เอนไซม์น้ำหมักผลไม้ของสงบ

  น้ำหมักผลไม้เพื่อสุขภาพ  

ผลิตที่  บ้านเลขที่  1  บ้านซับสายออ  หมู่ที่  5  ตำบลท่ากูบ  กิ่งอำเภอซับใหญ่  จังหวัดชัยภูมิ   หมายเลขโทรศัพท์  08 - 1197 3561เอนไซม์ คือ สารโปรตีน ที่ได้จากขบวนการสลายตัวด้วยวิธีธรรมชาติ โดยการสร้างสภาพความเป็นกรดอ่อนด้วยสารอินทรีย์ แบบจำกัดอากาศ และมีน้ำเป็นองค์ประกอบ เพื่อให้ไอน้ำในอากาศแตกตัวเป็น ออกซิเจนอิสระ ทำให้สารอาหารในพืชผัก, ผลไม้ มีโอกาสแตกตัว ออกมาเป็นแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในรูปของประจุไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้จุลินทรี   สลายตัวให้สารโปรตีนในรูปของกรดอะมิโน  และไวตามิน
การทำเอนไซม์ เป็นกระบวนการในการเปลี่ยนรูปพืชผัก, ผลไม้ ให้อยู่ในรูปของสารอาหารเพื่อให้เก็บไว้ได้นาน โดยอาศัยประสิทธิภาพของการแตกประจุไฟฟ้า ( Effective Ionic Charge ) จึงทำให้ได้สารอาหารในรูปอิออน และพลังงาน ที่พร้อมจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ได้ทันที ดังนั้น จะพบว่าเมื่อเรารับประทานเอนไซม์แล้วจะรู้สึกสดชื่น ร่างกายมีพละกำลังแข็งแรง  รอบๆ ตัวเราล้วนเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เรียกว่าจุลินทรี  เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยสิ่งเหล่านี้ ในปัจจุบันมนุษย์เราทำลายสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดอาหาร, อากาศ เป็นพิษกันมากขึ้น เมื่อร่างกายมนุษย์อ่อนแอ จุลินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ก็กลับกลายเป็นโทษกับตัวมนุษย์เอง    ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันจัดสรรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้จุลินทรีย์ต่าง ๆ ทำประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆในร่างกายของเราให้ทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญสองประการ  คือ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นและเพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆให้ทำงานได้ดีขึ้น การนำเอาน้ำผลไม้ที่ได้จากการหมักมาดื่มเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้ดียิ่งขึ้นนี่เองที่เราเรียกว่า "น้ำเอนไซม์"การทำน้ำเอนไซม์สำหรับดื่มนั้นสามารถทำได้สองวิธี คือ1.       ได้จากการคั้น, ปั่นด้วยเครื่องปั่น, สับ, หรือตำกับครก แล้วกรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบาง หรือจะใช้เครื่องแยกกากก็ได้  แต่หลังทำเสร็จควรดื่มทันทีและไม่ควรทิ้งไว้นานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะหากเก็บไว้นานจะทำให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในตัวผักและผลไม้เสื่อมประสิทธิภาพลง       2.    ได้จากการนำผลไม้มาหมัก   ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการที่ได้จากการหมักและกรรมวิธีขั้นตอนของการหมัก  เพราะสามารถเก็บไว้ดื่มได้นานกว่าและให้สารโปรตีนที่ประกอบไปด้วยวิตามิน  ซึ่งเมื่อทานเข้าไป จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ จุดที่ร่างกายสามารถนำของ เสียทิ้งได้ทั้งหมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้เกิดการ สร้างเซลใหม่ทดแทนเซลเก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่ เราลองมาดูกันว่าน้ำเอนไซม์ในผัก ผลไม้ที่ดื่มกันนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง  ประโยชน์ของเอนไซม์1. ปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย
2. ทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น
3. ทำให้แต่ละเซลในร่างกายได้สารอาหารอย่างสมดุล
4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ( ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ )
5. อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ คือ วิตามินบีรวม, บี 1, บี 2, บี12
วิตามินที่ได้ในการนำผลไม้แต่ละชนิดมาหมักผลไม้แต่ละชนิดการนำมาหมักเป็นเอนไซม์จะได้วิตามินไม่เหมือนกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ลำดับ ชนิดพืชที่นำมาหมัก วิตามินที่ได้
1 ผลไม้รสหวาน วิตามิน เอ, ดี, อี, เค
2 ผลไม้รสเปรี้ยว วิตามิน ซีและเค
3 จากข้าว วิตามิน บี ซี อี

ขั้นตอนการทำน้ำเอนไซม์              การทำหัวเชื้อน้ำเอนไซม์ (Enzyme) น้ำผลไม้เข้มข้นใช้ดื่มเพื่อสุขภาพทำหัวเชื้อ        นำผลไม้ 3 กก. +  น้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง 1 กก. +  น้ำ 10 ลิตร   หมักไว้เป็นเวลา 3 เดือน1ปี ขึ้นไปจะได้หัวน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ให้แยกเอาน้ำออกมา ส่วนกากผลไม้ที่เหลือให้ผสมน้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง1 กก. + น้ำ 10 ลิตรหมักทิ้งไว้ 2 เดือนขึ้นไป จนกว่ากากผลไม้ที่เหลือจะย่อยสลายหมดสามารถทำซ้ำอีก 3-4 ครั้งก็จะได้หัวน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติเก็บไว้เพิ่มอีก เราจะพบว่าในช่วงอายุของการหมักหรือการขยายก็ดี ช่วงเวลาภายใน  3 เดือนแรก 1ปี จะมีจุลินทรีย์ต่างๆ มากมายลงมาทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพเรียกว่าหัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ หากเรานำผลิตผลช่วงนี้ไปใช้ดื่มกิน จะเกิดผลข้างเคียง ซึ่งไม่เป็นที่นิยมยอมรับ                แต่เมื่อเราได้หัวเชื้อดังกล่าวแล้ว ซึ่งอายุต้องมากกว่า 1 ปีขึ้นไปจึงจะมีประสิทธิภาพ เราสามารถที่จะนำหัวเชื้อไปขยาย ด้วยกระบวนการหมักในภาชนะพลาสติกที่ปิดจำกัดอากาศ ในขั้นตอนนี้จะไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆที่เป็นอัตตรายเหลืออยู่เลย เพราะสัดส่วนดังกล่าวเป็นสัดส่วนที่ปลอดเชื้อดังนั้นท่านจะพบว่าในกระบวนการดังกล่าวเราไม่มีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่เป็นผลผลิตของจุลินทรีย์ ซึ่งให้สารอาหารต่างๆ ในรูปของ โปรตีน( กรดอะมิโน), ไวตามิน, เกลือแร่, พลังงาน ฯ    โดยใช้หัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ 4 แก้ว +น้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง 1 กก. + น้ำ 10 ส่วน  หมักไว้เป็นเวลานาน  7 วันขึ้นไป ก็จะได้น้ำเอนไซม์พร้อมดื่มที่ช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น, ทำให้เซลในร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุล , สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย, ลดการถูกทำลายในเซล, คงความเป็นหนุ่มสาวทำให้แก่ช้า,อุดมด้วยโปรตีน ไวตามิน และเกลือแร่
                                                                                       
