะคิดว่าเป็นช่วงเวลาแห่งสูญญากาศทางการเมืองก็ตาม

              บางทีประเทศไทยก็คงต้องอาศัยวิธีการเช่นนี้เพื่อแก้ไขเยียวยาระบบบางอย่าง  ก็เพราะเนื่องจากว่าผู้คนของเรายังไม่เข้าใจในหลักใหญ่ตรงกันนัก  หรือไม่ก็พวกเราเองมีคุณสมบัติแบบนี้เองก็ได้

                นอกเรื่องไปหน่อยแต่เกี่ยวในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมอยู่ครับ

                 ผมขออนุญาต นำบทความไปอ้างอิงสำหรับการจัดการชมรมจริยธรรมในหน่วยงานของผมด้วยนะครับ

                 บันทึกนี้เยี่ยมมากผมโหวดให้ครับ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 08 Sep 2007 @ 16:47
    P

    สวัสดีค่ะ

    ขอบคุณๆสุมิตรที่มาให้ข้อคิดเห็นที่ดีมากๆ

    เพิ่งไปให้ความเห็นที่บันทึกของคุณมาและใจไม่ดีกลัวว่าคุณสุมิตรจะคิดอะไรไหม เรื่องจริยธรรมน่ะค่ะ

    บางทีตัวเองก็ไม่ดีค่ะ ชอบมองต่างมุมกับคนอื่น แต่คุณสุมิตรใจกว้างค่ะ

    เรื่องการวางโครงสร้างทางวัฒนธรรมองค์กร เป็นเรื่องยากค่ะ เพราะต้องทำตั้งแต่ต้น มาทำกลางคัน ลำบากหน่อย คนทั่วไปแม้แต่เราเอง ก็ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงค่ะ เขาอยู่ดีๆ ไปเปลี่ยนโน่นนี่ แล้วพิสูจน์ได้ไหม ว่าจะดีกว่า

    แต่อย่าเพิ่งท้อ ถ้าคนไม่มากนัก พอจับเข่าคุยกันได้ และร่วมวางรากฐานไปด้วยกัน ทำงานเป็นทีม และคนที่เป็นผู้นำ ต้องเข้มแข็ง ต้องมีพลัง ต้องอดทนค่ะ

    โชคดีนะคะ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 08 Sep 2007 @ 16:55
    P

    คุณสุมิตรสามารถนำบทความไปอ้างอิงได้เลยค่ะ

    ถ้าเป็นประโยชน์ ก็ดีใจค่ะ เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริงค่ะ

    ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า การทำงาน ถ้าทำด้วยจิตว่าง ทำงานเพื่องานจริงๆ จะเกิดผลสำเร็จได้ไม่ยากค่ะ

    นายกรเพชร
    เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 14:51

    สวัสดีครับ คุณ sasinanda

                  มงคล 38 ประการ ครอบคลุมการดำเนินชีวิตตามแบบวิถีพุทธ ปฏิบัติได้ชีวิตก็เป็นมงคล คือมีความสุข คนไทยมีแนวปฏิบัติดีๆ แต่ไม่ค่อยทำ ได้เห็นตัวอย่างคนที่ทำอย่างคุณ sasinanda แล้ว ยินดีด้วยครับ ผมก็พลอยเป็นมงคลไปด้วย

