การทำความดี ต้องมีทิศทางครับ เพราะความดีเป็น "แรง" ชนิดหนึ่ง

เล่าต่อนะครับฟ้า...

จับกระแสความคิดของทุก ๆ ท่านอย่างหยาบ ๆ พอจะได้ความว่า งานที่ทำมาจนถึงเป็นข้อเสนอแนะดูจะมีประโยชน์ แต่กลัวว่า จะไม่ถูกนำไปปฏิบัติต่อ ทั้ง ๆ ที่เป็นความเห็นรวมของชาวลำพูน จึงอยากจะให้ผู้มีอำนาจ รีบจัดการยกขึ้นเป็น "วาระแห่งเมืองลำพูน"

ทางผมในฐานะผู้จัดก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มเติม ว่าข้อเสนอแนะนั้น มีเรื่องให้ทุก ๆ คนลงมือทำ ไม่ใช่เฉพาะผู้รับผิดชอบเมือง แต่รวมถึงปัจเจกแต่ละคน และกลุ่มชุมชนด้วย

นอกจาก "วาระ" แล้ว คำว่า "จีน" "การปรับตัว" "พืชเศรษฐกิจใหม่" และ "สังคมผู้สูงอายุ" ก็ถูกพูดถึงบ่อยมากในวันนั้น ผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ มีข้อเสนอถึงขั้นที่ให้พรรคการเมือง ที่ต้องการเข้ามาบริหารในสมัยหน้า ต้องหยิบยกข้อเสนอเหล่านี้ไปเป็นนโยบาย

คุณป้าชวนคิดของผม ท่านก็ร่วมแสดงความคิด (ท่านเป็นชาวเมืองด้านล่างของเวทีคนแรกที่ลุกขึ้นพูดด้วย) คุณป้าแสดงความเป็นห่วงคล้าย ๆ กัน คือไม่แน่ใจว่า ความรู้ที่มองไปยังอนาคตที่ได้ครั้งนี้ จะถูกสานต่อไปทำจริงหรือเปล่า พร้อมกับตบท้ายว่า "พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นห่วงอนาคต"

ประโยคนี้ ผมจำเป็นต้องนำไปขบคิด และก็ได้พบว่า คุณป้าท่านพูดไม่ผิด เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนที่ทำงานด้านสื่อข่าวคนหนึ่ง ก็พูดแบบนี้กับผมเหมือนกัน เหมือนกันเปี๊ยบเลย

เสร็จงาน ผมเข้าไปขอบคุณป้าชวนคิด ที่ชวนใ้ห้ผมคิด และรับปากว่า มาเมืองลำพูนอีกเมื่อไหร่ จะเข้าไปเยี่ยมมูลนิธิที่คุณป้าทำอยู่ คุณป้าเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่พูดมาก แต่ทำมาก และทำจริง

สำหรับคำถามของป้า ผมมีคำตอบของผมครับ คำสำคัญของคำตอบของผมอยู่ที่คำว่า "ดีที่สุด" ครับ ผมเชื่อว่า การทำดีทีุ่สุด ไม่ใช่เพียงทำมากที่สุด ขยันที่สุด หรืออดทนที่สุด เพราะเพียงเท่านั้นไม่น่าจะพอ

การทำความดี ต้องมีทิศทางครับ เพราะความดีเป็น "แรง" ชนิดหนึ่ง คล้าย ๆ กับแรงในทางฟิสิกส์ ใช่ไหมครับ หากเรายังพอจำกันได้ พลังของแรง นอกจากความมากหรือน้อยของแรง ยังขึ้นอยู่กับทิศทางด้วย เช่น แรงที่เป็นบวก พอกลับทิศก็อาจเป็นลบได้ทันที

ฉะนั้น ถ้าจะทำปัจจุบันให้ "ดีที่สุด" ก็ต้องทำดีที่สุดให้ "ถูกทิศทาง" ด้วย และผมอยากเติมว่า ต้อง "ถูกจังหวะเวลา" ด้วยครับ 

ยังมีต่ออีกนิดครับ…