                                                                                การทำหัวเชื้อ
                                                               ใช้ผลไม้ 3 กก. +น้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง 1 กก. + น้ำ                                                                 10 ลิตร หมักไว้เป็นเวลา 3 เดือน1ปี ขึ้นไป                                                                                     จะได้หัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการ                                                                               ทางธรรมชาติ ให้แยกเอาน้ำออกมา                                                                                                                                                                                                                                                 ส่วนกากผลไม้ที่เหลือให้ผสมน้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง1 กก. + น้ำ 10 ลิตรหมักทิ้งไว้ 2 เดือนขึ้นไป จนกว่ากากผลไม้ที่เหลือจะย่อยสลายหมดสามารถทำซ้ำอีก 3-4 ครั้งก็จะได้หัวน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติเก็บไว้เพิ่มอีก                                                                                                                                                                                       เอนไซม์กับฝ้าสีขาว                                                        ในการหมักจะเกิดมีฝ้าขาวขึ้นมาลอยอยู่ส่วนบน                                                        ถ้าเป็นสีอื่นใช้ไม่ได้ ( เสียแล้ว )                              กระบวนการหมักในภาชนะพลาสติกที่ปิดจำกัดอากาศ                           โดยใช้หัวน้ำผลไม้เข้มข้นที่สกัดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ                          หัวน้ำผลไม้เข้มข้น4 แก้ว +น้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง 1 กก.                           + น้ำ 10 ส่วน  หมักไว้เป็นเวลานาน  7 วันขึ้นไป                           ก็จะได้น้ำเอนไซม์พร้อมดื่มที่ช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้นเคล็ดลับ     ในการหมักสร้างหัวเชื้อหากหัวน้ำผลไม้เข้มข้นได้มาใส่เร่งสักหนึ่งแก้วจะช่วยเร่งในการสร้างจุลินทรีย์ให้เร็วขึ้น หากทุกคนหันมาผลิตน้ำเอนไซม์ไว้ดื่มในครัวเรือนของทุกๆคน  ร่างกายก็จะแข็งแรงอย่างประหยัดเงินด้วย ท่านใดสนใจจะศึกษา ดูงาน ขอคำปรึกษาด้วยตัวของท่านเอง เชิญเดินทางไปด้วยตนเองที่บ้านเลขที่  1  บ้านซับสายออ  หมู่ที่  5  ตำบลท่ากูบ  กิ่งอำเภอซับใหญ่  จังหวัดชัยภูมิ                                      โทรศัพท์  081 1973561,       044 – 731 - 020

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การเรียนรู้

คำสำคัญ (Tags)#การเรียนรู้#sangobssss#เอนไซม์

หมายเลขบันทึก: 118824, เขียน: 11 Aug 2007 @ 10:57, แก้ไข, 11 Dec 2012 @ 13:41, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 1, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (11)

คนผ่านมา
IP: xxx.7.132.55
เขียนเมื่อ 20 Apr 2008 @ 18:09

อยากถามว่าถ้าจะทำขายต้องขอ อย.หรือเปล่าคะ

คำตอบจากนาย

ท่านผู้อ่านครับ

"จดหมายถึงนาย" กลายเป็นข้อเขียนที่เกือบจะเรียกได้ว่าแพร่หลายที่สุดในขณะนี้ ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยใช้ “เว็บ” มาก่อนถึงกับขวนขวายไปเรียนรู้เพื่อจะได้มาเปิดเว็บคอยติดตามคำตอบจากนายด้วยตนเอง ได้มีผู้อ่านที่มีใจคอกว้างขวางได้พิมพ์เป็นแผ่นพับออกเผยแพร่จากปากต่อปาก จากบ้านถึงบ้าน และจากชุมชนหนึ่งไปยังชุมชนหนึ่ง วันหนึ่งมีผู้ส่งแผ่นพับกลับมาให้ผมอ่านด้วย เหตุทั้งนี้เพราะเมื่อคัดลอกกันต่อๆ ไปแล้ว ในที่สุดต่างก็ลืมเลือนที่จะบอกว่าข้อเขียนนี้คัดลอกมาจาก Meechaithailand.com บัดนี้ “นาย” ได้มีจดหมายตอบ นาย “ยามวิกาล” มาแล้ว Meechaithailand.com ไม่หวงห้ามที่จะคัดลอกหรือบอกกันต่อๆ ไป แต่ขอความกรุณาบอกด้วยว่าแหล่งที่มาคือ Meechaithailand.com ด้วยเกรงว่านานๆ เข้าคนจะกลับมากล่าวหาว่า Meechaitailand.com ไปคัดลอกของคนอื่นมาลง

“จดหมายจากนาย” ก็ดี “คำตอบจากนาย” ก็ดี ล้วนเป็นข้อคิดเพื่อเตือนสติคนไทยด้วยกันเองให้ หันมามอง “คนไทย” และ “สังคมไทย” และช่วยกันคิดเพื่อหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เป็นไป ตามยถากรรมจนสายเกินแก้ ผมหวังว่าบทความทั้งสองชิ้นนี้จะมีส่วนช่วยให้เกิดประโยชน์แก่คนไทยโดยส่วนรวมบ้างไม่มากก็น้อย

มีชัย ฤชุพันธุ์

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คำตอบจากนาย

หลายสัปดาห์มาแล้ว ข้าพเจ้า “ยาม วิกาล” ได้เขียนจดหมายรายงานนาย ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติในต่างประเทศเกี่ยวกับสภาพการณ์ของประเทศไทย ซึ่งข้าพเจ้าสรุปให้นายเห็นว่า สังคมไทยนั้นอ่อนแอในทุกด้าน เป็นสังคมที่กำลังผุกร่อน เพราะเหตุสำคัญ คือ การขาดระเบียบกฎเกณฑ์ทั้งทางกายภาพ ศีลธรรม-จริยธรรม วัฒนธรรมและกฎหมาย มาอย่างยาวนาน อีกทั้ง ข้าพเจ้า ได้เสนอแนะว่า เราชาวต่างประเทศ พึงระวังย่างก้าวของเรา 5 ประการ คือ (1) ระวังอย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ (2) เราควรเร่งให้คนไทยเข้าใจผิดว่าปัญหาเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขแล้ว (3) อย่าให้คนไทยสงสัยในผลของโลกาภิวัฒน์ (4) ระวังอย่าวิพากย์วิจารณ์ระบบราชการไทย ปล่อยให้เป็นเครื่องกัดกร่อนสังคมไทยไปเรื่อยๆ และ (5) พึงทดสอบความไม่อนาทรร้อนใจของผู้นำและคนไทยทั่วๆ ไป เกี่ยวกับเจตนาแอบแฝงของเราชาวต่างชาติ ซึ่งสุดท้าย ข้าพเจ้าได้ขอให้นายตอบจดหมายของข้าพเจ้าเพื่อให้แนวทางในการดำเนินงานต่อไป

