หากเราถือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ (ซึ่งมักหมายถึงการเปลี่ยนแปลงแบบ first order kinetics)
สมการบรรยายมูลค่า (X) เมื่อเวลา (t) เปลี่ยนแปลง คือ
X = Xo * exp(k1*t)
โดย Xo คือมูลต่าเริ่มต้น, k1 เป็นค่าคงที่, exp() คือ e ยกกำลังข้อความในวงเล็บ
k1 เป็นบวก หมายถึงการโต เช่น การฝากเงินแล้วดอกเบี้ยทบต้น จำนวนเซลล์แบ่งตัวเป็นเท่าตัวทุกระยะเวลาหนึ่ง การเติบโตของบล็อก การเติบโตของสแปม คือ การเติบโตเมื่อดูเป็นปริมาณ ยิ่งมายิ่งเร็ว เรียก exponential growth
ถ้า k1 เป็นลบ หมายถึงการเสื่อมทรุดลงแบบ exponential decay เช่น สารกัมมันตรังสีสลายตัว ยาส่วนใหญ่สลายตัว หรือในหมู่นักศึกษากว่าครึ่ง เงินที่มีจะลดลงแบบนี้ คือต้นเดือน ลดลงเร็วมากเพราะยังมีเงินมาก แต่ปลายเดือนแทบไม่เหลือ ก็จะลดลงทีละน้อย การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ช่วงแรกลดเร็ว ช่วงหลังลดช้าเสมอ
k1 มาจากการตัดสินใจในการเข้าไปยุ่งกับสินทรัพย์ เช่น ถ้าตัดสินใจถูก k1 มักเป็นบวก ตัดสินใจผิด k1 มักเป็นลบ
ทีนี้ เรารู้ว่าใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียวมันเสี่ยง เราก็ไม่ลงสินทรัพย์ตรงนั้นหมด กระจายไปทำอย่างอื่นด้วย
สมมติกระจายไปเท่า ๆ กัน
บังเอิญว่า เราเลือกแบบสุ่มมาก ปรากฎว่า ในสองกองนั้น
กองแรก (Xo/2) โตแบบ exponential growth
กองที่สอง (Xo/2) เสื่อมแบบ exponential decay
ผลคือ สองกองรวมกัน จะได้สินทรัพย์รวม
= (Xo/2)*exp(k1*t) + (Xo/2)*exp(-k1*t)
ซึ่งเขียนให้ดูง่ายขึ้น จะได้
= Xo * [exp(k1*t)+exp(-k1*t)]/2
เฉพาะส่วนที่ผมระบายสี มีชื่อเรียกรวมว่า hyperbolic cosine function หรือ cosh(kt)
= Xo * cosh(kt)
เรียกอะไรก็ช่างเถิด แต่สมการนี้ สามารถแตกกระจายด้วย Taylor Series ได้ว่า
=Xo * [ 1 + (1/2!)*(kt)^2 + (1/4!)*(kt)^4 + ...]
สมการนี้บอกอะไรเรา ?
สมการนี้บอกว่า ถ้าเราถูกและผิดพอ ๆ กัน เราจะยังสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
แต่ในระยะสั้น เราจะย่ำเท้าอยู่ที่เดิม
ดูกราฟนะครับ
ในช่วงต้น kt จะมีค่าน้อยมาก เช่น ถ้า kt คูณกันได้ 0.1 จะได้ว่า มูลค่ารวมตอนนี้ จะอยู่ที่ 1.01 Xo เท่านั้น แทบไม่เปลี่ยนไปเลย
ต่อให้ kt มีค่าสูงขึ้น เช่น 0.3 ผลนี้ก็ยังไม่ชัด แต่ก็พอเห็นได้ว่า เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