    คนไกลบ้าน
    เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 19:06

    สวัสดีค่ะคุณศศินันท์หนูขออนุญาตนำบล็อกเข้าแพลนเน็ตนะค่ะ ขอบพระคุณคะ

    sasinanda
    IP: xxx.121.189.120
    เขียนเมื่อ 12 Sep 2007 @ 10:25
    P

    สวัสดีค่ะ
     
    ดีใจที่อาจารย์มาเยี่ยมค่ะที่ดิฉันเล่าประสบการณ์มาทั้งหมด คือกลยุทธ์ในด้านการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรด้านจรรยาบรรณค่ะซึ่งเอื้อประโยชน์อย่างมากมายในด้านการค้า เพราะจะเป็นการสนับสนุนความน่าไว้วางใจของเรา และทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อของเราง่ายยิ่งขึ้นค่ะแม้อาจจะมีปัญหาบางประการอยู่บ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ การแก้ปัญหาก็ไม่ยากนัก เพราะมีพื้นฐานในความเชื่อใจว่า เราจะไม่คดโกงเขาแน่นอนค่ะ  
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 12 Sep 2007 @ 10:33
    P
     MOO
    สวัสดีค่ะ
    ทางบริษัทเรา มีความเชื่อว่า ผู้บริหารต้องปฎิบัติตัวให้เป็นตัวอย่างค่ะ ไม่ใช่ประกาศจุดยืนอย่างเดียว
    Actions speak louder than words.
    ทุกคนต้องเข้าใจร่วมกันถึง ความหมายของคำว่า จริยธรรมและจรรยาบรรณค่ะ
    ขอบคุณที่จะนำ บล็อกนี้เข้าในแพลนเนทค่ะ
    เชิญเลยค่ะ ดีใจด้วยค่ะ
    พลเดช วรฉัตร
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 00:56

    น่าสนใจและเป็นประโยชน์มากครับ

    วันหนึ่งผมคงได้มีโอกาสทำในสิ่งที่อยากทำ(กิจการส่วนตัว)และคงต้องนำคุณธรรมในศาสนามาใช้ในการบริหารงานแน่นอน

    ดูแล้วท้าทายความสามารถมากนะครับ

    ขอบคุณครับ

     

    พิสูจน์
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 01:27
    • คนมีธรรม ทำอะไร ได้คุณค่า
    • กิจการ พัฒนา บรรลุผล
    • ทั้งครองงาน ครองตน และครองคน
    • ทุกแห่งหน ชื่นชม นิยมจริง
    • ศศินันท์ ท่านนี้ มีดีครบ
    • ผมน้อมนบ มาตลอด ว่ายอดหญิง
    • ได้เคยยก เป็นตัวอย่าง ไปอ้างอิง
    • ท่านมีสิ่ง ล้ำค่าน่า ชื่นชม
    no-war
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 16:18

    สวัสดีครับ

    ดูจากหัวข้อ เป็นประเด็นที่ผมสนใจจึงได้เข้ามาหาความรู้เพิ่มเติมครับ

    อ่านแล้วรู้สึกดี

    ขอบคุณท่าน ที่นำมาเสนอครับ

    โรงเรียนเพลินพัฒนาจะขอพาเด็ก ครู และบุคลากร เข้าไปร่วมเรียนรู้ปณิธานที่กลายสู่การปฏิบัติจริงนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณที่มีกิจการที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ดีๆแบบนี้อยู่ในประเทศไทยของเราค่ะ ครูใหม่ :)
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 19:41
    สวัสดีค่ะคุณพลเดช
    วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการบริหารและการพัฒนาองค์กร ที่เรียกได้ว่า สำคัญมากค่ะและเป็นการพัฒนาองค์กร ที่เรียกว่าไร้รูปแบบ
       เพราะการปรับโครงสร้างเป็นเพียงแค่การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเท่านั้น  แต่วัฒน ธรรมเป็นกรอบวิธีการปฏิบัติของคนที่อยู่ในองค์กรนั้น นอกเหนือจากกฎระเบียบที่มีอยู่
    วัฒนธรรมไม่มีเขียนไว้เป็นตัวบทอย่างเช่นกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับในองค์กร แต่ได้รับการยอมรับและยึดถือ จากคนในองค์กรๆนั้นค่ะวัฒนธรรม  สะท้อนให้เห็นขบวนการคิด การตัดสินใจ การวางแผนยุทธศาสตร์ขององค์กรแต่อย่างไรก็ดี  วัฒนธรรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะองค์กรที่มีวัฒนธรรมแข็งและไม่ยืดหยุ่น จะทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรนั้นได้ด้วยค่ะ 
    วันที่คุณพลเดชฯ จะมาทำกิจการอย่างใดก็ตาม ถ้าเรานำคำสอนของพระพุทธเจ้ามานำทางในการทำกิจการของเราแล้ว จะมีแต่ความเจริญแน่นอนค่ะ
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 21:19