บัดนี้ ข้าพเจ้าได้รับคำตอบจากนาย ดังต่อไปนี้

วันที่ 23 สิงหาคม 2543

ยาม วิกาล ผู้ภักดี

จดหมายของเจ้า มีเนื้อความที่ข้าอ่านแล้ว เกิดความภูมิใจในตัวของเจ้า เพราะเจ้าได้แสดงให้เห็นถึง จิตใจอันเย็นชา ไร้เมตตาธรรม ที่เราพึงปฏิบัติต่อชนชาติเล็กๆ ในการขยายอำนาจทุกด้านของเราอย่างเงียบเชียบ เช่นนี้นับว่าใช้ได้และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังที่บรรพบุรุษของพวกเราได้สร้างตัวอย่างไว้ในประวัติศาสตร์อันดำมืดมานับชั่วคน ด้วยความหยิ่งในชัยชนะต่อชนพื้นเมืองและชนชาติต่างๆ ไม่ว่าในยุโรป อเมริกา อินโดจีน ชมพูทวีป ดินแดนละตินและแอฟริกา และยังได้บรรลุถึงคุณสมบัติข้อนี้อย่างสูงสุดในยุคใหม่ อันได้แก่ การวางระเบียบของโลก ซึ่งฝ่ายเราบางประเทศได้ฝึกปรือเทคนิคในการเจรจาอย่างเอาเปรียบ จนบรรลุถึงขั้น “มนุษย์ที่ไร้หัวใจและความรู้สึก” ได้อย่างสมบูรณ์

แต่ข้าอดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้าถูกกลืนโดยสังคมไทยไปเสียแล้ว วาทะเสียดสีของเจ้าแฝงไว้ด้วยความอึดอัดใจในฝันร้ายของเมืองไทย เจ้าคงจะพำนักอยู่ที่นั่นนานเกินไปสักหน่อยจนไม่รู้ตัวว่า ตนเองได้เผลอระบายความหดหู่หมดหวังที่คนไทยมีต่อผู้นำทางการเมืองและระบบราชการมาให้ข้าฟังเสียยืดยาว คนไทยคงต้องยอมรับความเจ็บปวดและความมืดมนที่รออยู่เบื้องหน้า เหมือนกับมนุษย์ผู้ไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถหลีกหนีจากเงามืดแห่งโรคร้ายที่เกาะกุมไปได้ เพราะเขาเองได้ทิ้งโรคร้ายนี้ไว้นานเกินไปโดยไม่รักษา

เจ้าต้องระวัง อย่าให้ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางภารกิจของเจ้าที่จะช่วยให้ข้าและชาวต่างชาติเช่นเราเข้าครอบงำเมืองไทยได้โดยสะดวก ความเห็นอกเห็นใจและ “ความจริงใจ” อาจจะเป็นสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมของพวกเขา แต่ก็เป็นเพียงเครื่องมืออันหลอกลวงในทางยุทธศาสตร์ของเรา การแสร้งทำเป็นเห็นใจ นั้น ยังใช้ได้อยู่เสมอตราบเท่าที่มันรองรับเป้าหมายของผลประโยชน์

ข้าเห็นด้วยกับเจ้าทุกประการว่า เมืองไทยนั้นกำลังอ่อนแอลงในทุกด้าน ที่สำคัญที่สุด ก็คือขาดผู้นำทางการเมืองที่จะปลุกประชาชนให้ตื่นจากภาวะวิกฤติทางจิตใจ ตื่นจากความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน ตื่นจากความท้อแท้ที่เกิดจากบาดแผลสาหัสทางเศรษฐกิจ ให้เกิดกำลังใจฮึดสู้เพื่อปัจจุบันและอนาคตที่ดีกว่าอย่างมีจุดหมายร่วมกันทั้งชาติ เหมือนอย่างที่พวกเราได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสงครามและวิบัติภัยทางเศรษฐกิจเมื่อหลายทศวรรษก่อน

ข้านึกขันที่มีเพื่อนบางคนของข้ากล่าวว่า ผู้บริหารประเทศของไทยหลายคนได้หยิบเหตุผลของเราชาวต่างชาติมาอ้างกับประชาชนเพื่อจะได้ไม่ต้องแก้ไขปัญหายากๆ ของสังคม เสน่ห์ของคำว่า “กลไกตลาดและการค้าเสรี” ช่างหยาดเยิ้มสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการต่อสู้ในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง เพียงคำเดียวเท่านั้น พวกคนเกียจคร้านก็เอาตัวรอดไปได้เสมอ และประโยชน์ก็ย่อมตกอยู่ในอุ้งมือของเราโดยปริยาย

เจ้าอย่าให้ใครรู้ว่าเราแอบซ่อนความร่ำรวยของเราในทางอ้อมไว้อย่างสลับซับซ้อนเพียงใด และเราต้องใช้สติปัญญาและเวลาในการวางแผนและปฏิบัติกันมาอย่างทรหดเพียงใด อย่าให้เขารู้ว่า พวกเราสวมหน้ากากของนักเทศน์ที่ยังคงมีบาปมหันต์ติดตัวอยู่ และอย่าให้เขาลอกเลียนความชำนาญของนักการเมืองและข้าราชการประจำของเราได้ ในการออกรับศึกภายนอกจากทุกสารทิศอย่างเป็นระบบในทุกโอกาสที่เราเองมีเจตนาหลบเลี่ยงและละเมิดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้กำหนดขึ้น หรือแสวงหาข้อยกเว้นอันสำคัญ เพื่อให้คนของเรายังคงมีชีวิตที่สุขสบายได้เปรียบคนชาติอื่นต่อมาจนทุกวันนี้