kt เกิน 1 เมื่อไหร่ จะเห็นการก้าวกระโดดทันที
คือช่วงแรก ผลด้านโตกับเสื่อม จะหักล้างกันเกือบสนิท ทำให้เราอยู่นิ่ง ๆ ตลอดเวลา
แต่เมื่อทิ้งช่วงนานขึ้น ส่วนที่โต ก็โตขึ้น ส่วนที่เสื่อมลง ก็เล็กลง เมื่อเสื่อมลงถึงจุดหนึ่ง ก็มีน้อยจนไม่มีความหมายอีก
ผลคือ ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง การเติบโตแบบ exponential growth จะกลับมาสู่สินทรัพย์โดยรวมนี้ได้อีก ทั้งที่การตัดสินถูกและผิดมีพอ ๆ กัน
ลองดูตัวเลขสมมตินะครับ
ถ้าผมไม่กระจายความเสี่ยงก่อน
ถ้าผมมี 100 นึง
ถ้าค่า k มีค่าเป็น 7 % ต่อปี จะได้ว่า
หากผมตัดสินใจถูก คูณสองเมื่อครบสิบปี
หากผมตัดสินใจผิด หารสองเมื่อครบสิบปี
ผมมีความเป็นไปได้สองทาง คือดีขึ้น หรือแย่ลง ซึ่งผมอาจไม่กล้าเสี่ยง เพราะไม่อยู่ในฐานะที่จะเสี่ยง
ดังนั้น ผมจึงใช้วิธีการกระจายความเสี่ยง กระจายไปสองทาง
ครึ่งแรก (50) บังเอิญเลือกถูก อีกสิบปีคูณสอง (=100)
ครึ่งหลัง (50) บังเอิญเลือกผิด อีกสิบปีหารสอง (=25)
ดังนั้น อีกสิบปีข้างหน้า ผมจะมี = 125
ถัดไปอีกสิบปีล่ะ ถ้าสิ่งที่ถูก ถูกต่อ สิ่งที่ผิด ผิดต่อ
ส่วนที่ถูก ตอนนี้โตเป็น 200 ส่วนที่ผิด เหลือ 25
รวมแล้ว จะกลายเป็น 225
เห็นไหมครับ โตขึ้นมาเป็นเท่าตัวกว่าได้เหมือนกัน แต่เหมือนกับไปเสียเวลาอยู่หลายปีเปล่า ๆ
กลายเป็นว่า การกระจายความเสี่ยงนั้น ต่อให้มีผิดพลาดกันบ้าง หากมีระยะเวลานานพอ ก็ไม่สร้างปัญหาแต่อย่างไร ยังโตได้
แต่ลองมาซูมดูระยะสั้นมาก ๆ ว่า หากดูเพียงปีเดียว จะเกิดอะไรขึ้นกับสองกอง 50-50 ที่เราแบ่ง
กองแรก จะเป็น 50*1.07= 53.5
กองที่สอง จะเป็น 50/1.07=46.73
รวมกันสองกอง จะได้ 100.23
ก็เรียกได้ว่า อยู่นิ่ง ๆ ที่เดิม แทบจะไม่กระดิกเลย
การกระจายความเสี่ยงในระยะสั้น จึงทำให้เราไม่ขึ้น ไม่ลง ทั้งที่เราตัดสินใจแบบถูกพอ ๆ กับผิด
นี่คือแนวคิดในการสร้างกองทุนรวมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือ ต่อให้เลือกผิดพอ ๆ กับถูก ในระยะยาว จะมีการเติบโตที่แท้จริงเกิดขึ้นเสมอ แต่ระยะสั้น อาจไม่น่าประทับใจเท่าไหร่
ใครถูกเกินครึ่ง ก็จะทำได้ดีกว่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก
แต่ชีวิตจริง มีประเด็นเรื่องกับดักทางทางจิตวิทยาขวางอยู่ ดังนั้น สิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนี้ อาจไม่ได้มีโอกาสเกิดขึ้นจริง เพราะเราไม่เปิดโอกาสให้เกิดขึ้น !