    สวัสดีค่ะอาจารย์พิสูจน์

    P

    อุตสาหกรรมทุกชนิด ต้องมีทั้งการผลิตสินค้าและการบริการ   คุณภาพของสินค้าและคุณภาพของการบริการอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติตัวของพนักงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสิ้น

    เราต้องพยายามให้ลูกค้า ประทับใจในสินค้าและบริกาของเราค่ะ

    ดิฉันมีปัญหาเหมือนกันค่ะ  กับพนักงานใหม่ๆของเรา ยังไม่ซึมซับค่านิยมและวัฒนธรรมของเราดีพอ ก่อปัญหาให้เรา จนเราเกือบจะเกิดปัญหาขึ้นจริงๆค่ะ ตัวอย่างเช่น......

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง ลูกค้า ออสเตรเลีย ส่งพนักงานตรวจสอบคุณภาพ มาตรวจสินค้าเรา ก่อนลงเรือ และพนักงานคนนี้ เป็นสาวน้อย เพิ่งเรียนจบ

    เธอก็ถามโน่นนี่ มากมาย ทั้งที่ไม่น่าถาม เพราะมันไม่น่าเป็นคำถาม

    ผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพของเราที่เพิ่งเข้ามาไม่ถึง 2 เดือน จึงรำคาญ ตอบไปด้วยเสียงแข็งๆหน่อย เธอผู้นี้ น้อยใจ โกรธ น้ำตาคลอ เดินไปขึ้นรถกลับเลย

    ดิฉันอยู่กรุงเทพฯ ทราบเรื่อง ก็ร้อนใจมาก รีบโทรศัพท์ไปขอโทษลูกค้ามากมาย และคาดโทษพนักงานของเรา หากมีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นอีก  คงต้องพิจารณาตัวเองแล้ว

    วัฒนธรรมในองค์กร  ที่สร้างขึ้นมาได้แล้ว   องค์กรต้องคอยสำรวจตัวเองด้วยว่า  มีพฤติกรรมใดที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นบ้าง    จะต้องแก้ไขโดยด่วน    และคอยย้ำเตือนพนักงาน   เพื่อให้พนักงานยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นแบบเดียวกันทุกครั้ง ไม่ใช่ เดี๋ยวทำ เดี๋ยวไม่ทำ ค่ะ

     

    คุณครูแอ๊ว
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 21:32

    สวัสดีค่ะ..พี่ศศินันท์..

    ตัดสินใจได้เด็ดขาดดีจังเลยค่ะ..

    ขอชื่นชมในวิถีในการดำเนินชีวิตและวิสัยทัศน์ของพี่จริงๆแอ๊วเชื่อว่า..หากเรามีแนวทางในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมแล้ว..มั่นใจในผลได้ว่าไม่มีทางเสื่อมแน่นอน..ขอให้กิจการรุ่งเรือง..และขอร่วมอนุโมทนาบุญจากการปฏิบัติดีของพี่ด้วยนะคะ..

    ตัวอย่างดี..มีค่ากว่าคำสอนจริงๆค่ะ..

    ขอชื่นชมด้วยใจจริงๆค่ะ..