จงระแวดระวัง อย่าให้คนไทยเลือกผู้นำที่สามารถสมานแผลแห่งความแตกแยกที่กำลังเกิดขึ้นภายในชาติของเขาเอง เพราะนั่นจะทำให้ชาติไทยเกิดพลังสร้างสรรค์คิดพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งพาเรา จงส่งเสริมสนับสนุนคนชั้นสูงและคนชั้นกลางในเมืองให้ร่ำรวยฉวยโอกาสต่อไปด้วยเงินทุนและเทคโนโลยี ความตื่นเต้นสนุกสนานและค่านิยมอันฟุ้งเฟ้อ จนชนบทอันกว้างใหญ่กลายเป็นดินแดนที่แปลกแยกในประเทศของตัวเอง เมื่อนั้น ความปริแตกของสังคมก็จะเกิดขึ้นอย่างถาวร และการใช้เล่ห์ของเรากับความแตกแยกนี้ จะช่วยลดแรงเสียดทานและต้นทุนของเราในการแสวงประโยชน์จากประเทศไทย

พวกเขาจะเสียเวลาเผชิญหน้ากันเองผ่านระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ไม่ลงตัว ทำให้เกิดช่องว่างแห่งโอกาสสำหรับเรา และเราจะกอบโกยประโยชน์นั้น อย่างมนุษย์ล่องหน คือ ไม่มีใครรู้หรือสงสัยว่าเราเป็นใคร อยู่ที่ใด ทำอะไร ที่ไหนและเมื่อไร และกำลังสิงร่างใดอยู่

หน้าที่ของเจ้าที่สำคัญคือ คอยติดตามดูกลุ่มต่างๆ ในเมืองไทยที่มีบทบาทในสังคม อย่าให้กลุ่มใดแข็งแรงเกินไปและระวังอย่าให้บทบาทของพวกเราในทางเศรษฐกิจ สังคมและมนุษยธรรมไปเร่งความขัดแย้งภายในเมืองไทยมากเกินควร จนเกิดภาวะไร้เสถียรภาพ เพราะนั่นจะกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของเราในภาพกว้าง คือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดได้

ข้าพอใจข้อเสนอแนะต่างๆ ของเจ้า แต่ขอชี้ให้เห็นอีกเล็กน้อยว่า ประเทศเป้าหมายของเราไม่ควรถูกปล่อยให้อ่อนแอรอความตายจนกลายเป็นภาระของเราไม่รู้จบ เจ้าต้องใช้ความแนบเนียนช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าการมอบกายถวายตัวให้กับโลกาภิวัฒน์นั้น เป็นการชุบชีวิตและจิตวิญญาณให้ประเทศเล็กๆ ที่เพลี่ยงพล้ำได้มีโอกาสรวมเข้ากับ “โลกศิวิไลซ์” ได้ในที่สุด และจงช่วยเหลือพวกเขาตามจังหวะและวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้พวกเขาก้าวเดินตามวิถีทางที่เรากำหนด

ช่วยให้พวกเขาแข็งแรงขึ้น แต่อย่าให้แข็งแรงมาก “แข็งแรงขึ้น” คือ พอจะยืนอยู่ได้ด้วยตนเองและมีฐานะดีพอที่ค้าขายกับพวกเราได้เป็นกอบเป็นกำ เป็นหุ้นส่วนที่ไม่เท่าเทียมก็จริงแต่ให้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ดังนั้น การช่วยเหลือคนไทยเท่าที่จำเป็นเพื่อให้รองรับธุรกิจการค้าการลงทุนของเราได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นแต่อย่าเผลอให้งานในระดับสูงแก่พวกเขา จงมอบงานเหล่านั้นแก่ชนชาติของเราและชนชาติอื่นที่เป็นสมุนของเรา เพราะเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่มีจิตใจผูกพันกับประเทศไทยเหมือนคนไทยเอง

“แต่อย่าให้แข็งแรงมาก” ก็คือ จงให้พวกเขาวนเวียนเสพสิ่งที่เราไม่ต้องการแล้ว หรือติดสิ่งที่เราผลิตคิดค้นขึ้นหรือหยิบยื่นให้ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น โดยเราได้กำไรอย่างงาม

พยายามอย่าให้พลังของความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเองและการวิเคราะห์ความจริงว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดไม่ควรค่า เติบโตมากนักในประเทศไทย จงล่อพวกเขาด้วยเงินทอง ความสะดวกสบาย ความทันสมัยสวยงามเริดหรูที่สนองความอยากพื้นฐานของมนุษย์ จงล่อเขาด้วยทฤษฎีอันสูงส่งสลับซับซ้อน ข่าวลือและตัวเลข หลอกล่อให้พวกเขาเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ มากยิ่งๆ ขึ้น ปลูกฝังค่านิยมยาพิษแก่ลูกหลานของพวกเขาด้วยอาวุธแห่งความบันเทิง

ส่วนข้าในฐานะที่เป็นนายเจ้า จะคอยดูแลไม่ให้เมืองไทยมีเกราะกำบังทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ดีเลิศเช่นในอดีต ข้าจะคอยวางยุทธศาสตร์ไม่ให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (ASEAN) กลับมาเข้มแข้งและมีอำนาจต่อรองที่ดีในเวทีโลกได้อีก เพราะสิ่งนี้เคยเป็นเกราะชั้นยอดของประเทศไทย วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ใช้เกราะป้องกันนี้หมดแรงที่จะยกเกราะนี้ขึ้นปกป้องชีวิตที่มีอยู่ร่วมกันได้เหมือนเดิมอีก เราจะหันเหความสนใจของพวกเขาไปยังเรื่องที่ “เรา” สนใจ ซึ่งควรที่จะเป็นเรื่องไกลตัวของ “พวกเขา” ออกไปมากขึ้นทุกทีๆ เช่น ปัญหาเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ข้าจะคอยเยินยอให้พวกเขาภูมิใจในหน้าตาที่ได้รับในเวทีโลก แต่จะระวังไม่ให้พวกเขา 10 ประเทศรวมตัวกันเป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจได้จริงๆ อีกต่อไป โดยจะแบ่งแยกและทำลาย อีกทั้งจะแยกสลายความสามัคคี

ถ้าเจ้าอยากรู้ว่าข้าจะทำอย่างไร ลองหาโอกาสสืบดูจากเพื่อนของเจ้าในประเทศเอเชีย-แปซิฟิก ดูเอาเอง

และข้าจะคอยดูแลให้กฎระเบียบของโลก เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อความได้เปรียบของเราต่อไป ไม่ว่าในทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือสังคม มนุษยธรรม เรื่องใดที่ประเทศเล็กๆ คิดต่อสู้ เราก็จะปล่อยให้เขาได้มีเวทีถกเถียงกันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเจรจาที่ให้ผลจริงจังอะไร เราจะให้ความช่วยเหลือที่เขาต้องการบ้างอย่างผิวเผิน เลี้ยงไข้พวกเขาไปเรื่อยๆ อย่างเช่นที่ได้ทำมากว่า 50 ปีแล้ว ส่วนเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ของเรา ข้าจะร่วมมือกับเพื่อนของข้า กดดันให้มีการเจรจาเพื่อผูกพันประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างจริงจังโดยเร็ว และเราจะใช้กฎเหล็กของ “กลไกตลาดและการค้าเสรี” และกฎระเบียบของโลกอื่นให้เป็นประโยชน์