สวัสดีค่ะ
ตามประสบการณ์นะคะ
การถือหุ้นที่มีผลประกอบการดี หลักฐานดี ต้องถือยาว กินปันผล ไม่ซื้อขายบ่อยๆ ไม่ค่อยได้กำไรค่ะ พอได้จังหวะค่อยขาย
จึงควรเป็นเงินเย็นค่ะ
เรื่องหุ้นนี่ มีประสบการณ์มาก ทั้งดีและแย่เลยค่ะ
สวัสดีครับ
</div><p>sasinanda </p><ul>
<div style="padding: 0px 4px 4px 0px">
</ul>
ถ้า k1 เป็นลบ หมายถึงการเสื่อมทรุดลงแบบ exponential decay เช่น สารกัมมันตรังสีสลายตัว ยาส่วนใหญ่สลายตัว หรือในหมู่นักศึกษากว่าครึ่ง เงินที่มีจะลดลงแบบนี้ คือต้นเดือน ลดลงเร็วมากเพราะยังมีเงินมาก แต่ปลายเดือนแทบไม่เหลือ ก็จะลดลงทีละน้อย การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ช่วงแรกลดเร็ว ช่วงหลังลดช้าเสมอ
ความเห็นข้อนี้ อาจจะเป็นจริง ไม่ใช่เฉพาะกับ นักศึกษาเท่านั้น มั้งครับ :)
ผมมีข้อสงสัยกับ สมการที่คุณวิบุลยกมานิดนึง
k1 ซึ่งเป็นการตัดสินใจ "เข้าไปยุ่งกับสินทรัพย์"
ในกรณีของสินทรัพย์ 2 กอง ค่าคงที่ของการตัดสินใจนี้ น่าจะเป็น 2 ค่าที่ต่างกัน คือ k1 กับ k2 มากกว่าที่จะเป็นค่าเดียวกัน
แล้วก็จากตัวอย่าง ที่คุณวิบุลมีเงินอยู่ 100 นึง แล้วก็แบ่งการลงทุนเป็น 2 กอง
สมมติว่าในการลงทุนแต่ละอย่าง แต่ละปี มีโอกาส ที่จะ
โอกาสที่มันจะดีขึ้น ตลอดถึง 10 ปีนี่ มีแค่ (1/3)^10 เท่ากับโอกาส ที่จะแย่ลงตลอดทั้ง 10 ปี
เพราะฉะนั้น มันมีโอกาสเป็นไปได้ แต่ยังน้อยมากอยู่
ความรู้สึก (ความรู้สึกล้วนๆ ... ไม่มีคณิตศาสตร์ให้อิง..พิง..ยืน..หรือนอนหนุน) ถ้าไม่มีกรณีของเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้อง การกระจายความเสี่ยง น่าจะทำให้เราเท่าเดิม มากกว่าที่จะโต มันลดโอกาส ที่เราจะโต พร้อมๆกับลดโอกาสที่เราจะเล็กไปพร้อมๆกัน
แต่นั่นเป็นแค่ความรู้สึก อยากจะให้คุณวิบุลช่วย เอาคณิตศาสตร์ มาแย้งและขยายความอีกทีครับ จะรออ่านด้วยใจจดจ่อเหมือนกัน :)
โอกาสที่มันจะดีขึ้น ตลอดถึง 10 ปีนี่ มีแค่ (1/3)^10 [=0.0017 %]
> ไม่แน่ใจว่าจะตอบตรงคำถามหรือเปล่า ?...
ครับ
บังเอิญ (หรือไม่บังเอิญ?) ผมไม่ค่อยอยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตลาดหุ้น น่ะครับ เพราะฉะนั้นเลยไม่ค่อยมี ข้อมูลและขาดความเข้าใจ ในหลายเรื่อง
เรื่องมันอาจจะเริ่มมานาน ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม อยู่โรงเรียนบ้านนอก ครูเล่าให้ฟังถึงชาวนาชาวสวน ทำงานด้วยความยากลำบาก กว่าจะได้ข้าวแต่ละกระสอบ ผลไม้แต่ละเข่ง "พ่อค้าหน้าเลือด", "ขูดรีด", "เถ้าแก่โรงสี" (คำของครูสมัยนั้น) ซื้อมาจากชาวนา ถูกๆ แล้วเอาไปขายต่อแพงๆ
ฟังแล้วก็สงสารชาวนา แล้วก็เกลียดพ่อค้าหน้าเลือด ว่างั้นเหอะ
ถึงแม้ว่าจริงๆแล้ว แม้ตอนนั้น พ่อกับแม่ผมจะเป็น ชาวนา แต่ตอนมาเรียนก็มาอาศัยอยู่กับ ลุงป้าที่เปิดร้านขายของชำ อยู่ในตัวอำเภอ ก็เป็นพ่อค้า แม่ค้า ร้านของชำ
แต่ความรูสึกขณะนั้น ไม่ได้เอา สิ่งที่ครูพูด/สอน มาเชื่อมโยงกับความเป็นจริง เท่าไหร่ ความรู้สึก ถึงภาพ ชาวนาและพ่อค้า ตามคำที่ครูเล่า จะเป็นแบบ abstract แต่ความรู้สึกเกลียด น่ะ เกลียดจริง