    คนเดินดิน
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 21:38

    สวัสดีครับคุณศศินันท์

    • ดีใจมากครับที่ได้อ่านบันทึกนี้
    • จำความได้ต้อนเป็นเด็กไปจำศีลที่วัดกับคุณแม่(สวดมนต์ทำวัดเช้า-เย็น)
    • กระผมจะกระดิก(ทำมือหรือเท้าให้ไหว)ตามเหมือนฟังเพลงที่ไพเราะ
    • คุณแม่ต้องค่อยเอามือตีขาและมือ พ่อขาวแม่ขาวก็หัวเราะ
    • เมื่อโตขึ้นได้เข้าไปศึกษาในร่มกาสาวพัสตร์ก็อดขำตนเองไม่ได้ครับ..หึหึ หัวเราะ..
    • ปัจจุบันก็ยังคิดอยู่ว่าการสร้างวัฒนธรรมหรือพัฒนาองค์กรอะไรก็ตามถ้าเอาอย่าง"วัด"บ้างก็คงจะดี
    • ตามจริงนั้น"คำสอน,ศาสนา"มีมานานแล้วก็ยังงงเหมือนกันว่าผู้นำสังคมนั้นกำลังคิดอะไรอยู่..
    • ขอบคุณครับ
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 22:08

    สวัสดีค่ะคุณกะทกรกบ้าน

    P

    ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

    ได้ไปอ่านคำจำกัดความของคำว่า วัฒนธรรม ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ,2531 มาค่ะ ปรากฏว่า มีคำจำกัดความเยอะมาก

    แต่สรุปคือ วัฒนธรรมหมายถึง วิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม นับตั้งแต่ วิธีกิน อยู่ แต่งกาย ทำงาน พักผ่อน แสดงอารมณ์ วิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ วิธีแสดงความสุขทางใจและหลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต

    โดยการแสดงออกนั้น อาจเริ่มจาก เอกชนหรือคณะบุคคล ทำตัวเป็นแบบ แล้วต่อมา คนส่วนใหญ่ ก็ปฏิบัติ สืบต่อกันมา

    วัฒนธรรมย่อมเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของกาลเวลา

    เมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ วิธีใหม่ที่ใช้แก้ปัญหา และตอบสนองความต้องการของสังคมได้ดีกว่า ซึ่งอาจทำให้สมาชิกของสังคม เกิดความนิยม

     และในที่สุด ก็อาจเลิกใช้ วัฒนธรรมเดิม ดังนั้น การรักษาหรือธำรงไว้ ซึ่งวัฒนธรรมเดิม จึงต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาวัฒนธรรมให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ตามยุคสมัย

    จึงมาถึงข้อสรุป อีกที ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร คือ.....

    การสร้างวัฒนธรรมในองค์กรจะต้องทำแบบ Top-down จากผู้บริหารระดับสูงไปยังระดับกลาง ระดับล่าง และพนักงาน

    โดยผู้บริหารระดับสูงจะต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง (role model) โดยการประพฤติปฏิบัติ (practice) ตนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่ต้องการสร้าง

    การประพฤติปฏิบัติจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อเป็นรูปแบบให้พนักงานปฏิบัติตาม

    ตอนนี้เรามาเรียนรู้ร่วมกันแล้ว จากคำจำกัดความ และการนำไปปฏิบัติจริง นะคะ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 22:18

    สวัสดีค่ะครูแอ๊ว

    P

    ขอบคุณในคำชมว่า....

    ตัวอย่างดี..มีค่ากว่าคำสอนจริงๆค่ะ..

    ..หากเรามีแนวทางในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมแล้ว..มั่นใจในผลได้ว่าไม่มีทางเสื่อมแน่นอน.

    ปัญหาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรจึงอยู่ที่ตัวผู้บริหารเป็นหลัก

    ผู้บริหารจำเป็นจะต้องรู้จักตัวเอง และเข้าใจว่าลักษณะของตัวเองเหมือนหรือแตกต่างจากวัฒนธรรมที่ต้องการจะสร้างอย่างไร และจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไร จึงจะสามารถเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นได้ค่ะ

    เช่น องค์กรของเรา    ต้องการสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า โดยจะต้องทำให้ลูกค้าพึงพอใจในบริการ

    ผู้บริหารจะต้องมีหัวใจเป็นนักบริการ (service minded) ด้วยค่ะ

    และผู้บริหารจะต้อง กำหนดวิธีปฏิบัติให้กับพนักงานเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า ให้ได้ค่ะ

    บริษัทฯของพี่ ไม่เคยมีปัญหา ลูกค้าน้อย เพราะ เราบริการลูกค้าเก่ง ลูกค้าติดใจเราทุกรายค่ะ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 22:42

    สวัสดีค่ะ

    P

    มันเป็นเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งค่ะ  คือ.....

