การลงประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 นี้ เป็นตัวชี้วัดเกี่ยวกับอารมณ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยในปัจจุบันได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ควรนำไปขบคิดวิเคราะห์ก็คือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และความเป็น "มืออาชีพ" ของทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้น้อยหรือผู้ใหญ่ก็ตาม

พี่น้องทุกท่านคงได้รับทราบผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แล้ว คงจะไม่เกินความคาดหมายเพราะมติที่ "รับ" มากกว่า "ไม่รับ" เป็นสัดส่วนประมาณ 60/40 โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์เพียงร้อยละประมาณ 55 เท่านั้น

แต่สิ่งที่น่าวิเคราะห์ก็คือ เหตุผลของแต่ละฝ่ายในการ "รับ" หรือ "ไม่รับ" ร่าง รธน. ต่างหาก เพราะผู้ใหญ่และเพื่อนๆ หลายท่านต่างบอกตรงกันว่า ที่รับเพราะมีเงื่อนไขหรือเหตุจำเป็นอย่างไร ที่ไม่รับเพราะเหตุใด

จะไม่ขอกล่าวถึงเหตุผลของแต่ละฝ่าย เพราะทุกท่านต่างก็มีคำตอบอยู่ในใจ เพียงแต่ผมเป็น 1 ใน 45% ที่ไม่ยอมไปใช้สิทธิ์ในการลงประชามติครั้งนี้

บางท่านอาจจะตำหนิคนอย่างผมหรือคนที่นอนหลับทับสิทธิ์ ไม่ยอมไปลงคะแนนว่า ขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง ซึ่งก็ต้องขอบอกว่า จิตสำนึกทางการเมืองของคนที่คิดอย่างผมนั้นมี และมีอยู่มากเกินกว่าที่ใครหลายคนคิด

ลองย้อนไปในอดีตเมื่อ 2 เมษายนที่ผ่านมา มีการจัดการเลือกตั้งเพราะการยุบสภา ซึ่งมาจากการที่ท่านอดีตนายกฯ (ขณะนั้น) ไม่กล้าที่จะถูกซักฟอกจากบรรดานักการเมืองในรัฐสภา เสมือนเป็นการหนีความผิดที่ตนเองได้ก่อไว้

ดังนั้น เมื่อมีการจัดการเลือกตั้งโดยดูเหมือนว่า จะมีการใช้เสียงของมวลมหาชนในการชำระความผิดของเขา การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงไม่มีความชอบธรรม ไม่อาจชักนำคนอย่างพวกผมให้ไปใช้สิทธิ์ได้ เพราะหากไปเลือกก็เท่ากับการรับรองว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งนั้นมีความชอบธรรม แม้ว่าท่านจะลงมติไม่ออกเสียงก็ตาม

กลับมาที่การลงประชามติครั้งนี้ ดูเหมือนว่า ฝ่ายที่ลงประชามติ "รับ" ร่างรธน. นั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายการเมือง ต้องการที่จะให้บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว ซึ่งก็มีเป็นจำนวนมาก

ส่วนฝ่ายที่ไม่รับร่าง รธน. นั้น อาจแยกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ก็คือ กลุ่มที่โดนชัดจูง หว่านล้อมโดยกลุ่มทุนการเมือง กับกลุ่มปัญญาชน นักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มฐานอำนาจเก่า จากผลที่ออกมาก็พอจะทราบได้ว่าเป็นพื้นที่ของใคร ผู้แทนคนใด ซึ่งก็ไม่ยากที่จะตรวจสอบเพราะพื้นที่ที่มีการลงมติ "ไม่รับ" ร่าง รธน. นี้ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอิสาน และภาคเหนือ ซึ่งตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ทำให้พอที่จะอนุมานได้ว่า มีการเคลื่อนไหวเพื่อ"ล้ม" การลงประชามติครั้งนี้จริงๆ

