ความเป็นผู้นำของคน ลักษณ์ 9

  การทำงานของกลไกทางจิตของคนแต่ละลักษณ์ ทำให้เกิด “ข้อจำกัด” ประจำลักษณ์ ซึ่งปิดกั้นศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน   

ต่อเนื่องจากบทควาที่แล้ว ซึ่งเป็นการเกริ่นนำ ความเป็นผู้นำของคน 9 ลักษณ์ ในข้อเขียนนี้นี้จะเน้นเฉพาะ ลักษณ์ 9 หรือ ผู้สมานไมตรี หรือ Mediator ซึ่งเป็นคนที่อยู่แกนกลางของศูนย์ท้อง

เรามักพบว่า ปัจจัยสำเร็จของคนเก้า ที่ทำให้สามารถขึ้นมาสู่การเป็นผู้บริหาร หรือผู้นำ (ด้วยความเป็นลักษณ์ 9 ไม่ใช่ด้วยปัจจัยอื่น) มักจะเป็นความสามารถในการทำงานหนัก ทำงานตอบสนองความต้องการของเจ้านายได้ทุกเรื่อง และในการทำงานนั้นมักไม่ค่อยปรากฎความขัดแย้งเกิดขึ้น

ทั้งนี้เพราะคนเก้าที่ไม่รู้ตัว มักจะมองไม่เห็นความต้องการของตัวเอง และปฏิเสธคนอื่นไม่ค่อยเป็น และยิ่งหากนายคอยชื่นชม คนเก้าจะทำงานให้ถวายหัว งานหนักแค่ไหนก็ทำได้ไม่ลดละ ประกอบกับวิธีคิดที่ว่า งานนั้นเป็นงานของนาย งานนั้นเป็นงานของแผนก ขององค์กร คนเก้าจะทุ่มเทให้ทั้งกาย ทั้งใจ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าหากงานไหนที่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นงานของตัวเอง เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง คนเก้าที่มองเห็นประเด็นนั้นก็จะไม่ทำงานนั้น เพราะมันเป็นเรื่องยาก ที่จะต้องทำอะไรเพื่อตัวเอง

อีกประเด็นหนึ่ง หากคนเก้าที่อยู่ในสภาวะมั่นคง ก็จะนำพฤติกรรมของลักษณ์ 3 หรือ นักแสดง หรือ The Performer ซึ่งจะทำงานโดยมุ่งผลงาน ผลสัมฤทธิ์ หรือ เป้าหมายเป็นหลัก ทำงานได้ทุกบทบาทที่เจ้านายต้องการ

ผู้บริหารคนเก้า จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เล่าให้ฟังระหว่างเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องนพลักษณ์ว่า ตลอด 30 ปี ของชีวิตการทำงานเคยปฏิเสธการร้องขอของคนอื่นเรื่องงานเพียง 2 ครั้งเท่านั้น นอกนั้นจำได้ว่าไม่เคยปฏิเสธใครได้เลย มันเหนื่อยต่อตัวเองพอสมควรที่ต้องทำงานของคนนั้น คนนี้ อยู่ตลอดเวลา เพราะเกรงใจเขา และคิดว่าการที่เขามาขอร้องเรา แสดงว่าเขาต้องคิดว่าเราทำได้ ช่วยเขาได้ การปฏิเสธการร้องขอของคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเหมาะสม  การปฏิเสธทั้ง 2 ครั้งที่ทำไปนั้นก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจเลย มันมีความรู้สึกผิดวนเวียนอยู่ตลอด แต่การปฏิเสธที่ทำไปนั้นเพราะเกินที่จะรับมือไหวแล้วนั่นเอง

ประเด็นปัญหาของคนเก้าที่ก่อให้เกิดทุกข์อย่างมหาศาล  เมื่อคนเก้าขึ้นมาเป็นผู้บริหาร คือ เรื่องความชัดเจน และความรวดเร็วในการตัดสินใจ ซึ่งคนเก้าทำได้อย่างยากเย็น

ผู้ก่อตั้ง ร้านกาแฟแบรนด์ไทยเจ้าแรก แบล๊ค แคนยอนเล่าให้ฟังว่า เคยโปรโมทคนลักษณ์เก้าท่านหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากเห็นผลงาน เป็นคนทำงานได้ทุกอย่างที่มอบหมาย แต่เมื่อโปรโมทแล้ว บทบาทใหม่ที่ต้องเป็นผู้กำหนดนโยบาย และตัดสินใจนั้น  พบว่า ลูกน้องท่านนั้น มักชะลอการตัดสินใจ หากพบว่าจะเกิดความขัดแย้งจากการตัดสินใจนั้นๆ หรือในบางเรื่องใช้เวลาในการตัดสินใจนานมาก 

