การทำงานก็เหมือนการเดินทาง หากจดจ่ออยู่แต่เป้าหมายสุดท้าย ใจจะไร้ความสุขได้ แต่เราควรหยิบจับชื่นชมทิวทัศน์ดอกไม้ริมทางไปด้วย ใจเราก็จะสุขตลอดเวลาที่ทำงาน

                  ผมคัดลอกมาจากความคิดเห็นที่เราคุยกันระหว่างผู้ที่ใช้นามว่าตันติราพันธ์กับผมในบันทึกชื่อความเข้มแข็งของPCU ปกติแล้วผมไม่ค่อยได้ตอบความคิดเห็นยาวๆ แต่กับบันทึกนี้ผมกลับอยากเขียน อยากแลกเปลี่ยนและที่สำคัญอยากให้กำลังใจคนทำงานในพีซียูหรือสถานีอนามัยครับ

คุณตันติราพันธ์

                 ได้แนวคิดที่ดีมากค่ะ เป็นหัวหน้า PCU แห่งหนึ่ง แต่กำลังรู้สึกอึดอัด กับการบริหารงานของตน ที่ดูจะไม่ดีเท่าที่ควร ปีหน้าจะให้พัฒนาเป็น CMU ก็เห็นเพื่อนๆเขาเป็นกันแล้ว แต่มันไม่เป็นเหมือนฝัน แค่หาแพทย์มาอยู่ก็มีปัญหาแล้ว ได้แพทย์ที่เกษียณแล้ว และไม่ใช่ที่ปรึกษาด้านชุมชน สิ่งหนึ่งที่ได้มาอย่างไม่ได้คาดหมายคือ คนไข้ล้นหลาม ฝืนวิถีชีวิต ชาวอนามัยที่สุดๆเลยค่ะ บุคลากรน้อยมากจนเริ่มท้อถ้าคุณหมอมีข้อเสนอแนะก็เชิญนะคะ                  

หมอพิเชฐ : สวัสดีครับคุณตันติราพันธ์

                     ผมขอส่งแรงใจมาช่วยให้ผ่านภาวะอึดอัดนี้ไปให้ได้ครับ ในความเห็นของผม ผมไม่เห็นด้วยกับCMUและโรงพยาบาลที่ผมเคยอยู่ก็ไม่อยากทำCMUครับ ผมไม่อยากทำอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กในตำบล เพราะคิดว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มและลดทอนศักยภาพและความถนัดอันมีค่าของสถานีอนามัยลงไปพึ่งพาศักยภาพทางการแพทย์ของแพทย์ที่อาจไม่เข้าใจชุมชนเพียงพอ จนอาจเกิดสภาพย้ายโอพีดีจากโรงพยาบาลมาอยู่ที่อนามัยชั่วครู่ชั่ววันเท่านั้น              

                    ผมจำได้ สมัยเด็กๆ ที่หมู่บ้านมีหมออนามัยคอยให้การดูแลรักษาชาวบ้าน เป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้านมาก สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีFamily folderในกระดาษหรือคอมพิวเตอร์คอยเก็บข้อมูล แต่หมออนามัยท่านนั้นรู้จักหมดเลยว่าใครเป็นลูกใคร บ้านไหนมีคนท้อง ครอบครัวนั้นมีใครบ้าง หมู่บ้านมีอะไรกันบ้างช่วงไหนทำไร่ทำนา ช่วงไหน เก็บเกี่ยว เพราะเขามีแฟ้มครอบครัวและชุมชนอยุ่ในใจเขา ซึ่งปัจจุบันก็มากำหนดให้เป็นรูปแบบที่ชัดเจน แต่ไม่แน่ใจว่าที่มีโฟลเดอร์ครบนั่นนะ รู้จักชาวบ้านหมู่บ้านแค่ไหน            

                   การลงทุนในCMUต้องหาเครื่องมือเพิ่ม คนเพิ่ม นอกจากหมอก็ต้องหาเจ้าหน้าที่แล็บ เอกซ์เรย์และอื่นๆอีก ค่าใช้จ่ายตามมาอีกเพียบ นี่ยังไม่รวมการปรับตัวเข้าหากันของหมออนามัยกับหมอโรงพยาบาลที่จะลงไปทำงานร่วมกัน บนพื้นฐานความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนกันอีก

               ในใจผมอยากให้ทำให้หมออนามัยสามารถดูแลคนไข้แบบองค์รวมได้ดีเหมือนอดีต ทำให้เกิดGood Health at Low cost ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพง ใชความใกล้ชิดสนิทสนมไว้วางใจซึ่งกันและกันเพื่อสรางความเข้าใจ โน้นมน้าวใจให้ชาวบ้านมีวุขภาพดี เจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้น้อยลงและร่วมช่วยกันดูแลสุขภาพในชุมชนของตนเองให้เป็นลักษณะ All for Health, Health for all โดยใช้ Low Technology, High touch เพื่อทำให้เกิดLow cost, Low riskแต่High Happiness