พอโตขึ้น มองกว้างขึ้น (บ้างนิดหน่อย) เริ่มเอาสิ่งที่เรียนมา จับกับความเป็นจริง ก็เริ่มรู้สึกว่า มันไม่ง่ายอย่างนั้น การเอารัดเอาเปรียบ น่ะมีอยู่จริง ความไม่เท่าเทียมกัน ก็มีอยู่จริง แต่ภาพของพ่อค้า และ ชาวนา เริ่มเป็นภาพจริงมากขึ้น ในระดับหนึ่ง (ที่เป็นระดับตัวบุคคล -- จินตนาการของผมยังไม่รวมถึง นิติบุคคล, บริษัท, บรรษัทข้ามชาติ)
ตอนที่โตขึ้นมาอีกหน่อย เริ่มได้ยินคำว่า หุ้น การลงทุน ตลาดหลักทรัพย์
เคยฟังคนเขาเปรียบเทียบว่า
ชาวไร่ชาวนา ใช้หยาดเหงื่อแรงงาน ปลูกข้าวปลูกผัก เพื่อให้ได้ผลิตผล ให้คนได้กิน
พ่อค้าแม่ค้า ถึงแม้จะหาเงินจากความยากลำบากของชาวนา ชาวไร่ ทำงานไม่หนักเท่า ได้เงินเยอะกว่า ก็ยังทำประโยชน์ โดยการเอาสินค้าจาก ชาวไร่ชาวนา ไปส่งให้คนซื้อ
แต่พวก เล่นหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกตัวเองว่า นักลงทุนนี่สิ เป็นพวกขูดรีด หาผลกำไร จากพ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจอีกต่อหนึ่ง
ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อโลกจริงๆเลยแม้แต่น้อย
โดยความรู้สึกขณะนี้ มันก็พอบอกได้ว่า มันคงไม่ง่ายอย่างนั้น แต่ความรู้สึกที่ถูกปลูกฝังไว้ตั้งแต่ เด็กๆมันคงยังฝังลึกอยู่พอสมควรมั้งครับ ถึงแม้ว่า ความรู้สึกเกลียดชัง กับภาพของอะไรบางอย่าง ที่เป็นแบบ abstract จะไม่มี (หรือน้อยลงเยอะ)แล้ว
แต่ผมยังมอง บรรษัทข้ามชาติ, ตลาดหลักทรัพย์, การลงทุน, ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อะไรทำงนองนี้เป็นแบบ abstract อยู่น่ะแหละ เพราะไม่มีอะไรให้เอามาจับกับของจริงได้ หรือถ้าจะว่าไป concept ของอะไรบางอย่าง อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน น่ะ มันมีประโยชน์อะไรบ้าง กับโลกของเรา มันคงเป็นเรื่องที่นอกเหนือกว่าที่ผมจะเข้าใจได้ มั้งครับ
กลับมาที่เรื่องลงทุนอีกที ผมยังคงสนใจมันในแง่ของความรู้ น่ะครับ
ถ้าหากว่าเรื่องของการ ได้กำไรและการโตของบริษัท เป็นข้อมูลที่รับรู้กันได้โดยปกติ ทำไมพวกที่ลงทุนในตลาดหุ้น ถึงยังไปลงทุนในบริษัทที่เป็นลบ ล่ะครับทำไมไม่ย้ายการลงทุนมาลงในบริษัทที่เป็นบวก
ผมไม่คิดว่า คนเหล่านั้นจะเข้าใจ model ของคุณวิบุลที่บอกว่า ให้ลงทุนแบบกระจายความเสียงเป็นแน่แท้
และถ้าจะว่าไป ที่คุณวิบุลว่ามา ก็เป็นเรื่องของการกระจายความเสี่ยง โดยการเลือกลงทุนในหลายๆบริษัท ว่างั้นเหอะ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้ไปลงทุนในบริษัทที่ได้กำไรบางส่วน และไปลงทุนในบริษัทที่ขาดทุนบางส่วน เพราะเผื่อว่าบริษัทที่ได้กำไร มันอาจจะขาดทุนในอนาคต และบริษัทที่ขาดทุน มันอาจจะได้กำไรบ้าง ในอนาคต
สมมติถ้าผมเลือกที่จะลงทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ และมีข้อมูลย้อนหลัง ให้ตัดสินใจยาวมากเป็นสิบปี ผมก็น่าที่จะเลือกลงทุนในบริษัทที่ โดยเฉลี่ยแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้กำไร
...