นอกจากนี้ยังสังเกตได้อีกด้วยว่า ตั้งแต่ได้รับการโปรโมทขึ้นมานั้น ผู้บริหารลักษณ์เก้าคนนั้น ไม่มีความสุขในการทำงานเอาเสียเลย

พฤติกรรมที่เป็นปัจจัยสำคัญให้นายเห็นความสามารถ ของคนเก้า คือ ความอดทน การทำงานหนัก การประนีประนอม ประสานไมตรีกับทุกฝ่ายนั้น เริ่มปรากฎผลที่ไม่สามารถทำงานในระดับสูงขึ้นไปได้

ด้วยพฤติกรรม หรือกลไกทางจิตของคนเก้าที่หลีกเลี่ยงการมองเห็นความต้องการของตนเอง ดังนั้นถ้าจะให้แสดงจุดยืน หรือตัดสินใจ คนเก้าจะทำได้ช้า หรือถ้าทำได้ก็เป็นไปอย่างทุกข์ทรมาน

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นไม่ได้เป็นการชี้ประเด็นว่า คนเก้าไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ต้องตัดสินใจระดับนโยบาย คนทุกลักษณ์สามารถเป็นผู้นำ หรือผู้บริหารระดับสูงได้ทุกคน ทุกลักษณ์ เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่เต็มเปี่ยม

เพียงแต่ว่าแต่ละคนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ และเติบโตขึ้นมา พร้อมกับการสร้าง เกราะป้องกันตัวเอง  กรอบวิธีคิด  การใส่ใจ และการหลีกเลี่ยงภาวะบางอย่าง อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการทำงานของกลไกทางจิตของคนแต่ละลักษณ์ ทำให้เกิด ข้อจำกัด ประจำลักษณ์ ซึ่งปิดกั้นศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น จะดีกว่าหรือไม่ ที่ท่านจะเป็นคนเก้า ที่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะฝึกฝน และเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเอง ( Tranfromation) เสียตั้งแต่ยังเป็นพนักงานทั่วๆไป

เรียนรู้ และฝึกที่จะรับรู้ เรียนรู้ทุกข์อันเนื่องมาจาก กับดัก จากความเป็นลักษณ์ของตนเอง  อย่าปล่อยให้ศักยภาพปลดปล่อยออกมาจากความบีบคั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับสุขภาพกาย และสุขภาพใจของตนเอง

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า คนเก้าที่ไม่ค่อยรู้ตัว จะทุกข์หนัก เมื่อต้องหาความชัดเจนในความต้องการของตัวเอง และอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจในเวลาอันจำกัด รวมทั้งการอยู่ท่ามกลางภาวะขัดแย้ง ซึ่งทั้ง 3 ประการนั้นเป็นจุดอ่อนสำคัญของคนเก้า

คำถามคือ แล้วจะทำอย่างไรในการที่จะเป็น คนเก้าที่รู้ตัว ซึ่งประเด็นนี้คงต้องใช้คำว่า สติ มาคอยกำกับ และอาศัยการสังเกตตัวเองและฝึกฝน ที่จะกระทำโดยฝืนกับแรงเสียดทานของอคติ หรือข้อจำกัดประจำลักษณ์

สำหรับคนที่ฝึกที่จะรู้ตัว เพื่อที่จะข้ามพ้นข้อจำกัดประจำลักษณ์จะพบว่า มันเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ก่อให้เกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจเป็นอย่างมาก แต่เมี่อทำได้จนอยู่ในภาวะที่เราเรียกว่า เคยชิน แล้วจะพบความโปร่ง โล่ง สบาย ค้นพบศักยภาพบางอย่างในตัวเอง ให้ความรู้สึกว่าเราหลุดออกจากกรอบบางอย่าง ให้ความรู้สึกอิสระ ซึ่งตรงนี้เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล จะใกล้เคียงกัน แต่จะไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนก็ล้วนสร้างเกราะแห่งทุกข์ที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปแต่ละคน

นพลักษณ์ช่วยให้เราวิเคราะห์เกราะ หรือกับดัก ที่เป็นรูปแบบของการทำงาน หรือ กลไกทางจิตประจำลักษณ์เรา โดยคนในลักษณ์เดียวกันก็มีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง คือ การสังเกตตัวเอง  แล้วประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาทางดับทุกข์ของตนเอง  ตราบใดที่เรายังวิเคราะห์ทุกข์ของตนเองไม่พบ เราก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของคนอื่น โทษสิ่งแวดล้อมไปตามเรื่อง 

  