ส่วนกลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มปัญญาชนคนชั้นกลาง กับนักวิชาการ ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นฐานอำนาจเก่า แต่เป็นคนที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย (ในระดับหนึ่ง) ในความเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น ต้องขอยกย่องว่า พวกท่านเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญยกย่องเป็นที่สุด แต่ในส่วนลึกๆ นั้น หากได้ลองรับฟังหรือพิจารณาดีก็จะพบความข้องใจในอุดมการณ์ประชาธิปไตยหลายๆ ส่วน ดังนี้

1. จากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การเสวนาในระยะที่ผ่านมา (โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่าย 19 กันยาฯเก่าตามเว็บไซต์หรือหน้าหนังสือพิมพ์) นั้น ได้ขยายถึงจุดบกพร่องที่ไม่ดีไม่เหมาะสมของร่าง รธน.ปี 50 ค่อนข้างมาก แต่กรอบที่นำมาขยายเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่ไม่ดี จนคนที่ไม่ได้อ่านและวิเคราะห์ร่างรธน.มาอย่างรอบด้าน อาจหลงเชื่อกลุ่มบุคคลนี้ได้อย่างง่ายดาย จนมองเห็นแต่เพียงด้านเพราะทุกท่านอย่าไปลืมว่า ความเป็นนักวิชาการนั้นต้องอยู่บนหลักการและเหตุผล ความถูกต้องชอบธรรมก็จริง แต่ความเป็นนักวิชาการนั้นเองอาจทำให้พวกเขามีมุมมองที่เป็น "วิชาการ" มากเกินไป จนบางครั้งนำมาอธิบายปัญหาสังคมและแนวทางแก้ไม่ได้ หรือได้แต่น้อยเกินไป

2.เกี่ยวกับเรื่องที่มาของ รธน. ในหลักการที่ว่า "ประชาธิปไตยต้องมีที่มาจากความเป็นประชาธิปไตย หากที่มาไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่มีทางเป็นประชาธิปไตย" หรือ "ประชาธิปไตยไม่มีทางงอกออกมาจากปลายกระบอกปืน" นั้น ท่านทั้งหลายอาจลืมนึกถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้วว่า ส่วนใหญ่ล้วนแต่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่นทำลายอำนาจเผด็จการทั้งนั้น เช่น การปฏิวัติปี พ.ศ.2475 การอภิวัฒน์โดยทหารโปรตุเกส เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ทั้งหมดดังกล่าวสามารถอธิบายได้ชัดๆ หรือไม่ว่า ใช้วิธีหรือกระบวนการแบบประชาธิปไตย มีนิยามหรือคำจำกัดความว่า การขับไล่เผด็จการโดยวิถีประชาธิปไตยเป็นอย่างไร ซึ่งจากการเข้าสังเกตการณ์แล้วล้วนแต่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น รธน.ปี 2540 ที่เราเชื่อเหลือเกินว่า ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่เราไม่เคยนึกถึงคำท้วงติงของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง นักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ที่เคยวิเคราะห์ว่า "ระวังรธน.ฉบับนี้จะทำให้บ้านเมืองหายนะ" ผลเป็นอย่างที่ท่านเห็น เราได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง บริหารงานมีประสิทธิภาพ รวดเร็วทันใจชาวบ้าน เศรษฐกิจดี ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่านำไปสู่ความพินาจย่อยยับ เรามีรัฐสภาผัวเมีย องค์กรอิสระถูกแทรกแซง กลไกตรวจสอบทำงานไม่ได้ ผู้นำมีปัญหาจริยาธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อนแต่หาได้มีจิตสำนึกอย่างผู้นำที่ดีไม่ ที่สำคัญที่สุดคือ เรา (ทุกคน) ยอมได้อย่างไรในการให้ผู้มีอำนาจทำการปราบปรามประชาชนเพียงแค่อ้างว่าทำสงครามยาเสพติดจำเป็นต้องตัดเนื้อร้ายทิ้งบ้าง โดยหารู้ไม่ว่า การกระทำเช่นนั้นอาจมีโอกาสถูกฟ้องว่าเป็นอาชญากรสงครามได้สักวันหนึ่ง (และที่สำคัญ เราทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบด้วยที่ส่งสัญญาณให้ผู้นำของเรากระทำเช่นนั้น...เราต้องรับผิดชอบ)