เอผมรู้สึกว่าจะออกนอกเรื่อง ที่คุณวิบุลพูดมามากเกินไปแล้วมั้งครับ
(ยังมีต่อครับ…)
ก็จะทำให้คนอื่นหมั่นใส้ ว่าคนอะไรวะ ไม่ทำงานทำการ เสือกรวย โคตรกดขี่เลย แล้วก็เกิดเป็นความคิดแอนตี้ขึ้นแบบเหมารวม
(คาดว่ามีต่อ...ขอไปทำงานอื่นก่อน)
สวัสดีค่ะ
sasinanda
อ่านเพลิน ได้ความรู้มากค่ะ
บริษัทของดิฉันเคยอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มาก่อนจนบัดนี้ ก็มีทั้งดี ไม่ดี แต่โดยภาพรวมดีค่ะ
ดิฉันเอง ทำงานมาเหนื่อยมากๆ แต่เมื่อ ผลประกอบการดี มูลค่าหุ้นก็สูงขึ้น ขายหุ้นออกไปบางส่วน ก็พอหายเหนื่อยค่ะ
เรื่องผลิตภัณฑ์การเงิน ตอนนี้มีใหม่ออกมาอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของการลงทุนใหญ่ๆค่ะ ไม่ใช่รายบุคคล ดิฉันเอง ก็ยังทึ่ง ว่าทำไมคิดอะไรมาได้ใหม่ๆอยู่เรื่อย แต่เป็นอเมริกาคิด เดี๋ยวเราก็ตามค่ะ
เรื่องการเงินนี้ ทางฟากการเงิน เขาก็มีแนวคิดของเขา และเขาอธิบายได้เป็นเหตุเป็นผล คิดว่าโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ค่ะ
</font><ul>
</ul>
สวัสดีค่ะอาจารย์คะ
เท่าที่ดู มีอาจารย์สนใจเรื่องแบบนี้ ...การเงิน....มากนะคะ เป็นเพราะอาจารย์เก่งคณิตศาสตร์นั่นเอง
จริงๆเป็นเรื่องเข้าใจยากและน่าง่วงมาก
คนที่ทำงานด้านนี้ ต้องมีใจรักค่ะ เพราะน่าเครียดทีเดียว
และเขียนเล่าลำบาก เพราะ บางอย่างไม่น่าเขียน มันเป็นtacticของการทำงานเฉพาะ
ตัวเองไม่รู้มาก จะทำอะไรเป็นเรื่อง เป็นราว ด้านการเงิน ต้องจ้างเขาค่ะ
นี่คือเหตุผลว่า ทำไม บริษัทที่คิดจะทำเรื่องอะไรบางอย่าง จึงต้องมีที่ปรึกษาการเงิน มันจำเป็นจริงๆ และใครๆทั่วไปก็ทำไม่ได้เ ถ้าไม่มีlicense
สวัสดีครับ พี่ <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
</div><div class="info">
sasinanda </div><ul>
</ul>
สวัสดีค่ะ
sasinanda
ถ้าเล่าแล้วมันจะเข้าเรื่อง และมีคนสนใจหรือคะ มันเป็นอะไรที่ไม่เหมือนกันนะคะ
แต่ถ้าด้านวิชาการ น่าสนใจนะคะ มีคนอ่านค่ะรับรอง
เรื่องการเงิน มีอะไรซับซ้อนอยู่ค่ะ บางทีเข้าใจไม่ง่าย แต่ก็น่าสนุกถ้าไม่หลับเสียก่อน
สำหรับตลาดหุ้น ถ้าหุ้นเราเข้าตลาด ก็ไม่ต้องทำอะไร คอยติดตามตลอดกลัวหุ้นตก เงินเราก็หายด้วย
พอหุ้นตก เราก็ต้องเข้าไปพยุงไว้ บางทีไม่ต้องกินข้าว อิ่มหุ้น แล้วบางทีติดลมบน ปล่อยออกยากด้วย
ต้องมีวิธีการปล่อย ไม่ดีหรอก เครียดค่ะ
สวัสดีครับ พี่