พระมหาชนก : บทสรุปแห่งความสำเร็จแห่งชีวิต
ความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงความเพียรที่บริสุทธิ์และปัญญาที่เฉียบแหลมว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ ความตอนนี้เป็นตอนสุดท้าย ที่จะกล่าวถึง กำลังกายที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จได้ ดังเช่นพระมหาชนก ติดตามต่อได้เลยครับ
กำลังกายที่สมบูรณ์ : ปัจจัยสนับสนุนความเพียรและปัญญา นำไปสู่ความสำเร็จแห่งชีวิต
พระมหาชนก อาศัยกำลังกายที่สมบูรณ์สนับสนุนความเพียรและปัญญาพาพระองค์ไปสู่ความสำเร็จได้ กล่าวคือ
ในสมัยครั้งทรงเยาว์พระชันษา ทรงจับเด็กที่ล้อเลียนพระองค์ว่าเป็นบุตรหญิงม่าย ด้วยพระกำลังที่แข็งแรงผิดเด็กทั่วไป ทรงตีเด็กเหล่านั้นให้เจ็บและกลัวร้องไห้กลับไป
นั่นหมายความว่า พระมหาชนกมีพระสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ จึงแข็งแรงมีพระกำลังมาก ด้วยเหตุนี้เองเมื่อถึงคราวคับขันในตอนที่เรือของพระองค์จะจมลงในมหาสมุทร จึงสามารถกระโดดออกจากเรือได้ไกลถึง อุสภะหนึ่ง หรือ 70 เมตร ซึ่งไกลมาก นี่เป็นสถิติโลกที่ไม่มีวันที่นักกีฬาคนใดจะลบสถิติได้เลยครับ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า
เมื่อทรงว่ายน้ำในมหาสมุทร พระองค์ทรงว่ายน้ำอยู่ถึง 7 วัน 7 คืน โดยไม่หยุด นี่ก็เป็นเพราะทรงมีพระกำลังเหนือบุคคลธรรมดา หรือนักกีฬาคนใดในโลกนี้จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทรงเจริญพระชนม์ชีพยาวนานถึง 7 พันปียิ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
" พระมหาชนก "
บทสรุปแห่งความสำเร็จของชีวิต และ
พระราชนิพนธ์ล้ำค่าที่คนไทยต้องอ่าน
ความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์ คือปัจจัยสำคัญที่จะนำชีวิตเราไปสู่ความสำเร็จดังที่พระมหาชนกได้ดำเนินมาแล้ว นี่คือคติธรรมล้ำค่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ให้แก่คนไทยนำไปคิดพิจารณา ปฏิบัติ เพื่อความสำเร็จแห่งชีวิต
หากจะพิจารณาในแง่การปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งสอนคนให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ จะพบว่า เรามุ่งสอนคนให้มี ความรู้ คู่คุณธรรม และร่างกายแข็งแรง ซึ่งไม่แตกต่างจากปัจจัยแห่งความสำเร็จ 3 ประการนี้เลย
คุณธรรม ก็คือ ความเพียร (สอนคนต้องนำด้วยคุณธรรมครับ)
ความรู้ ก็คือ ปัญญา (ศิลปวิทยาการต่างๆ)
สุขภาพพลานามัย ก็คือ กำลังกายที่สมบูรณ์
คุณสมบัติทั้งสามประการนี้ ครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับพัฒนาคุณภาพคน เราลองพิจารณาดูเถิดว่า ปัจจัยทั้งสามนี้ต้องเกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่อาจแยกขาดจากกันได้
คิดดูเถิดหากคนในชาติขาดความเพียร เอาแต่เกียจคร้านไม่แสวงหาความรู้ ไม่อยากทำงาน แม้มีปัญญาและ ร่างกายแข็งแรงก็ไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาชาติบ้านเมืองแต่อย่างใด