เจ้าคงพอวางใจได้ว่า ภารกิจของเจ้าจะยังไม่หนักหนาไปกว่านี้อีกมากนัก เพราะเท่าที่ข้าตรวจสอบดู ยังไม่มีผู้กล้ากำเนิดมาในโลกของผู้เสียเปรียบ ปัญญาและความสามัคคียังไม่เกิดร่วมกันในหมู่คนเหล่านั้น เพียงเท่านี้ ก็ลดต้นทุนและความเหน็ดเหนื่อยของเราได้มากแล้ว

นาย

การกลับมาอีกครั้งของ "จดหมายถึงนาย"

จดหมายถึงนาย

ท่านผู้อ่านครับ

"จดหมายถึงนาย" ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นข้อเขียนของคนหนุ่มซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในแวดวงการฑูตและแวดวงของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนเก่งที่ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหาได้ยากยุคสมัยนี้ แนวคิดและวิธีเขียนอาจจะดูเหมือนรุนแรงแต่ถ้าเราไม่ปฏิเสธความจริง คงต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผู้เขียนบรรยายไว้มีอยู่จริงในบ้านเมืองของเรา ผมเห็นว่าเป็นข้อเขียนที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนได้ตระหนักถึงพิษภัยที่เรากำลังเผชิญอยู่ เผื่อจะได้ช่วยกันคิดอ่านป้องกันหรือแก้ไขให้ดีขึ้น จึงได้นำลงมาไว้ในมุมนี้ เพื่อช่วยกันเผยแพร่

มีชัย ฤชุพันธุ์

MeechaiThailand.com

4 กรกฎาคม 2543

จดหมายถึงนาย

ข้าพเจ้าเป็นชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย มีหน้าที่รายงานภาพรวมของประเทศไทยกลับไปยังนาย คือ บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือ บางครั้งก็แอบเสนอรายงานต่อรัฐบาลประเทศของข้าพเจ้า

ในโอกาสล่าสุดนี้ นายต้องการทราบว่า ควรจะดำเนินการในแง่ยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างไรดี เพื่อให้การครอบงำประเทศนี้สมบูรณ์ที่สุดในระยะยาว

ข้าพเจ้าสนองความต้องการของนายด้วยจดหมายสั้น ๆ ฉบับนี้

“วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓

นายที่รัก,

ตามที่มอบหมายให้ข้าพเจ้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเกือบ ๒๐ ปีแล้วนั้น ข้าพเจ้าพอจะสรุปคำตอบเพื่อเสนอต่อนายได้ดังต่อไปนี้

ภาพรวมของประเทศไทย: ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐานมีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของคนชาตินี้

แม้ว่ารัฐบาล รัฐสภาและประชาชนส่วนหนึ่งได้พยายามแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ จำนวนมาก รวมทั้งรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศให้ดีขึ้น แต่โดยพฤติกรรมแล้ว คนไทยนิยมการดำเนินชีวิต ธุรกิจ และการใช้อำนาจรัฐ ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หรือที่มีคำกล่าวในประเพณีไทยว่า “ทำได้ตามใจคือไทยแท้” ท่านจะประมาทต่อคำกล่าวนี้ไม่ได้เลย

ในทางกายภาพ กรุงเทพเป็นตัวอย่างของเมืองหลวงที่ไร้ระเบียบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ความไร้ระเบียบนี้ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้งหรือลดน้อยลงเลย เมืองเชียงใหม่ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากกรุงเทพแต่ก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ เมืองพัทยาซึ่งควรเป็นบทเรียนให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ แต่ก็ไม่เป็นหรือเป็นไม่ได้

ระบบการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะก็เป็นอีกตัวอย่างที่เลวที่สุด นับเป็นสัญญลักษณ์ประจำชาติก็ว่าได้

การรุกล้ำที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้ไขไม่ได้

แม้แต่หน่วยราชการ ถึงขนาดทำเนียบรัฐบาลเอง ภายนอกดูสวยงามแต่ภายในนั้นไร้ระเบียบทางกายภาพอย่างน่ากลัว เช่น งานเอกสารที่ท่วมทางเดิน ซึ่งเป็นปัญหาของทุกหน่วยราชการตลอดกาล แก้ไม่ได้

ความไร้ระเบียบทางกายภาพนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นเพียงแค่ประเทศเล็ก ๆ ที่เราควรเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์เมื่อมีโอกาสและก็กลับไปยังความศิวิไลซ์ของเราโดยเร็ว เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่ควรเข้ามาปักหลักลงทุนหรืออยู่อาศัยอย่างยาวนานหรือถาวร เพราะเป็นการยากที่เราจะปกครองชนชาตินี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ และเพราะฉะนั้น จึงไม่เหมาะกับวัฒนธรรมอันเจริญของเรา

ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม-จริยธรรม ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ

แต่มีการค้าประเวณีและยาเสพติดอย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่ว

หัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ในวัดซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระและพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม

ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงระบบราชการไทยซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นสัญญลักษณ์สุดยอดของความไร้ระเบียบทางศีลธรรม-จริยธรรม จนกลายเป็นสาเหตุบ่อนทำลายรากฐานของสังคมไทยให้ผุกร่อน เห็นได้จากการที่กลไกของรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาสังคมและศีลธรรมได้เลย

ผู้นำทางศีลธรรมและจริยธรรม อันได้แก่ พระ ครู สื่อมวลชน ฯลฯ ได้เสื่อมอิทธิพลในการนำจิตใจลงอย่างมากเพราะถูกเงินเข้าครอบงำ ทั้งโดยมีเจตนาในทางทุจริตจริง ๆ และโดยสถานการณ์บังคับ

ส่วนผู้นำประเทศและชนชั้นนำในสังคมก็ล้มเหลวในทางศีลธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้ชัดในวงการเมือง สังคมไทยยังคง “ยอมรับนับถือ” นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงซึ่งมีประวัติไม่สะอาดหรือมีพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ พวกเจ้าเลห์เพทุบาย หรือในวงการแพทย์ ซึ่งเคยเป็นวิชาชีพที่สังคมให้เกียรติอย่างมากกลับมีกรณีฉาวโฉ่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในวงการผู้พิพากษาก็มีกรณีที่ทำให้สถาบันต้องมัวหมองอยู่เนือง ๆ เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยนั้น ที่หวังพึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริงจัง มีน้อยมาก ปัญหาเด็กหาที่เรียนในกรุงเทพกลายเป็นตลกเศร้าของพ่อแม่ตลอดกาลชั่วนาตาปี ฯลฯ

