แปลกจริงหนอชีวิตของผู้ศรัทธา

  แปลกจริงหนอที่ผู้ศรัทธารักสิ่งหนึ่งแต่ก็จำละจากสิ่งที่รักนั้นเพื่อไปยังสิ่งที่รักอีกสิ่งหนึ่งและกลับคืนสู่สิ่งที่รักนั้นอีกในรอบวันและคืน  
  • แปลกจริงหนอชีวิตของผู้ศรัทธา
  • ขณะที่กำลังนอนหลับบนที่นอนอันอ่อนนุ่ม มีคู่ชีวิตอันเป็นที่รักนอนอยู่ข้างๆ ณ รัตติกาลที่สุข สงบ ไม่มีใครปรารถนาที่จะละจากการนอนอันสุขสบายนี้
  • แต่แล้วเสียงปลุกจากพระผู้อภิบาลของเขา ซึ่งได้เคยปลุกนบี   มุหัมมัดความว่า "โอ้ ผู้คลุมกายอยู่เอ๋ย จงยืนขึ้น (ละหมาด) เวลากลางคืน เว้นแต่เพียงเล็กน้อย (ไม่ใช่ตลอดคืน) ครึ่งหนึ่งของเวลากลางคืน หรือน้อยกว่านั้นเพียงเล็กน้อย หรือมากกว่านั้น และจงอ่านอัลกุรอานช้าๆเป็นจังหวะ (ชัดถ้อยชัดคำ)" (ซูเราะฮฺอัลมุซัมมิล:1-4)
  • นับแต่อายะฮฺหรือโองการนี้ถูกประทานลงมาครั้งนั้น อายะฮฺดังกล่าวยังคงปลุกบรรดาผู้ศรัทธาคืนแล้วคืนเล่าจนถึงปัจจุบัน นี้และต่อไปจวบจนถึงวันสิ้นโลก
  • ผู้ศรัทธาบางคนได้ตื่นขึ้นในขณะที่หลายคนยังคงหลับไหล แม้จะอาลัยที่นอนอันสุขสบายและคู่ชีวิตที่หลับอยู่ข้างๆ แต่เขาก็ละจากที่นอนและยืนขึ้นละหมาดด้วยการอ่านอัลกุรอานช้าๆ ด้วยเสียงที่ไพเราะ และด้วยการทำเช่นนั้นเขาเริ่มรู้สึกรักการทำเช่นนั้น เขายืน(กิยาม)นานและนาน ก้มและกราบนานและนิ่งที่ได้ใกล้ชิดกับพระผู้อภิบาลของเขาและอ้อนวอน ขอต่อพระองค์จากใจที่เปี่ยมหวังในความช่วยเหลือของพระองค์ในขณะที่ดวงจิต ของเขามีความสุขสงบกับการละหมาดยามรัตติกาลอยู่นั้นเสียงอาซานหรือเสียง ประกาศเชิญชวนสู่การละหมาดศุบฮฺหรือละหมาดยามรุ่งอรุณก็พลันดังขึ้น
  • แม้จะรักการกิยามเพียงใดเขาก็ต้องละจากมันไปอย่างเสียดายและมุ่งสู่มัสยิด เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลแห่งรุ่งอรุณ ณ แถวของผู้ละหมาดเขาและบ่าวอื่นๆได้ร่วมละหมาดศุบฮฺ เป็นการเริ่มวันใหม่ด้วยการขอดุอาหรือขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า
  • "วะอาลัยกุมุสสลาม" เสียงสลามของอิมามนำละหมาดบอกให้ทราบว่าการละหมาดได้สิ้นสุดลง และเขาจำต้องอำลามัสยิดของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อกลับไปยังบ้านของพวกเขา ครอบครัวของพวกเขา ภรรยาและลูกๆอันเป็นที่รัก แต่เมื่อโมงยามแห่งการทำงานมาถึงเขาก็ได้จากลาบ้าน ภรรยาและลูกๆเพื่อไปทำงานหา  ริซกีหรือปัจจัยยังชีพสำหรับมาเจือจุนครอบครัว
  • และขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับการแสวงหาปัจจัยยังชีพอยู่นั้นเสียงอาซาน ประกาศเชิญชวนสู่การละหมาดซุฮฺรีหรือละหมาดยามเที่ยงก็ดังขึ้น แม้ว่าจะสนุกและเพลิดเพลินกับการทำงานเพียงใดเขาก็จำต้องละจากที่ทำงานมุ่ง สู่มัสยิดเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้ทรงประทานริซกีแก่เขาและครอบครัว เพื่อขอบคุณพระองค์ และขออภัยโทษต่อพระองค์ในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งวัน
  • และเมื่อการละหมาดได้เสร็จสิ้นลง หลังจากที่ได้ขอบคุณในความโปรดปรานของพระผู้อภิบาลของเขา เขาก็กลับไปทำงานอีกครั้ง และในช่วงปลายของวันเสียงอาซานละหมาดอัศรีหรือละหมาดยามเย็นก็ดังขึ้นอีกครั้ง แม้จะสนุกกับการทำงานเพียงใด เขาก็ไดละจากมันและมุ่งสู่มัสยิดเพื่อเขาเฝ้าพระองค์อีกครั้งเพื่อขอบคุณพระองค์และ ทบทวนผลการทำงานในช่วงที่สองของวัน ขออภัยโทษต่อพระองค์ในความผิดพลาดที่มี
  • หลังจากนั้นเขาก็กลับไปยังครอบครัวของพวกเขา พร้อมด้วยบางส่วนของริซกี เขาและครอบครัวได้บริโภคจากริซกีนั้น
  • เมื่อตะวันกำลังลับขอบฟ้าเสียงอาซานสู่การละหมาดมัฆริบหรือละหมาดยามหัวค่ำก็ดังขึ้น เขาละจากครอบครัวอีกครั้ง มุ่งสู่มัสยิดเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลของพวกเขา หลังจากนั้นก็กลับคืนสู่ครอบครัว
  • ขณะที่เขาอยู่กับครอบครัวเสียงอาซานสู่การละหมาดอีชาหรือละหมาดยามค่ำก็ดังขึ้นเขาละ จากครอบครัวอีกครั้งเพื่อไปยังมัสยิด เพื่อการขอบคุณในความโปรดปราน เพื่อทบทวนสิ่งที่ได้ทำมาตลอดวัน และขออภัยโทษในความผิดพลาดต่างๆและเพื่อขอดุอาสำหรับการชี้นำของพระองค์สำหรับ วันพรุ่งนี้ที่จะมาถึง หรืออาจจะมาไม่ถึง วัลลอฮฺฮูอะอฺลัม หลังจากนั้นเขาก็กลับสู่ครอบครัว
  • แม้ว่าเขาอาจจะเพลิดเพลินอยู่กับครอบครัว แต่ความง่วงก็ได้ครอบงำเขาและมันได้ทำให้เขาจำต้องละจากการตื่นของเขาสู่การนอนหลับ พักผ่อน เป็นการอำลาจากโลกชั่วคราว หรือในบางคนอาจจะอำลาอย่างถาวร วัลลอฮฺฮูอะอฺลัม
  • แปลกจริงหนอที่ผู้ศรัทธารักสิ่งหนึ่งแต่ก็จำละจากสิ่งที่รักนั้นเพื่อไปยังสิ่งที่รักอีกสิ่งหนึ่งและกลับ คืนสู่สิ่งที่รักนั้นอีกในรอบวันและคืน
  • จนกระทั่งเขาได้กลับไปยังพระผู้เป็นที่รักยิ่งสูงสุดสู่ชีวิตอันนิรันดร์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตัรบียะฮฺ : tarbiyah