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การที่มาจากประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ตรงกันข้าม หากอ้างแต่มติมหาชนในความชอบธรรมตามแบบฉบับประชาธิปไตยแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะโดนผู้ที่ขาดจิตวิญญาณประชาธิปไตยกล่าวอ้างแล้วทำตามความต้องการของตนเองแต่เพียงผู้เดียว (อยากให้ท่านไปลองดูภาพยนตร์ Star Wars Episode III: Revenge of The Sith ที่ท่านวุฒิสมาชิกอมิดาลาห์กล่าวกับกษัตริย์แห่งออลเดอรานว่า ประชาธิปไตยถูกทำลายท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งของมวลมหาชน ท่านลองเก็บไปคิดดูกับการเมืองในสมัย รธน.40 ก็แล้วกัน)

3.อารมณ์ของผู้คน ผู้นำในท้องถิ่นบางท่านใช้อารมณ์อยู่เหนือความเป็นเหตุเป็นผล เพียงเพราะข้าราชการบางส่วนทำไม่ดีกับท่าน ซึ่งอาจทำให้พวกเขาเหล่านั้นลงมติไม่รับร่าง รธน.ครั้งนี้ ซึ่งการเอาความรู้สึกส่วนตัวอยู่เหนือเหตุผลนี่เอง เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาความเป็นประชาธิปไตย หรือการพัฒนาด้านใดๆ ก็ตาม

สำหรับคนที่มีความคิดเป็นกลาง แม้ว่าเราจะไม่ชอบข้าราชการที่ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ หรือการใช้อำนาจบาตรใหญ่ แต่นั้นเป็นเรื่องที่จะต้องจัดการในภายหลัง ต้องคำนึงถึง "สิ่งสำคัญกว่าในภายหน้า" มากกว่าจะตัดสินสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ณ ขณะนี้ ซึ่งหากตัดสินใจผิด อนาคตที่ดีกว่าก็จะสูญหายไปทันที

ข้อเสนอแนะ

แม้บางท่านจะเห็นว่าบันทึกชุดนี้ออกไปในแนวทางสนับสนุนการรับร่างมากกว่าไม่รับร่างก็ตาม แต่ความเป็นจริงผมอยากที่จะให้มีช่อง "ไม่ลงคะแนนเสียง" หรือช่องที่ว่า รับเพราะเหตุใด ไม่รับเพราะเหตุใด เพราะสิ่งที่หลายคนกระทำแบบเดียวกันก็คือ ไม่เห็นว่าจะต้องถูกเลือกให้ "รับ" หรือ "ไม่รับ" เพราะทุกคนรู้ดีว่า ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดอำนาจก็ยังมิอาจอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง

ทางเลือกสำหรับการเมืองไทยก็คือ เราจะต้องสร้างฐานความเป็นประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทย (ที่ไม่เหมือนประชาธิปไตยแบบตะวันตก) เริ่มที่ตัวบุคคล ชุมชน ครอบครัว โรงเรียน หน่วยงาน จนถึงระดับประเทศ อาจจะใช้เวลานานเป็น 10-20 ปี แต่ควรต้องเริ่มทำเดี๋ยวนี้ ถึงแม้จะเคยได้ฟังจากพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เป็นนักกฎหมายว่า คงจะต้องทำใจที่เมืองไทยของเราอาจจะย่ำอยู่อย่างนี้อีกหลายสิบปีเพราะความเป็นเครือญาติ พวกพ้องและศักดินา 

แต่หากเราทำให้คนเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง ประชาสังคมเข้มแข็งแล้ว ไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจ จะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ นายทุน ทหาร ฯลฯ เขาก็จะไม่สามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป เรานั่นแหละที่จะมีอำนาจในการบังคับควบคุมเขาเหล่านั้น

ฝากถึงนักวิชาการ ปัญญาชน รวมถึงท่านผู้นำทั้งหลาย ขอให้ท่านกลับไปคิดทบทวนดู โดยเฉพาะเรื่อง "ความชอบธรรม" กับ "เจตจำนงทั่วไปของระบอบประชาธิปไตย" ก็แล้วกันครับ

สวัสดี