ในทางกฎหมาย ปรากฏว่ามีความไร้ระเบียบจนการใช้กฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาถึงระดับระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เกิดความวุ่นวายไปหมด

สิ่งที่น่าขันก็คือ ในเรื่อง ๆ หนึ่ง อาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันมากมายหลายฉบับและให้อำนาจบุคคลต่าง ๆ ไว้แตกต่างกัน ทำให้สังคมไทยตั้งอยู่บนช่องว่างของกฎหมายมากกว่าตัวบทกฎหมายเอง

ตัวอย่างที่ดี ก็เช่นว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีเกือบไม่ต้องรับผิดชอบเลย โดยอ้างว่าอำนาจต่าง ๆ เป็นของรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีก็อ้างว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็จะอ้างว่าเป็นอำนาจของอธิบดี อธิบดีก็มักจะกล่าวว่า “เราจะป้องกันมิให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก” โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบต่ออำนาจหน้าที่ของตนตามกฎหมายจริง ๆ เลย และเมื่อมีผู้ถามว่าเหตุใดจึงมีกฎหมายที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าวมากเหลือเกินนักกฎหมายก็จะตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า “เพื่อกระจายอำนาจและให้เกิดความคล่องตัวในทางปฏิบัติ”

ความไร้ระเบียบทางกฎหมายตั้งแต่ระดับกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศลงมาถึงระเบียบจุกจิกสารพัดเรื่องในหน่วยราชการหนึ่ง ๆ ได้กลายเป็น “ต้นทุน” ในการพัฒนาของประเทศไทยยุคใหม่ทั้ง ๆ ที่ประชาชนในยุคนี้มีการศึกษาสูงกว่ายุคก่อน ๆ

จึงนับว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นว่า มันสมองที่แท้จริงในสังคมไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือพูดง่าย ๆ ยังไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์สังคม แม้เวลาจะผ่านมาแล้วอย่างยาวนาน

ในทางวัฒนธรรม อะไรเล่าคือ วัฒนธรรมไทย? เมื่อข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เขาจะพาเราไปดูการฟ้อนรำที่ซ้ำ ๆ กัน ดูผ้าไหม ดูวัด และพาไปทานอาหารไทย เขาจะพาเราไปเที่ยวดูช้างและชาวเขา

ดูเรือในแม่น้ำและการพิธีต่าง ๆ มวยไทยและตลาดน้ำ เราได้ดูพระพุทธรูป ปราสาทราชวัง ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีต

แต่พวกเขาไม่เคยพาเราไปดูวัฒนธรรมในการศึกษาหาความรู้ของคนไทย วัฒนธรรมในการผลิตสินค้าและการให้บริการของคนไทย การคิดค้นสิ่งใหม่ ประดิษฐกรรมและศิลปกรรม ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบวัฒนธรรมที่ดีงามมากนักในธุรกิจของคนไทย และยิ่งพบเห็นได้ยากในระบบราชการของไทยซึ่งเน้นความเป็นเจ้าขุนมูลนายและสายสัมพันธ์มากกว่าการมีวัฒนธรรมที่สร้างจิตสำนึกต่อสังคม

คนไทยไม่สามารถชี้ให้เห็นวัฒนธรรมของพวกเขาในส่วนที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และไม่สามารถอธิบายให้น่าฟังได้ในระดับนามธรรม

ความคิดรวบยอดของคนไทยไม่มี ระเบียบทางความคิดเชิงวัฒนธรรมยังด้อยกว่าญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศสหรือแม้แต่อินเดียอยู่มาก

ทำให้เราชาวต่างชาติ แม้จะชอบความแปลกในเมืองไทย แต่ก็ไม่ค่อยนับถือคนไทยว่าเป็นชาติที่มีอารยธรรมที่เข้มแข็งจริง ๆ เลย

ความไร้ระเบียบทางกายภาพและทางศีลธรรม-จริยธรรม และความไร้ระเบียบทางกฎหมายและวัฒนธรรม ที่สรุปไว้ข้างต้นนี้ นับว่าเป็นข้อดีสำหรับเราซึ่งเป็นคนต่างชาติที่มีอำนาจ

เพราะแสดงให้เห็นว่า คนไทยนั้นอ่อนแอในทุกด้าน ผู้ใหญ่ก็อ่อนแอ และเด็กก็อ่อนแอ คนมีความรู้ก็อ่อนแอและคนไม่มีความรู้ก็อ่อนแอ คนมีอำนาจหรือไม่มีอำนาจก็อ่อนแอทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้ว่า

นับเป็นเวลากว่า ๕๐ ปีมาแล้ว ที่คนไทยไม่มีผู้นำที่สามารถและเสียสละอย่างแท้จริง (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) อันสะท้อนกลับมาที่ลักษณะประจำชาติของคนไทยเอง

นายท่าน! สังคมไทยเป็นสังคมที่ผุกร่อนมากแล้วรอวันแตกสลายลง เหมือนกับหินปูนซึ่งถูกน้ำกรดกัดกร่อนทุกวัน ในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรให้เห็นเป็นแก่นสารเลย

นายควรที่จะพอใจว่ารัฐบาลและบริษัทข้ามชาติ รวมทั้งมาเฟียต่าง ๆ ของเราชาวต่างชาติเพียงแต่ใช้กุศโลบายอันแยบยลอย่างเงียบ ๆ หลอกล่อให้คนไทยหลงอยู่ในวังวนของความสุขสบาย ไร้ระเบียบ หลงอยู่ในความฝันว่าตนมีสติปัญญาเพียงพอแล้วโดยการเลียนแบบฝรั่งก็ใช้ได้ ความไร้ระเบียบจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกด้าน

สังคมไทยในที่สุดจะตั้งอยู่ได้ด้วยประชาชนที่อ่อนแออย่างหลวม ๆ เพียงอย่างเดียว

ไม่มีจุดเชื่อมโยงอย่างมีความหมายกับอำนาจรัฐและอิทธิพลทางจิตใจของผู้นำทางการเมือง สังคม สถาบันหรือศาสนาใด ๆ

เมื่อนั้น เราจะบังคับเอาประเทศไทยเป็นทาสได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น

สิ่งที่เป็นเวทย์มนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เราชาวต่างชาติจะใช้สะกดผู้นำของชาติไทยก็คือ

จงหลอกล่อให้พวกเขาหลงใหลเข้าใจว่าพวกเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยทางการค้าและ

การลงทุนอันเสรี ในกฎเกณฑ์ที่เรานั่นเองเป็นผู้คิดค้นขึ้น เราจะต้องสะกดให้เขาเชื่อว่าเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยของกฎบัตรสหประชาชาติ และหลักการด้านสันติภาพ ประชาธิปไตย และมนุษยธรรมต่าง ๆ รวมทั้งมาตรฐานอันสูงส่งในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

