เมื่อโลกไร้พรมแดน วัฒนธรรมเกิดการเคลื่อนที่ ท่ามกลางความหลากหลาย ส่งผลให้เกิดทั้งการเรียนรู้และการเปรียบเทียบ ในแวดวงการศึกษา “มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นองค์กรสร้างปัญญาให้กับสังคมหนึ่งๆ มีการพูดถึงการประกันคุณภาพการศึกษาและความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยมากขึ้น นำมาซึ่งการจัดอันดับทางวิชาการ ทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติ ซึ่งแตกต่างไปจากอดีต ที่มักเป็นเรื่องสนทนาในวงแคบๆ ของนักวิชาการ ดังนั้น การปรับปรุงให้มหาวิทยาลัยมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อนำไปสูความเป็นเลิศทางวิชาการจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรตระหนักและให้ความสำคัญ
ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ได้มีการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนการบริหารมหาวิทยาลัยให้ก้าวสู่ความเป็นสากล เพราะเล็งเห็นถึงจุดอ่อนของการบริหารมหาวิทยาลัยของประเทศมายาวนาน จึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งออกนอกระบบ โดยพยายามผลักดันปรับเปลี่ยนระบบ “มหาวิทยาลัยของรัฐ” ให้กลายมาเป็น “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล” ซึ่งในรัฐบาลชุดต่อๆ มา ก็ได้สานงานต่อและบรรจุแนวคิดนี้ไว้ในนโยบายหลักของรัฐบาล
ต่อมา การผลักดันให้มหาวิทยาลัยของรัฐ แปรสถานภาพมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อประเทศไทยประสบกับปัญหาสภาพวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รัฐบาลไทยต้องลงนามสัญญาเงินกู้ในหนังสือแสดงเจตจำนงขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Interaltional Montary Fund : IMF) และธนาคารพัฒนาเอเซีย (Asian Development Bank : ADB) เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2541 ซึ่งในสัญญาดังกล่าวมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง คือ ประเทศไทยต้องทำให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ปรับเปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลภายในปี 2545 เพื่อแก้ปัญหาการอุดมศึกษาของประเทศ และเพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 จะต้องมีมหาวิทยาลัยของรัฐอย่างน้อย 1 แห่ง ออกนอกระบบราชการ
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2541 พระราชบัณญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งนับว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของรัฐบาล ที่เปลี่ยนสถานะมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล (รายงานประจำปีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. 2541: 4) โดยหลังจากนั้น มีมหาวิทยาลัยอีก 3 แห่งได้ปรับเปลี่ยนสถานะมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขณะที่มีมหวิทยาลัยอีกหลายแห่งได้ตั้งเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐด้วย ซึ่งจากการคาดการณ์ในเวลานั้นคาดว่า ทุกมหาวิทยาลัยน่าจะออกนอกระบบได้ทั้งหมดภายในปี 2549
นอกจากนี้ ในอนาคต มหาวิทยาลัยราชภัฏและราชมงคลต่างๆ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกนอกระบบราชการด้วยเช่นกัน แต่ในขณะนี้ยังขาดความพร้อมอย่างมาก ซึ่งต้องให้เวลากับการปรับตัวและการพัฒนาบุคลากร แต่อย่างไรก็ตาม สถาบันราชภัฏอีกหลายแห่ง อาทิ สวนสุนันทา และสถาบันราชภัฏ/ราชมงคลที่มีชื่อเสียง ก็มีความสนใจที่จะขอเป็นแถวหน้าเสนอตัวออกนอกระบบด้วย
อย่างไรก็ตาม การออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลในปัจจุบันนับได้ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะยังมีอีกหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และแสดงความคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษา และผู้ปกครอง ซึ่งส่งผลให้การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเดินหน้าได้อย่างเต็มที่
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับการที่มหาวิทยาลัยของรัฐ ยังไม่สามารถออกนอกระบบได้อย่างเต็มรูปแบบ และผลที่หลายฝ่ายคาดว่าจะติดตามมาจากการออกนอกระบบ เช่น ค่าหน่วยกิตที่เพิ่มสูงขึ้น การเน้นการศึกษาในเชิงธุรกิจเนื่องจากต้องหารายได้เลี้ยงตนเอง เสรีภาพทางวิชาการที่อาจน้อยลงเนื่องจากการวิจัยหรือการแสดงความคิดเห็นใดต้องเป็นที่ตรงกับความต้องการของผู้บริหารและผู้ว่าจ้าง มาตรฐานการศึกษาลดลง โอกาสทางการศึกษาของคนจนลดลง เนื่องจากค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้น การที่ผู้บริหารคืออธิการบดีคุมอำนาจเบ็ตเสร็จเด็ดขาด และการขาดความภักดีต่อองค์กร อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาพร้อมที่จะย้ายไปอยู่สถาบันการศึกษาใหม่ทันทีเมื่อมีการเสนอค่าตอบแทนมากขึ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right"> </p>
เห็นด้วยครับ
ควรหันหน้ามาคุยกันอย่างจริงจังค่ะ
ครับเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ทุกฝ่ายต้องเปิดใจ
แนวคิดนี้ผมเห็นด้วยนะ ได้รู้จักพระจอมเกล้าธนบุรีมาระยะหนึ่ง ทั้งห่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง
มีคำพูดของท่านอธิการบดีกฤษณพงษ์ เรื่องนี้ไว้เหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าผมจะขออนุญาตนำเสนอแนวคิดของ ดร.กฤษณพงษ์ ผ่านพื้นที่นี้ได้หรือไม่ รบกวนคุณนก(ไม่แน่ใจใช่ชื่อนี้ไหม) ตอบด้วยนะครับ