และถ้าคนในชาติมีความเพียร มีปัญญา แต่สุขพลานามัยอ่อนแอ กำลังน้อย เจ็บป่วยไข้กันมาก ชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
หรือถ้ามีความเพียร มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงแต่ไร้สติปัญญา ไม่สามารสร้างสรรค์งาน บำรุง พัฒนาบ้านเมืองได้ เราก็คงได้แต่เอาอย่างชาติอื่นเขา ตกเป็นทาสทางความคิดเขาตลอดไป
เพราะฉะนั้นในการสอนเด็กและเยาวชนเราต้องนำตัวอย่างที่ได้จากพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ไปสอน ไปฝึกอบรมให้เขา เพื่อเขาจะได้เห็นแบบอย่างที่ดี รวมทั้งบรรดานักการเมือง ผู้บริหาร ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ก็ควรตระหนักในคุณค่าของพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ อย่าได้โง่เขลาเบาปัญญาอย่างบรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารที่ต่างพากันรุมทึ้งต้นมะม่วงมี่มีผลเลิศจนไม่นำพาว่าต้นจะหักโค่นลงจนในที่สุดก็หาประโยชน์อันใดไม่ได้ เพราะไม่รู้วิธีที่จะรักษาต้นมะม่วงให้ได้ผลกินต่อไปนานๆ เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า พากันละโมบเอาประโยชน์อย่างมูมมามน่ารังเกียจ ในพระราชปรารภกล่าวถึงพฤติกรรมของข้าราชบริพารของพระมหาชนกไว้ตอนหนึ่งว่า
"การที่พระมหาชนกจะเสด็จออกแสวงโมกขธรรมยังไม่ถึงวาระอันสมควร เพราะว่าได้ทรงสร้างความเจริญแก่มิถิลายังไม่ครบถ้วน กล่าวคือ ข้าราชบริพาร นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้าง คนรักษาม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล้าอมาตย์ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น ไม่มีความรู้ทั้งทางวิทยาการ ทั้งทางปัญญา ยังไม่เห็นความสำคัญของประโยชน์แท้แม้ของตนเอง จึงต้องตั้งสถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสร็จ"
เพราะฉะนั้น คนจะฉลาดได้ก็ต้องอบรมให้การศึกษาแก่เขา ให้เขาได้เห็นแต่ตัวอย่างที่ดีๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กๆ ไม่ใช่ทะเลาะวิวาทแตกแยกแบ่งฝ่ายแบ่งข้างอยู่อย่างนี้ เห็นแล้วก็เพลียหัวใจครับ
เรื่อง "พระมหาชนก" จึงมีความสำคัญยิ่งต่อคนไทยกล่าวคือ
1. เพราะนี่คือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงเป็นหัวใจของแผ่นดิน เป็น กษัตริย์เหนือกษัตริย์
2. เพราะมีเนื้อหาสารธรรมอันล้ำค่า ที่ทรงพระราชทานไว้แก่ชนชาวไทยทุกคน สมควรแก่นำใส่เกล้าใส่กระหม่อม น้อมนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนและชาติบ้านเมือง
3.เป็นวรรณกรรมของไทย ของคนไทย เป็นมรดกทางปัญญาที่ มิได้ลอกเลียนแบบจากฝรั่งมังค่ามาเชิดชู
ในขณะที่คนทั่วโลกรวมทั้งคนไทยกำลังเห่ออ่านแฮรี่ พอร์ตเตอร์ นวนิยายที่มีชื่อเสียงก้องโลก จะมีคนไทยกี่คนที่หันมาสนใจอ่าน พระมหาชนก ด้วยอาการเช่นนั้นบ้าง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนไทยที่บางคนแทบไม่รู้จัก พระมหาชนก เสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องถามถึงว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร
น่าเสียดายที่แม้แต่รัฐบาลเองก็มิได้นำมาประชาสัมพันธ์ นำเอาสารธรรมในพระราชนิพนธ์มาเผยแพร่ รณรงค์ให้คนไทยอ่านพระมหาชนก แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่เร่งรัดเชิดชูกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนอ่านเรื่องนี้อย่างจริงจัง และป่วยการพูดถึงองค์กรเอกชน รวมสื่อมวลชนที่เอาแต่ประโคมหนังสือพันธุ์ฝรั่งจนครึกโครม
ในวาระแห่งชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ผมขออัญเชิญพระราชนิพนธ์อันล้ำค่า เรื่อง "พระมหาชนก" มาเชิดชู และเชื้อเชิญทุกท่านได้ช่วยกันเผยแพร่ความคิดสารธรรมล้ำค่าเพื่อยังประโยชน์ให้บังเกิดแก่คนไทยทุกๆ ท่านด้วยครับ
มาอนุโมทนาในกุศลครับ
เรื่องพระมหาชนกนี้เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษามาก
และชื่นชมที่อาจารย์เขียนได้ละเอียดและมีประเด็นชัดเจน
เห็นด้วยว่า เยาวชนน่าจะหันมาศึกษาครับ แต่คงต้องอาศัยผู้ใหญ่ช่วยชี้และแนะนำ
เชิญชวนคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน เริ่มต้นที่ลูกของท่านครับ
ท่านคณบดีพิชัย ครับ
ผมเห็นด้วยครับว่า พ่อแม่คือบุคคลสำคัญที่จะนำลูกให้มาสนใจอ่านและนำสารธรรมไปปฏิบัติ ตอนนี้บ้านเมืองเราต้องการสารธรรมสำคัญอย่าง "พระมหาชนก" นี้มากครับ ขอบคุณครับที่ท่านแสดงความคิดเห็นตรงกับใจของผมมากทีเดียวครับ
สวัสดีครับ คุณ Little Jazz
สำนวน "ราชรถมาเกย" ก็น่าจะมาจากเรื่องนี้เพราะถ้าพิจารณาจากความเก่าแก่ของนิทานชาดกที่มีมาในพระไตรปิฎกแล้ว ก็ถือว่าเก่าแก่แต่ครั้งพุทธกาล ผมเห็นด้วยครับ
ถ้าไปอ่านเนื้อเรื่องมหาชนกชาดก ก็จะพบว่าบรรดามหาอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ได้แต่งราชรถแล้วให้ม้าขับไปตามแต่ใจปรารถนาและแรงศรัทธาตามคำเสี่ยงทาย ม้าราชรถหยุด ณ ที่ใด คนใด ก็ถือว่าคนนั้นมีบารมีสมดังคำเสี่ยงทาย คนนั้นก็จะถูกอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ ในเรื่องมหาชนกก็เป็นเช่นนี้ครับ แต่มิใช่เรื่องง่ายครับ เพราะพิธีเสี่ยงราชรถหากษัตริย์จะต้องรอบคอบรัดกุม มีพิธีการขั้นตอนมากมาย การคัดเลือกม้าก็ดี พราหมณ์ผู้ทำพิธีก็ดี เครื่องประกอบพิธีก็ดี ต้องคัดเลือกอย่างดี เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นได้ผู้ไม่เหมาะสมขึ้นมาเป็นกษัตริย์
ในเรื่องพระมหาชนก เมื่อราชรถมาหยุด ณ พระมหาชนกแล้ว ก็ไม่ใช่จะอัญเชิญขึ้นครองราชบัลลังก์นะครับ แต่ต้องผ่านด่านทดสอบปัญญาด้วยการไขปริศนาที่ปราชญ์ของเมืองมิถิลาได้ตั้งขึ้นอีกหลายข้อได้ถูกต้องทั้งหมด รวมทั้งมีเงื่อนไขว่าจะต้องอภิเษกกับพระราชธิดาของกษัตริย์ และต้องเป็นที่พึงพอใจของพระราชธิดาด้วย
ปัจจุบัน สำนวน "ราชรถมาเกย" ไม่ได้ใช้ในความหมายแต่เดิมแล้ว แต่มาใช้ในความหมายกว้างว่า ได้รับโชควาสนาให้ได้ครองตำแหน่งใหญ่โตโดยไม่คาดฝัน เป็นต้น ครับ