ผู้นำของชาติไทยคือเด็กที่ถูกเฆี่ยนตีมามากพอที่จะเชื่อฟัง ไม่กล้าโต้แย้ง คัดค้าน หรือใช้กลวิธีที่มาจากมันสมองของเขาเองในการหลบเลี่ยงเอาตัวรอด

อย่าให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ชั้นสูงของการลูบหน้าปะจมูกหรือมือถือสากปากถือศีลของชนชาติเราเป็นอันขาด

ชาติเล็ก ๆ ที่น่าสงสารชาตินี้ย่อมอยู่ในอุ้งมือของเราเป็นแน่แท้ แม้คนไทยอยากจะลุกขึ้นสู้ แต่พวกเขาก็มีแต่ความรักชาติเท่านั้น ไม่มีระเบียบวินัยและพลังภายในของสังคม อันเป็นจิตวิญญาณของชาติที่แท้จริงซึ่งจะผลักดันให้ต่อสู้ได้สำเร็จเลย

สิ่งที่พึงระวัง

เราชาวต่างชาติจะต้องระวังย่างก้าวของเราบางประการเพื่อมิให้การครอบงำอย่างเงียบ ๆ นี้สะดุดหยุดลง ข้าพเจ้าขอเสนอแนวคิดต่อนายดังนี้

๑. อย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ สังคมไทยส่วนใหญ่ยังหวังพึ่งหัวหน้าฝูงและสิ่งที่มีอำนาจ เขายังไม่หวังพึ่งพาตนเองมากนัก หากสังคมไทยได้ผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ พวกเขาจะกลายเป็นชาติที่รุ่งเรืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังเช่นที่ปรากฏมาทุกยุคในประวัติศาสตร์ชาติไทย

สิ่งที่เราควรทำคือ ส่งสัญญาณสนับสนุนผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากแม่พิมพ์ (mold) แบบเก่าของไทย เช่น นาย ช. นาย ก. นาย บ. ฯลฯ หรือผู้ที่แสวงประโยชน์สูงสุดจากการเมือง คนพวกนี้จะช่วยให้เราชาวต่างชาติใช้เวทย์มนต์ของเราได้ง่ายขึ้นเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

๒. อย่าให้ผู้นำของไทยคิดออกนอกแนวโลกาภิวัฒน์ เพราะโลกาภิวัฒน์คือเวทย์มนต์ของเรา

จงทำให้พวกเขาหลงใหลมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโลกาภิวัฒน์ที่ถูกต้อง คือ การเอาใจท้องถิ่น (localization of globalization) เพื่อว่าเขาจะได้แคลงใจสงสัยน้อยลง

จงทำให้พวกเขาเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ของพวกเขานั้น จะพึ่งพากลไกของรัฐไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพานักคิดแก้ไขปัญหาอิสระในนามผู้เชี่ยวชาญและเอ็นจีโอบางแห่งที่เราสนับสนุนอยู่ จงจูงมือพวกเขา จงจูงใจพวกเขา และให้อามิสแก่พวกเขา ทำให้เขารู้สึกว่าภาคประชาชนเท่านั้นที่สำคัญ พวกเขาจะดูหมิ่นเหยียดหยามอำนาจรัฐ พวกเขาจะเกลียดชัง พวกเขาจะเคียดแค้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ความก้าวหน้าของเรา ขณะเดียวกัน เราเองจะต้องสนับสนุนให้อำนาจรัฐพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่ประชาชนเกลียดชังมากขึ้นทีละน้อยโดยแสร้งทำเป็นว่าอยากช่วยเหลืออย่างจริงใจ

๓. จงเร่งให้คนไทยรู้สึกว่าพวกเขาพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เมื่อพวกเขาหลงเชื่อว่าทุกอย่างดีขึ้น นิสัยประจำชาติของพวกเขาจะพลุ่งพล่าน พวกเขาจะลืมตัว สร้างความไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นทวีคูณ เริ่มจากการเมืองระดับชาติ ข้าราชการ นักธุรกิจ ฯลฯ ลงมาจนถึงการเมืองท้องถิ่น พระ ตำรวจ ชาวบ้าน พวกเขาจะรีบเร่งออกกฎหมายต่าง ๆ จนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ทราบว่าในเรื่องหนึ่ง ๆ จะใช้กฎหมายใด ในกรณีใด เมื่อใด พวกเขาจะย่อหย่อนต่อวินัยทางเศรษฐกิจ การคลังและการเงิน พวกเขาจะเมินเฉยต่อศีลธรรมและจริยธรรม

จะฟุ้งเฟ้อ ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอเพื่อให้เราชาวต่างชาตินิยมชมชอบ

ดังนั้น พลวัตทางเศรษฐกิจเพราะความเชื่อผิด ๆ ว่าทุกอย่างดีขึ้น จะนำไปสู่จิตวิญญาณของชาติที่เป็นอัมพาตหนักกว่าเดิมในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะเป็นโอกาสทองของพวกเราชาวต่างชาติอย่างแท้จริง

๔. จงช่วยสนับสนุนการศึกษาของคนไทย (ให้คับแคบมากขึ้นเรื่อย ๆ) จนคนทั้งชาติเชื่อว่า

การใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นคือการไม่ได้รับการศึกษา พวกเขาจะชำนาญและหลงใหลได้ปลื้มกับความสามารถทางเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งนำเอาความสะดวกสบาย และเงินเดือนสูง ๆ มาให้ จนลืมไปว่าการสร้างชาตินั้นสำคัญกว่าการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือการส่ง e-mail

เราทำให้พวกเขาเชื่อไปได้เปลาะหนึ่งแล้วว่าต่อไปคำว่า “ชาติ” จะไม่มี เพราะ internet ได้ทำลายพรมแดนธรรมชาติลงเสียแล้ว ต่อไปก็ต้องทำให้พวกเขาลืม “ความรักชาติ” และแรงปรารถนาที่จะ “สร้างชาติ” เพื่อว่าจะได้หมดความปรารถนาแบบโบราณที่จะยืนอยู่ในโลกอย่างทรนงเช่นเสรีชนอื่น ๆ

อย่าให้พวกเขาสนใจศิลปศาสตร์มากนัก เพราะวิชาเหล่านี้ทำให้พวกเขา “คิดอย่างมีจินตนาการ” อย่าให้พวกเขา “คิดได้” มาก ๆ หรือ “อยากคิด” มาก ๆ เพราะมันจะเป็นฐานพลังให้สังคมไทย “คิดสู้” จงเน้นให้พวกเขาหลงใหลในวิชาการเทคนิคและอิเลคโทรนิคเป็นสำคัญ

