- ทีนี้ เนื่องจากกระบวนการเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของกิจการ เขาทำโดยระบบการประมูลราคาใบหุ้น การประมูลเราก็รู้ว่า ขึ้นกับความพอใจ ขอเพียงพอใจซื้อแพงเพราะฝันหวานยามตื่น ขอเพียงพอใจขายถูกเพราะรู้สึกฝันร้ายยามตื่น ล้วนเกิดการเปลี่ยนมือไม่ยาก และทำให้เกิดกำไรขาดทุนได้ทันที
- คนที่อ่อนไหวง่าย (ดูหนังซึ้ง ๆ แล้วน้ำตาหยด ?) เห็นราคาน่าตื่นเต้น ไปร่วมแจมรายนาที เดี๋ยวซื้อเดี๋ยวขาย นั่นก็เป็นนักเก็งกำไรไป แต่จริง ๆ คือ เป็นนักพนันผสมโรง
- แต่กลุ่มนี้ ต่อให้ไม่มีตลาดหุ้น เขาก็มีทางออกในการพนันของเขาจนได้อยู่ดี ในรูปแบบที่เราอาจนึกไม่ถึง
- คราวนี้ ใครถือยาว ก็กลายเป็นนักลงทุนไป
- แต่เรียกให้ไพเราะ ทุกคนที่ซื้อขาย ก็ล้วนเป็นนักลงทุน
- ทีนี้ มีบางคน ดวงดี เก่ง เฮง อะไรก็ตามแต่ ใช้เวลาสั้น ๆ แล้วกำไรได้เยอะ
ก็จะทำให้คนอื่นหมั่นใส้ ว่าคนอะไรวะ ไม่ทำงานทำการ เสือกรวย โคตรกดขี่เลย แล้วก็เกิดเป็นความคิดแอนตี้ขึ้นแบบเหมารวม - แต่เขาอาจไม่เคยเห็นคนที่ล้มละลายขายบ้าน ที่ต้องเดินจากไปแบบมือเปล่า โชกเลือด เพราะในระยะที่สั้นมาก ๆ เป็นรายวันนั้น การซื้อขายหุ้น ประมาณการด้วยกฎ zero sum game คือ คนหนึ่งได้ คนหนึ่งจะเสีย
- แต่ระยะยาว คนที่เป็นเจ้าของกิจการ จะโต จะเสื่อม ก็ไปตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการ
- แต่การโต การเสื่อมตามปัจจัยพื้นฐาน มันเปลี่ยนช้ามากๆๆๆๆ เมื่อเทียบกับการเก็งกำไรรายวัน
- ภาพออกไป ก็เลยกลายเป็นการเข้าบ่อนของชนชั้นศักดินาไป
- ทำไมเขาไม่ทำตามทฤษฎี ไม่แปลกครับ
- เพราะการลงทุน เขาซื้ออนาคต ไม่ซื้ออดีต
- ผลประกอบการเคยดี อาจไม่ดีในอนาคตก็ได้ ไม่มีใครมารับประกันแทนใครได้
- คือเรามองไปข้างหน้า ทุกอย่างดูมัวไปหมด ราวอยู่ในม่านหมอก แต่มองกระจกหลังรถ มองเห็นชัดแจ๋ว
- ผลคือ ทุกคนไม่มีทางรู้ว่าที่ตนไปลงทุน จะออกหัวออกก้อย ได้แต่คาดเดาเข้าข้างตัวเองว่า โอเค รายนี้ เคยฝีมือดีมาตลอด คงไม่มือตกตอนเราไปยุ่ง
- ขนาดมีข้อมูลเก่าหนุนหลัง ก็อาจพลาดได้ เรื่องธรรมดาครับ
- เหมือนกับเราคบคนนั่นแหละ เราเคยคบเขามาสิบปี แน่ใจหรือครับ ว่าอนาคตเขา จะเป็นคนเดิมตลอดไป ? ต่อให้รู้ข้อมูลแน่นปึ้กก็เถอะ
- กลับมาที่ blog อีกที ผม assume ว่า เราตัดสินใจถูกพอ ๆ กับผิด คือ เล็งอย่างดีเต็มที่ อาจมีผิดกันได้
- ไม่ได้หมายความว่า เห็นมันแย่แล้ว เลยไปลงทุนซะหน่อย เพื่อ ให้สมดุลกับที่มันดีแล้วไปลงทุน
- ฮาโรย...ม่ายช่ายพรรค์นั้นทีแล
(คาดว่ามีต่อ...ขอไปทำงานอื่นก่อน)