แนวคิดการทำเศรษฐกิจพอเพียงของบ้านบางแม่หม้าย..เพื่อนผมคนหนึ่งเชิญชวนให้ไปเที่ยวหมู่บ้าน Home stay และเศรษฐกิจพอเพียงบ้านบางแม่หม้าย ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอบางปลาม้า สุพรรณบุรี หลายครั้งหลายหน ก็ไม่ได้ไปซักที ที่สุดก็ทนการรุกเร้าไม่ไหวก็ตัดสินไป..ภาพแรกในความคิดก็คือ เกษตรกรที่เป็นผู้หญิงทั่วไปคนหนึ่งที่ทำตามที่เจ้าหน้าที่บอกอย่างเดียว ไม่คิดว่าเขาจะทำได้ขนาดนี้ครับ และยิ่งได้พูดคุยและฟังคุณพี่สมบุญ หงษ์โตแก่เล่าความเป็นมาแล้วผม “รู้สึกทึ่งในความพยายาม ความบากบั่น และต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวง” เรื่องมันก็เลยถือว่าเป็นโชคของผมที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนและเรียนรู้วิธีการทำงานของพี่สมบุญพี่สมบุญ เล่าว่า แต่เดิมทีเดียวท้องทุ่งบางแม่หม้าย แห่งนี้ในรอบหนึ่งปีจะทำนาได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพียง 4-5 เดือน และเวลาที่เหลืออยู่ “น้ำท่วม” อีก 6-8 เดือน ถ้าโชคดีหน่อยเกี่ยวข้าวได้ราคา ก็หน้าใส แต่ถ้าโชคร้าย ก็ขาดทุน ประกอบกับลักษณะการตั้งบ้านเรือนของคนในแถบนั้นก็จะอยู่กันแบบ “เครือญาติ” ครอบครัวขนาดใหญ่ มีการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยก็เป็น “แบบเรือนไทยภาคกลาง” ขึ้นบันไดเพียงบ้านเดียวก็สามารถเดินไปมาได้กว่า 10 หลังคา (เชื่อมติดกันทั้งหมด) นับได้ว่าเป็นวิถีชีวิตที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งเอาละประเด็นที่ผมบอกว่า ผมโชคดีก็คือ ผมได้อาจารย์ที่เป็น “ตัวจริง เสียงจริงชัดเจน” ในการเรียนรู้เรื่อง “การนำเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในชีวิตประจำวัน และพัฒนาสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของพี่น้องเกษตรกรในละแวกบ้านกว่า 100 ครัวเรือน ให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และจัดเป็นหมู่บ้าน Home stay เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกและเพื่อนบ้านเกษตรกรในละแวกนั้น พี่สมบุญ เล่าความเป็นมาก่อนที่จะพัฒนาถึงปัจจุบันนี้ว่า ในปีที่ผ่านมาได้เกิด “น้ำท่วม” ครั้งใหญ่ ไปไหนมาไหนก็ลำบาก ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก นายก อบต.ตำบลวัดโบสถ์ ก็เลยทำเรื่องขอรับความช่วยจาก “มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก” กว่าจะได้รับความช่วยก็ยากแสนยากครับ..อยากรู้ต้องลองมาถามตัวแกเอง..จะได้รู้ว่ายากอย่างไร..ลำบากแค่ไหน..?? ที่สุด..มูลนิธิฯก็ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนโดยการมอบถุงยังชีพจำนวน 100 ชุดให้แก่เกษตรกรและประชาชนเท่านั้น และต่อมามูลนิธิฯ ก็ให้ความช่วยเหลือโดยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดครูมาสอนเรื่องการปลูกผัก และวิธีการลดรายจ่ายในครัวเรือนทำได้อย่างไร ผลก็คือ…ไม่ประสบผลสำเร็จในระยะแรกๆ.. ต่อมา นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกอบต. ร่วมกันจัดเวทีชุมชนเพื่อหาแนวทางดำเนินงานตามกิจกรรมที่มูลนิธิฯสนับสนุน ซึ่งในที่สุดความสำเร็จก็เกิดขึ้น นั่นคือ พี่สมบุญ และเกษตรกรในละแวกนั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเป็น “บ้านตัวอย่างนำร่องเศรษฐกิจพอเพียง” โดยเน้นการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ผลิตพืชผักปลอดสารพิษไว้ทำอาหาร ที่สำคัญก็คือ “การเอื้ออาทรการแลกเปลี่ยน และแบ่งปัน” ให้แก่เพื่อนบ้านและเกษตรกรทั่วไป สำหรับหลักเกณฑ์ที่จะต้องทำในบริเวณบ้านของสมาชิกทุกครัวเรือน ก็คือ 1. จะต้องปลูกพืชผักที่ใช้ในการบริโภคเช่น พริก มะเขือ สมุนไพร ถั่วฝักยาว ฯลฯ (บางรายปลูกพืชผักถึง 40 ชนิดพันธุ์)2. เลี้ยงปลาดุกในบ่อพาสติก พื้นที่ประมาณ 4 ตารางเมตรจะเลี้ยงได้ประมาณ 200 ตัว3. จะต้องทำ “น้ำพ่อ น้ำแม่” (ก็คือ..