สำหรับท่านที่สนใจศึกษานพลักษณ์หรือเข้ารับการอบรม ร่วมกับสมาคมนพลักษณ์ไทย
สามารถ โทรศัพท์สอบถามได้ที่ สำนักงานสมาคมนพลักษณ์ไทย
โทร 02-224 5999หรือ 081 9229161
 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แลกเปลี่ยน เรียนรู้ "นพลักษณ์"

คำสำคัญ (Tags)#การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์#hrd#leadership#ภาวะผู้นำ#การพัฒนาตนเอง#นพลักษณ์#การรู้จักตนเอง#enneagram#individual development#transformation leadership

หมายเลขบันทึก: 121569, เขียน: 23 Aug 2007 @ 18:16, แก้ไข, 28 May 2012 @ 11:50, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (2)

จตุรงค์
IP: xxx.24.17.95
เขียนเมื่อ 10 Dec 2007 @ 19:20

คุณ อัญชลี ครับ 

"บทบาทใหม่ที่ต้องเป็นผู้กำหนดนโยบาย และตัดสินใจนั้น  พบว่า ลูกน้องท่านนั้น มักชะลอการตัดสินใจ หากพบว่าจะเกิดความขัดแย้งจากการตัดสินใจนั้นๆ หรือในบางเรื่องใช้เวลาในการตัดสินใจนานมาก "

อันนี้แหละที่เป็นปัญหาหลักอีกอันหนึ่งที่ผมจำเป็นจะต้องหยุดตัวเองไว้ที่การเป็นพนักงานบริษัท ไม่กล้าก้าวออกไปทำกิจการของตัวเอง

ปัญหา

ผมรู้ดีว่างานทั้งหมดจะต้องเริ่มที่ไหนประกอบด้วยอะไรทำอย่างไรจึงลุล่วงไปได้ เรียกว่าสวมวิญญาณคนสามขึ้นโครงกำหนดเป้าหมายวางโครงสร้างไว้เรียบร้อยทั้งใช้ความวิตกแบบคนหกคิดประเมินข้อดีข้อเสียของแต่ละขั้นตอนพร้อมวางแผนแก้ไขเสร็จสรรพ

แต่ อย่าให้ผมดำเนินการนะครับ

ไม่ชอบมอบหมายงานครับ รอคนมาขันอาสา ไม่งั้นก็ใช้แต่คนเดิมๆ กลัวพวกท่านๆไม่พอใจกัน

ตามงานไม่เป็นครับพวกท่านๆทั้งหลายคงรู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อไหร่ถ้าไปจู้จี้มากๆ กลัวพวกท่านๆไม่พอใจอีกแล้ว

แล้วงานจะเสร็จได้อย่างไรครับท่าน ถ้าทนไม่ไหวก็ตูผู้จัดการจะแสดงฝีมือให้ดูแล้วพวกท่านทั้งหลายทำตามนะครับ อย่างแย่ๆก็ ตูทำเองก็ได้ฟ๊ะ

ความกลัว

ถ้าทำกิจการส่วนตัวแล้วไม่กล้าสั่งลูกน้องก็คงไม่สามารถทำอะไรที่เรียกว่ากิจการได้อย่างมากก็เป็นแค่ร้านเฮียขาลุย

วันดีคืนดีเฮียแกเจอข้อขัดแย้งอะไรก็ไม่รู้เกิดอาการจิตตกหมดไฟไปสามเดือนแล้วกิจการแก้จะไปรอดหรื้อ

ทางหนี

กำลังมองหาทางถอยไปทำกิจการทางด้านที่ปรึกษาเพราะคิดไปเองว่าคงจะเผชิญความขัดแย้งน้อยกว่า

ความหวัง

ถ้าหากแก้ปัญหาจิตตกกับไม่กล้าสั่งงานและตามงานได้ก็จะได้ไม่ต้องหนี

ตอนนี้ 

 อยากรู้จังเลยว่าลักษณ์เก้าคนอื่นที่ก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำที่ประสพความสำเร็จหรือเจ้าของกิจการเขาแก้ปัญหาพวกนี้อย่างไรจับตัวมันขึ้นมาแล้วแก้ไขหรือปรับทิศทางเป้าหมายให้สอดคล้องกับสิ่งที่มันเป็นเพราะถึงอย่างไรเราก็คงแก้ปัญหาหลักของความเป็นลักษณ์ได้ในข้ามปีหรอก

 ความฝัน

อยากเป็นเจ้าของกิจการกำหนดแนวทางชีวิตได้ด้วยตัวเองปัจจุบันพร้อมที่จะเริ่มต้นได้แล้วแต่อุปสรรคที่รู้ว่าต้องเกิดดังที่กล่าวมาแล้วจึงทำให้ต้องทบทวนอย่างหนักในช่วงนี้