    โดยทั่วไป ที่สอนกันในทางวิชาการ เทคนิคการหล่อหลอม และขึ้นรูปองค์กร Organization Alignment

    เขาสอนให้มีการหล่อหลอมองค์กร ใน 7 ส่วน คือ....

     structure, system, staff, style, skill, strategy และ shared vision

    และ ให้เริ่มจากส่วนที่จับต้องได้ก่อน (hard stuff) ซึ่งได้แก่ structure, system และ staff

    ต่อไปค่อยปรับเปลี่ยนส่วนที่จับต้องไม่ได้ (soft stuff) ซึ่งส่วนของวัฒนธรรมได้แก่ style, strategy, skill และ shared vision

    แต่ของดิฉัน เราเริ่มที่ soft stuff  ก่อน

    อาจจะเป็นเพราะ องค์กร เราเริ่มใหม่เอี่ยม ในช่วงนั้น จึงไม่มีปัญหา การต่อต้านอะไรเลยค่ะ

    ญาดา
    IP: xxx.121.191.88
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 22:49
    มีคนให้ข้อสังเกตนะคะว่า องค์กรใหญ่ๆ อายุนานๆ พนักงานมักเฉื่อยๆ ไม่ค่อยกระตือรือร้น ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 23:11

    สวัสดีค่ะคุณญาดา

    คุณญาดา บอกว่า....

    มีคนให้ข้อสังเกตนะคะว่า องค์กรใหญ่ๆ อายุนานๆ พนักงานมักเฉื่อยๆ ไม่ค่อยกระตือรือร้น ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์
    ค่ะ ดิฉันก็เห็นเช่นนั้น ในบางแห่ง
    สิ่งที่ ลดน้อย ถอยลงคือ......

    1.การทำงานเป็นทีม (teamwork)

    -2. ความคิดสร้างสรรค์ (creativity)

    - 3. การให้ความสำคัญกับลูกค้า (customer focus)

     

     น่าจะเป็น  เพราะองค์กรขนาดใหญ่  มีประสบ การณ์มามาก มีคนอยู่จำนวนมาก เกิดปัญหาในการสื่อสาร มีกฎระเบียบมาก

    และกฎระเบียบก็จะสะสมเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ จนพนักงานมักจะชอบทำงานตามกฎระเบียบ มุ่งแต่ส่วนที่ตนรับผิดชอบ ขาดการมองภาพรวม

     เมื่อทำตามกฎระเบียบไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นงานประจำ (routine)

    ไม่อยากจะคิดอะไรใหม่ๆ และต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คิดถึงตนเองก่อน คิดถึงลูกค้าเป็นรอง

    มีคนกล่าวว่า ความสำเร็จ (success) เป็นกับดักของความคิดสร้าง สรรค์ (creativity)

     เพราะองค์กรมักจะยึดติดกับความสำเร็จจากวิธีการที่เก่าๆที่ ผ่านมาในอดีต จนเกิดการปิดกั้น  ไม่ยอมรับความคิดใหม่ๆ

    ปอง
    IP: xxx.121.188.239
    เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 23:56

    มีคนบอกว่า วัฒนธรรมไทย มีหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค ในการพัฒนาประเทศ

    ผมว่าก็จริงนะ แต่ไม่อยากลงลึก

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 30 Nov 2007 @ 00:16
    สวัสดีค่ะคุณปองคุณปองบอกว่า.....มีคนบอกว่า วัฒนธรรมไทย มีหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค ในการพัฒนาประเทศ