การทำน้ำหมักชีวภาพนั่นเอง..แล้วจะเล่าให้ฟังในวันหลัง) “น้ำส้มควันไม้” และ “ปุ๋ยหมัก” ไว้ใช้ในการปรับปรุงดินเพาะปลูกพืชผักรอบบริเวณบ้านของตนเอง4. จะต้องลดรายจ่ายโดยการอบรมและทำน้ำยาล้างจาน ยาสระผม ฯลฯ ผสมสมุนไพรไว้ใช้เอง5. ทุกครัวเรือนจะต้องมีการเก็บออมเงินอย่างน้อยวันละ 1 บาทและ 6. ทุกคนจะต้องประชุมและเข้าร่วมในเวทีชาวบ้านทุกวันที่ 4 ของเดือน สุดท้าย หมู่บ้านบางแม่หม้ายแห่งนี้ ก็ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่นระดับอำเภอและจังหวัด ขณะเดียวกันก็พัฒนาและยกระดับหมู่บ้านแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน และจัดเป็นหมู่ Home stay ไว้รองรับนักท่องเที่ยวและกลุ่มคนที่จะมาเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการดำเนินงานของพี่สมบุญ และชาวบ้านบางแม่หม้าย ก็คือกระบวนการสร้าง หรือปรับทัศนคติความเชื่อของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ทำตามนั้นเป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลา เท่าที่ผมฟังพี่สมบุญเล่าให้ฟังก็พอที่จะสรุปประเด็นที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในกระบวนการทำงานกับเกษตรกร หรือชุมชนอื่น ได้ดังนี้ 1. การสร้างกระบวนการนำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน นั่นคือ ผู้นำท้องถิ่นจะต้องมีการ “ทำให้ดู” เป็นตัวอย่างให้เกิดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ไม่บังคับ และจะต้องชักชวนให้เกษตรกรทั่วไปได้มาดู ศึกษา 2. พยายามค้นหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะเข้าเรียนรู้ และปฏิบัติร่วมกันในลักษณะของ “อาสาสมัคร” โดยผู้นำจะต้องสนับสนุนข้อมูลวิชาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอื่นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน3. การอบรมและฝึกปฏิบัติ ผู้นำจะต้องสนับสนุนและจัดให้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะต่างๆ ร่วมทั้งการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง 4. การพัฒนาและสร้างเครือข่าย และเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในส่วนของนักวิชาการ ผู้นำ ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5. การติดตามและนิเทศงานของผู้นำท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นและแก้ไขปัญหาของเกษตรกรที่ร่วมกิจกรรม 6. การสนับสนุนงบประมาณ (ถ้าเป็นไปได้) เฉพาะในส่วนที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการในการเรียนรู้ และขยายผลให้มีการดำเนินงานกันอย่างกว้างขวางต่อไป สิ่งสำคัญที่พี่สมบุญ กล่าวเป็นคำสุดท้ายก่อนที่ผมจะขอตัวกลับ ก็คือ “ใจต้องมาก่อน” ทุกอย่างจึงจะสำเร็จได้ดังใจนึกครับ
เศรษฐกิจพอเพียงของบ้านบางแม่หม้าย..
พี่สมบุญ กล่าวเป็นคำสุดท้ายก่อนที่ผมจะขอตัวกลับ ก็คือ “ใจต้องมาก่อน” ทุกอย่างจึงจะสำเร็จได้ดังใจนึกครับ
ความเห็น
- น่าชื่นชมหมู่บ้านและผู้นำทุกๆ คนนะครับ
- เห็นด้วยครับว่า "ใจต้องมาก่อน”
- ขอบพระคุณมากครับ
บทความในวันเดียวกัน
ครูวุฒิ · 22 ส.ค. 2550
นาง พันดา เลิศปัญญา · 22 ส.ค. 2550
กาญจนาณัฎฐ์ · 22 ส.ค. 2550
กลุ่มศรีแดนเมือง ศรร.อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ · 22 ส.ค. 2550
พิชชา · 22 ส.ค. 2550