คำถาม

ทำไงดีง่ะ 

 

เรียนคุณจตุรงค์

 

ขอเล่าเรื่องตัวเองก่อนนะคะ  เพราะเรียนนพลักษณ์แล้วใช้กับตัวเองได้ผลค่ะ

ดิฉันเป็นคนลักษณ์ 5 ตามทฤษฏีเขาว่า คน 5 มีโลกทัศน์ว่าโลกนี้รุกราน  มีสิ่งหลีกเลี่ยงประจำลักษณ์คือ กลัวการสูญเสียพลังงาน

 ดิฉันไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่า การที่เก็บตัว อยู่คนเดียว และหงุดหงิดทุกครั้งที่มีคนอื่นมาไต่ถาม หรือพูดคุยด้วย (แม้กระทั่งแม่เรียกกินข้าว) ก็รู้สึกไม่พึงพอใจ

 

พอมาเรียนนพลักษณ์ "แค่ปรับมุมมองค่ะ"  มีสติอยู่กับปัจจุบัน พอแม่เรียก จากเดิมดิฉันตีความ และปรุงแต่งจิตว่า "ยุ่งจัง ไม่รู้จะเรียกทำไม ..ถึงเวลาก็กินข้าวเองได้ ไม่ต้องเรียกหรอก"   ตอนนี้ ตั้งสติฟังแม่เสร็จ ก็แค่บอกกับตัวเองว่า แม่ไม่ได้รุกรานเรา ก็แค่แม่เรียกเฉยๆ ... จิตก็สงบไม่หงุดหงิด

 

อันนี้เป็นตัวอย่างการบ้านที่ต้องฝึกค่ะ รวมถึงการที่จะออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น หรือ ยอมให้คนอื่นมามีปฏิสัมพันธ์ด้วยกับคนห้าอย่างดิฉันด้วย ... ซึ่งยากกว่าเรื่องแม่

 

คราวนี้กลับมาเรื่อง สิ่งหลีกเลี่ยงของคน 9 คือ ความขัดแย้ง

ซึ่งคนเก้าจะไว และปรุงแต่งจิตเก่ง ว่าตอนนี้สถานการณ์มีความขัดแย้ง ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้ขัดแย้งอยู่ก็ได้  เช่น ดิฉันกำลังถกเถียงอยู่กับเพื่อนในสมาคมด้วยเสียงที่ดังขึ้น ดังขึ้น คนเก้าฟังอยู่ก็หน้าเสีย (ตีความไปแล้วว่า มีการขัดแย้งกันอยู่...)  ดิฉ้นต้องรีบบอกว่า คนห้ากำลังติดกำหนัดพลังเบอร์แปดในการถกประเด็น ไม่ได้ขัดแย้งใดๆ

 

สรุปคือ แค่เปลี่ยนมุมมองค่ะ ว่าการตามงาน ก็คือ การตามงาน ไม่ได้ทำให้ใครโกรธ หรือข้ดแย้งกับใคร คนศูนย์ใจกลับชอบนะคะ เจ้านายตามงานหน่ะ แสดงว่า สนใจ ใส่ใจการทำงานของเขา แต่คนห้าอาจจะไม่ชอบนัก (รู้สึกวุ่นวาย 555)

 

ประเด็นก็คือ เรามักคิดว่าเราทำไม่ได้

จำที่คุณโจนพูดพี่พนาศรมได้ไหมคะ .... แค่เปลี่ยนใจเรา และบอกว่า เราทำได้ค่ะ  ที่เราเชื่อว่าทำไม่ได้เพราะลักษณ์เรามันทำงานโดยอัตโนมัติ เมื่อเราไม่รู้ตัวเราก็หลีกเลี่ยงความขัดแย้งมาตลอดชีวิต พอโตขึ้นมามันก็เลยติด คิดว่าทำไม่ได้

ตรงนี้ต้องอาศัยการฝึกหัดทำค่ะ ทำเรื่องเล็กๆ ก่อน เช่นตามงานกับลูกน้อง หากลูกน้องเถียง ก็แค่ฟังค่ะ แล้วบอกให้เขาทำงานให้เสร็จ อาเฮียไม่ต้องไปลุยเอง  ไม่ต้องมองว่าเราขัดแย้งกับลูกน้อง มองว่า เขา/เธอ ต้องทำตามหน้าที่ที่เรามอบหมาย ..... คนห้าพูดอย่างนี้ง่ายค่ะ เพราะไม่ใช่ปมประเด็นของคนห้า แต่คนเก้ายาก ดิฉันรู้ ... แต่ก็ต้องพยายามฝึกค่ะ

 เอาใจช่วยอยู่นะคะ ...