    ดิฉันว่า  วัฒนธรรมของไทยมีส่วนดีหลายๆ อย่างค่ะ เช่น ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคี ความมีมิตรไมตรี การต้อนรับขับสู้   การอ่อนน้อมถ่อมตน และอื่นๆ อีกมากมาย

     เหตุการณ์ภัยภิบัติใน 6 จังหวัดภาคใต้จากสึนามิ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์วัฒนธรรมของคนไทยในเรื่อง "น้ำใจ" จนเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากคนต่างชาติ

    ซึ่งคนไทยจะต้องรักษาวัฒนธรรมที่ดีอันนี้ของเราไว้นะคะเราต้องนำศักยภาพความเป็นคนไทย มาใช้อย่างเต็มที่  

     ซึ่งในกรณีของดิฉัน เน้น ที่คำสอนของ ศาสนาพุทธซึ่งพิสูจน์มาแล้ว ว่าได้ผลดีค่ะ
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 30 Nov 2007 @ 08:42

    สวัสดีค่ะคุณใหม่

    P

    ดีใจที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ

     ดิฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่นิยมชมชื่นในบันทึกที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดการความรู้ ของคุณใหม่มากๆค่ะ

    เนื่องจาก ดิฉัน เป็นคนที่ค่อนข้างจะช่างเลือก ในเรื่องสถานศึกษาที่เหมาะสม ให้เด็กๆในความดูแลอยู่แล้วค่ะ

    ในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร

     ตัวผู้บริหารระดับสูงสุดและระดับอาวุโสขององค์กรนั้นๆจะต้องออกโรงแสดงความเป็นผู้นำในด้านการปลูกฝังวัฒนธรรมที่พึงปรารถนาด้วยตนเองค่ะ จึงจะได้รับผล ดังได้คาดหวังไว้

    เปรียบเหมือน  แม่ที่คอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ลูกน้อยองค์กร ลืมตามาชมโลก   จนกว่าลูกองค์กรจะพร้อมเดินวิ่งได้ด้วยตัวเอง 

    เนื่องจากวัฒนธรรม    เป็นส่วนที่จับต้องไม่ได้ (soft stuff)   แต่ควบคุมจัดการได้โดยมองไม่เห็น 

    ดังนั้น   ในการที่จะทำให้ วัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กรอยู่คู่กับองค์กรอย่างเข้มแข็งและคงทนยาวนาน

      การมีส่วนร่วมของทีมบริหารทุกระดับ ในการช่วยปรับแต่ง ค่านิยมดังกล่าวให้ทันสมัยเหมาะสมสอดคล้องกับองค์กร  และซึมซับอยู่ในจิตใจของสมาชิกทุกๆคน อยู่อย่างเข้มแข็งและสมำเสมอ

    เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง  และการมีส่วนร่วมนี้เองจะเป็นการสร้างความร่วมมือร่วมใจในการสร้างค่านิยมเหล่านี้ให้อยู่คู่กับองค์กรสืบต่อไป

    ในความเห็นของดิฉัน

    ถึงวัฒนธรรมและค่านิยมในองค์กร จะถูกก่อรูปขึ้นมาอย่างแข็งแรงพอควรแล้ว

    ผู้บริหารก็ไม่ควรปล่อยมือ ควรการติดตามดูแลเป็นระยะๆ หรือมีการเข้าแทรกแซง ช่วยเหลือเป็นช่วงๆ ตามความจำเป็นค่ะ

    .