คำสำคัญ (Tags)#ชีวิต#รัก#ผู้ศรัทธา#มุมิน#แปลกจริงหนอ

หมายเลขบันทึก: 120313, เขียน: 17 Aug 2007 @ 23:09, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 19:57, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (4)

นี้เป็นกระบวนการหนึ่งในการสร้างทรัพยากรที่สำคัญของโลก ครับ
Abdurrahman Tolong
IP: xxx.150.112.102
เขียนเมื่อ 20 Aug 2007 @ 14:32

Asalamualaikum.

Jika kita sudah dapat  munajat bersama dengan Maha pemurah dan Maha Pengasih,  tidak  anaihnya jika kita ketepikan segala sesuatu di dunia ini. itulah hakikat hidup manusia, Terima kasih, ustaz Ibrahim kedai payung. Jazakallah hukhaira. 

อ.อาลัม
เขียนเมื่อ 20 Aug 2007 @ 16:50
  • ครับอาจารย์
    P
    จารุวัจน์
  • นี่คือ"ทางนั้น"ที่นบีมุหัมมัด ศ็อลฯ ได้เดินไปและศอหาบะฮฺทั้งหลายก็เดินตาม รวมทั้งบรรดาสลาฟุศศอลิหและเหล่าปราชชญ์แห่ง อิสลามใช้ในการเดินทางแสวงหา ความโปรด ปรานจากพระผู้ทรงกรุณาปรานีและเมตตา ยิ่งเสมอครับ
อ.อาลัม
เขียนเมื่อ 20 Aug 2007 @ 22:44
  • เรียนอุสตาซAbdurrahman Tolong
  • วะอาลัยกุมุสสลาม
  • ขอบคุณมากครับสำหรับข้อคิด เบื้องหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺแล้ว แน่นอนที่ว่าโลกนี้นั้นไร้ค่าโดยสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับปรโลกและชีวิตอันนิรันดร์ ณ ที่นั่น
  • อย่างไรก็ตามอัลลอฮฺได้ทรงส่งมนุษย์เรามายังโลกนี้ระยะหนึ่ง อันเป็นเสมือนสนามสอบซึ่งมนุษย์จะถูกทดสอบในมิติต่างๆของชีวิตของเขา ณ สนามสอบนี้
  • เนื่องจากในอิสลามมิได้กำหนดให้มีนักบวช มุสลิมทุกคนจึงเป็นทั้งผู้ครองธรรมและผู้ครองเรือนในเวลาเดียวกัน และทั้ง 2 หน้าที่ดังกล่าวเป็นข้อสอบข้อใหญ่ที่มุสลิมต้องสอบให้ผ่าน
  • เวลากลางวันพระองค์ได้ทรงให้มนุษย์ซึ่งการแสวงหาริซกีของเขาและครอบครัว แต่ก็ได้ทรงกำหนดให้มนุษย์เข้าเฝ้าพระองค์ 3 เวลาของมัน นั่นคือ ก่อนรุ่งอรุณ ยามเที่ยงวัน และยามเย็น
  • และในยามกลางคืนนั้นหลังจากกลับสู่ครอบครัวของเขาแล้วพระองค์ก็ได้กำหนดให้เขาเข้าเฝ้าพระองค์ 2 เวลา นั่นคือยามหัวค่ำ(มัฆริบ)และเวลาค่ำ (อีชา)
  • และหลังจากที่เขาได้เข้าพักหลับนอนแล้วนั้นเขาสามารถยืนขึ้น (กิยาม) เพื่อพระองค์และแม้ว่ามันจะไม่ได้เป้นฟัรฎูสำหรับเขาก็ตาม
  • ขอขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ :Ibrahim Bin Hj Kaci alam albasra