คุณตันติราพันธ์

                     ขอบคุณกำลังใจ จากผู้ที่เข้าใจสภาวะของชาวอนามัยไดดีคนหนึ่ง ดิฉันเสียดาย วัฒนธรรม การทำงานของสถานีอนามัย มันเป็นเอกลักษณ์   เทคนิกเราอาจจะด้อยไปบ้าง ตามสภาพที่มีจริง แต่ศิลปของเราไม่เคยด้อยกว่าใครเลย เรารักชุมชน ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แค่มีแพทย์มา เดือนละ 1 ครั้ง ก็ทำให้ชีวิตคนไข้เปลียนไปมาก คุณหมอเชื่อไหม ลุงป้า สมัยนี้ ที่มารักษา กลายเป็น ยานิยมแล้ว บางคนได้ยาไปถึง 12 ชนิดต่อครั้ง ตรวจสอบยังไง เขาก็ไม่เคย บอกวิธืกินยาได้ถูกต้องสักที รู้สึกเป็นห่วง วันหนึ่งมีคนไข้อายุ 90 ปี มาบอกว่า เมื่อวานหมอ(จาก รพ.) จ่ายยาขาดไป 2 ชนิด พอนับดูยายมียาประจำ 7 ชนิดแล้ว ยาที่ไม่ได้ไป เป็นยาเฉพาะอาการ คนไข้เริ่มมีทัศนคติว่า พบหมอ ก็ต้องได้ยาไปเสียแล้ว และเป็นความผิดของดิฉันเองด้วย ที่ไม่ได้ดูแล คนไข้อย่างใกล้ชิด เหมือนแต่ก่อน เพราะวันไหนหมอออกหน่วย ข้าวเช้าก็ไม่ได้กิน แถมกว่าจะหมดคนไข้ ก็ บ่ายค่ะ แต่ตราบใดที่ระบบของเรา ยังเป็นUp-Down ก็คงมี โรงพยาบาลตำบล ที่อ่อนแอ เกิดขึ้นอีก 1 แห่ง อย่างแน่นอนในปีหน้านี้ค่ะ

หมอพิเชฐ : เรียนคุณตันติราพันธ์             

                    สมัยผมเป็นนักศึกษาแพทย์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมชอบไปออกหน่วยแพทย์มาก แต่พอมาในปีหลังๆ ผมกลับมีความรู้สึกว่า เหมือนการออกไปแจกยาให้ชาวบ้าน บางคนถามไปถามมาบอกว่าที่บอกอาการป่วยของเรานั้นเป็นเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่วันที่มารับยาไม่เป็นแล้ว ที่มาเพื่อขอยาเก็บไว้เผื่อจะเป็นอีกในวันข้างหน้า ผมก็รุ้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอได้คุยแลกเปลี่ยนกันหลายๆคนก็กลับได้คิดว่า นั่นเป็นบริบทของชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล เวลาเขาป่วย เราไม่อยู่ เขาไม่รุ้จะไปเอายาที่ไหน พอเรามาเขาก็มาขอเก็บไว้ก่อน ก็ทำให้ได้คิดเหมือนกัน            

                    ในบางสภาพที่ไม่ยุ่งยากในการมารักษาเพราะอยู่ใกล้อนามัยหรือใกล้โรงพยาบาลก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงเราก็เจอแบบที่คุณบอก เวลาไปออกพีซียู บางทีก็อธิบาย บางทีก็เหนื่อยจนไม่อยากอธิบาย ก็ให้ๆไป ถ้าไม่ให้ก็จะหาว่าเราหวงอีก ก็น่าเห็นใจครับ ระบบสุขภาพที่สอนให้ประชาชนต้องพึ่งแพทย์ ยาและบริการมากเกินไปนี้ น่าจะเป็นผลเสียต่อระบบสุขภาพของประชาชนในอนาคต               

                      ระบบสุขภาพที่ดี ต้องสอนให้คนพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งบริการ สอนให้คนรู้สิทธิของตนเอง ไปพร้อมกับสอนให้คนรู้หน้าที่ของตนเองเช่นกัน บ้านเรามีแต่ให้สิทธิ มีสิทธิผู้ป่วย แต่ไม่มีหน้าที่ แต่ต่างประเทศหลายแห่งเขากำหนดสิทธิไปพร้อมๆกับหน้าที่ของผู้ป่วย               

                       อย่าท้อเลยครับ ทำเท่าที่เราทำได้อย่างเต็มที่ พอมีเวลาบ้าง ก็ออกไปพักผ่อนนอกอนามัยด้วยการพูดคุยกับชาวบ้าน อย่ามุ่งหวังมากเกินไปในช่วงสั้นๆ  ให้มองภาพฝันอันสวยงามในอนาคตที่เรามุ่งหวังและมีส่วนร่วม แม้จะไกล แต่มันคือกำลังใจของคนทำงาน มีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆน้อยๆที่เราทำ เช่นคำชมของผู้ป่วย สุขภาพที่ดีขึ้น(บ้าง)ของประชาชน...แล้วเราจะมีความสุขอันยิ่งใหญ่ตามมาในอนาคตได้โดยไม่รู้                

                        การทำงานก็เหมือนเราอยู่บนเส้นทางการเดินทาง ใจเรารู้ว่าจุดหมายอยู่ตรงไหน แต่ตาเราอย่าไปมัวมองเฝ้าหาอยู่แต่เป้าหมายสุดท้ายของการเดินทางเท่านั้น เราควรหยิบจับ ชื่นชมความสวยงามของทิวทัศน์ริมทาง ดอกไม้ใบหญ้าอันสวยงามพร้อมหยิบมันติดมือไปด้วย เราจะถึงปลายทางได้อย่างมีความสุขตลอดเวลา