    และดิฉันก็คิดว่า  หลักการเสริมแรง (positive reinforcement)  มีความสำคัญมากเช่นกัน

     การเสริมแรงโดยการให้รางวัลหรือชมเชย

    เป็นเรื่องที่ให้กำลังใจคนทำงานและสมาชิกในองค์กรได้ดี  โดยดิฉันจะถือโอกาส เวลามีการจัดงานฉลองต่างๆ หรือมีกิจกรรมรื่นเริง 

     เราก็จะมีการประกาศเกียรติคุณความดี  ให้แก่พนักงานที่ ได้ปฏิบัติได้อย่างดี จนถือเป็นตัวอย่างได้ ตามบรรทัดฐานวัฒนธรรม(Cultural Norm)ที่ดีขององค์กรด้วย

    การเสริมแรงนี้ อย่ารอช้าเกินไป  เพราะคนอาจจะหมดแรงก่อนที่เราจะเสริมแรง ต้องทำเป็นครั้งคราว แต่สม่ำเสมอ

    ปิยะวดี
    IP: xxx.8.79.90
    เขียนเมื่อ 04 Dec 2007 @ 17:18

    สวัสดีค่ะ

    ก่อนการให้รางวัลดังที่เล่า  ได้มีการประชาสัมพันธ์โครงการการให้รางวัลนี้ก่อนนานไหมคะ  จะได้ไปลองทำบ้างค่ะ  กิจการของดิฉันมีปัญหาหน่อย เพราะลูกน้อง อืดอาด เชื่องช้ามากค่ะ ต้องคอยกระตุ้น

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 06 Dec 2007 @ 17:10

    สวัสดีค่ะคุณปิยะวดี

    เราพยายาม ให้ทุกคนในองค์กร รับทราบและถือปฏิบัติร่วมกัน ในจริยธรรมด้านต่างๆที่เราประกาศเอาไว้

    และเพื่อให้การกระทำมีความสำคัญและผลมากกว่าการพูด เราจึงต้องมีการตั้งระบบการให้รางวัลไว้ด้วย โดยมีการประกาศให้ทราบล่วงหน้า ว่าเราจะเก็บคะแนนในข้อใดบ้างในช่วง 3 เดือนก่อนหน้าการประกาศผลรางวัลค่ะ

    ซึ่งก็ได้ผลดีค่ะ เพราะทุกคนก็อยากได้รางวัล และโล่ห์การประกาศเกียร์ติคุณด้วยกันทั้งนั้น เป็นความภาคภูมิใจของเขาค่ะ

    คนโรงงาน
    IP: xxx.151.232.70
    เขียนเมื่อ 09 Sep 2008 @ 22:48

    อ่านแล้ว เยี่ยมมากเลยครับ มันเป็นการผสมผสาน แนวทางศาสนากับธุรกิจได้อย่างเหมาะเจาะเชียว

    Sasinand
    เขียนเมื่อ 09 Sep 2008 @ 23:07

    ขอบคุณๆ คนโรงงาน มากค่ะ
    จริงๆ ดิฉันได้ความรู้จากในบันทึกของคุณเพิ่มเติมมากๆค่ะ เป็นการแลกเปลี่ยน เรียนรู้กันนะคะ และดีใจ ที่มีคนที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมด้วยกัน มาเขียนที่นี่บ้างค่ะ

    • ตามมาอ่าน
    • เยี่ยมจริงๆ
    • ขอนำไปปรับใช้ในองค์กรพี่เขี้ยวบ้างนะจ๊ะ
    Sasinand
    เขียนเมื่อ 15 May 2009 @ 19:55

    สวัสดีค่ะคุณ 128. มนัญญา ~ natachoei ( หน้าตาเฉย)

    ขอบคุณมากที่เข้ามาอ่านค่ะ
    วิญญาณขององค์กรจะชัดขึ้น มีเสน่ห์มากขึ้น ถ้าตัวผู้บริหารสูงสุดออกมา  เป็นผู้นำ เป็นตัวอย่าง และเติมแต้มสีสันด้วยตัวเองค่ะ  บางบริษัทจ้างที่ปรึกษามาช่วยคิด ช่วยวางแนวทางแพงๆ  แต่ได้แค่เป็นประกาศแสดงเจตนารมณ์  หรือโบรชัวร์ใช้แจกลูกค้า ในขณะที่พนักงาน ไม่ได้รู้สึกอะไรกับวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างขึ้นนี้เลย

      รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น