เหตุบ่งบอกวิกฤตทางธรรมชาติ หรือเปล่า

มื่อวานนี้ดิฉันได้ไปฝึกซ้อมนักกีฬาวอลเลย์ชายและหญิงที่สนามชายหาด ร่วม 30 ชีวิต เพราะสนามในร่มติดงานไม่สามารถใช้ซ้อมกีฬาได้
ซึ่งในอาคารพลศึกษาจะเป็นเหมือนอาคารเอนกประสงค์ แต่ละคณะฯและแต่ละหน่วยงานก็จะขอใช้เพื่อจัดงานต่างๆมากมาย
 

ช่วงแรกให้นักกีฬาวิ่งรอบสนามฟุตบอล จำนวน 5 รอบ  เสร็จแล้วให้สปีตอีก 1 รอบ โดยให้เวลา 1 นาที  30 วินาที ถ้าใครไม่ผ่าน ให้วิ่งใหม่ ปรากฎว่าทุกคนก็วิ่งผ่านหมด

ซักพัก ก็เริ่มให้วอร์มบอล และให้เล่นบอลทีละ 2 คน  โดยให้รับลูกหยอดหน้าตาข่าย ถอยรับบอลฉีก วิ่งรับลูกทัดบล็อค วิ่งตีบอลหน้าตาข่าย  จะวนเวียนทำในลักษณะนี้ คนละ 10 รอบ  เพื่อจะเข้าสเต็ปต่อไป

พอผ่านไปได้ ประมาณ 5 คู่ ลมเริ่มพัดแรง เราก็ต่างพูดกันว่า  โอ้ บรรยากาศเหมือนชายหาดจริงๆเลยนะเนี่ย แต่สักครู่ ลมพัดฝุ่น พัดดินเหมือนลมพายุที่มีขนาดใหญ่ เสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฝนโปรยปราย เสียงอึกทึกครึกโครม เสาไฟฟ้าที่ส่องสว่างยามค่ำคืนเริ่มดับลง
เสาไฟฟ้าเริ่มเอนไหวอย่างแรง หลอดไฟแตกกระจายและดับลง ลมแรงขึ้นๆ  ดิิฉันเลยสั่งให้หยุดการฝึกซ้อมให้ทุกคนรีบเก็บของแล้ววิ่งไปยังอาคารพละฯให้เร็วที่สุด
พอมองกลับไปข้างหลังนักกีฬาทุกชนิดกีฬาก็ต่างวิ่งไปยังอาคารพละฯเช่นกัน  ถึงกระนั้นลมและแรงของฝนก็สาดเข้าไปตรงไหล่ปีกด้านข้างอาคารพละฯอย่างแรง
ทุกคนต้องเข้าไปหลบอยู่ภายในตัวอาคารที่มีประตูเหล็กปิดกั้น 

เราหลบฝนอยู่ในอาคารพละฯ จนเวลาล่วงเลยมาถึง  2 ทุ่ม 30 นาที  ฝนเริ่มตกเบาลง ดิฉันมองแล้วพอจะฝ่ากลับที่พักได้ก่อนที่ฝนจะตกหนักอีกรอบ
เลยปล่อยให้เด็กรีบกลับหอพัก บางคนก็เดินกลับ บางคนกลับโดยมอไซด์ ระหว่างทางก็ยังมีเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ สายฝนตกโปรยปรายตลอดทาง

หตุการณ์วันนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกว่า  คนที่เค้าตกอยู่ในสภาวะเหตุการณ์ระทึกต่างๆ เช่น ซึนามิ เค้าจะหนีตายกันขนาดไหน  แค่เราเจอเหตุการณ์แค่นี้เรายังตกใจเลย
ดังนั้นทำให้เรารู้ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันอะไรก็แล้วแต่ที่เราคาดไม่ถึง  อันดับแรกเราจะต้องมีสติและประเมินสถานการณ์เพื่อการตัดสินใจให้ทันท่วงที เพราะแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็ทำให้อะไรๆเปลี่ยนไปได้เช่นกัน