๕. หลีกเลี่ยงการวิพากย์วิจารณ์ระบบราชการไทย เพราะระบบราชการไทยนั้นล้าหลังมาก และเป็นทั้งอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศพร้อม ๆ กับเป็นเชื้อโรคที่กัดกินสังคมไทยโดยส่วนรวม มากขึ้นทุกที

ระบบราชการไทยเต็มไปด้วยความกดดันซึ่งทำลายทรัพยากรบุคคล เต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และไร้ความสำนึกต่อสังคม ทำให้ระบบราชการไทยเป็นมหามิตรของเราชาวต่างชาติ

อย่าชี้จุดอ่อนของเขา อย่าวิพากย์วิจารณ์ ปล่อยให้มันบ่อนทำลายคนไทยทั้งทางกายและทางใจ

ทุกลมหายใจของชีวิต จนกว่าจะหมดลม

เมื่อไม่วิพากย์วิจารณ์ มหามิตรของเราก็จะทำงานอย่างขมักเขม้นโดยหลงเชื่อว่าตนนั้นดีเลิศประเสริฐที่สุดในชาติ มีความชอบธรรมที่จะเขมือบงบประมาณแผ่นดินมากขึ้นเรื่อย ๆ จนชาติไทยทั้งชาติเป็นอัมพาตเพราะมะเร็งร้ายนี้ อย่าลืมว่าเฟืองตัวใหญ่ที่ขึ้นสนิมเขรอะย่อมทำให้จักรกลทั้งหมดหยุดได้

เราชาวต่างชาติไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย นั่งยิ้มให้มหามิตรของเรา และยื่นหัตถ์แห่งมัจจุมิตรแก่พวกเขา จนกว่าเวลาจะมาถึง

๖. จงนำรายงานฉบับนี้ให้คนไทยอ่าน

เพื่อทดสอบปฏิกิริยาของพวกเขา ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพวกผู้นำจะตอบด้วยใบหน้ายิ้มละไมว่า

“เพิ่งได้รับเอกสาร ขอเวลาให้เราแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาก่อน” ส่วนคนไทยทั่วไปจะตอบว่า “ไม่เป็นไร” แล้วหัวเราะเห็นฟันขาว

นายท่านจงตระเตรียมเครื่องปรุงรสให้พร้อมเพื่อลิ้มรสเนื้อสดอันโอชะจากแผ่นดินไทย!!

รายงานของข้าพเจ้าฉบับนี้มีเพียงเท่านี้ หากรัฐบาล บริษัทข้ามชาติและมาเฟียของเราวางแผนเข้ามาผูกมิตรกับคนไทยโดยมีเป้าหมายเช่นว่านี้แล้ว ข้าพเจ้ารับรองว่า คนไทยจะภาคภูมิใจในการผูกมิตรกับเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาโดยเนื้อแท้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมากนักและไม่ชอบคิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง พวกเขาชอบการยกยอปอปั้น หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและใช้ชีวิตตามสบาย

ข้าพเจ้าเองก็เริ่มชอบชีวิตแบบไทย ๆ เข้าแล้วซิ!

ลงชื่อ ยามวิกาล

ป.ล. ขอความกรุณาเจ้านายตอบกลับมาด้วยเพื่อทราบแนวคิดของท่าน

มะเฟือง

มี ลักษณะเป็นทรงพุ่ม มีทั้งลักษณะตั้งตรงและกึ่งเลื้อย มีต้นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย เป็นไม้เนื้ออ่อน แกนกลางมีไส้คล้ายฟองน้ำสีแดงอ่อน ลำต้นสีน้ำตาล เปลือกลำต้นไม่เรียบ ใบเป็นใบประกอบรวมกัน แผงคล้ายใบมะยม รูปใบมนรี ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบย่อยที่ปลายก้านมักใหญ่ ออกดอกเป็นช่อสั้นๆมีสีชมพูอ่อนไปจนถึงเกือบแดง (ถ้าสีของดอกมะเฟืองเป็นสีแดงมากจะเป็นมะเฟืองพันธุ์มาเลเซีย ซึ่งผลจะใหญ่และมีรสชาติดี ส่วนดอกสีขาวมากจะเป็นมะเฟืองเปรี้ยวและรสชาติไม่สู้ดีนัก) ผลอ่อนสีเขียว สุกแล้วมีสีเหลืองใส เป็นผลไม้ที่มีรูปร่างแปลก เวลาหั่นขวางจะเป็นรูปดาวสวยงาม รสชาติอร่อยถูกปาก อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและพลังงาน

สำหรับคุณค่าตามสารอาหาร มะเฟืองจะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย กล่อมประสาท ช่วยระงับความฟุ้งซ่าน จึงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับประโยชน์ของมะเฟืองนอกจากจะรับประทานสดแล้วยังนำมาทำเป็นน้ำมะเฟืองคั้นได้อีกด้วย ซึ่งตามตำราโบราณกล่าวว่ามีสรรพคุณในการแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกาย ถอนพิษไข้ เป็นยาขับเสมหะ ป้องกันโลหิตจาง โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยขับปัสสาวะและบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

สรรพคุณทางยา

- ใบมะเฟือง นำใบสดๆมาตำ ทำเป็นยารักษาโรคอีสุกอีใสและกลากเกลือ้น นำมาต้มรับประทานเป็นยาถอนพิษไข้

- ผลมะเฟือง นำมาต้มรับประทานเป็นยาแก้บิด อาเจียนเป็นเลือด ขับปัสสาวะ ปวดฟัน นิ่ว และแก้ไขเลือดออกตามไรฟัน

- เปลือกลำต้นมะเฟือง ใช้ทาภายนอก แก้ผดผื่นคันตามเนื้อตัว

- น้ำมะเฟือง นำมาดื่มแก้อาการเมาเหล้า เมารถ แก้ไข้ ท้องร่วง

http://www.postzeed.com/thread-19960-1-1.html 22/11/2551 12.13 น

1. ชื่อ มะเฟือง

2. ชื่ออื่น มะเฟืองเปรี้ยว มะเฟืองส้ม เฟือง สะบือ (เขมร)

3. ชื่อวิทยาศาสตร์ Averrhoa carambola Linn.

4. วงศ์ AVERRHOACEAE

5. ชื่อสามัญ Carambola

6. แหล่งที่พบ พบทั่วไปทุกภาค

7. ประเภทไม้ ไม้ยืนต้น

8. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางมีลำต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกของลำต้นค่อนข้างขรุขระมีตุ่มเล็กๆ ทั่วไป

ใบ ใบประกอบแบบขนนกออกเรียงกันเป็นคู่ๆ ไปตามแผง แผงหนึ่งมี 7-15 คู่ ลักษณะของใบย่อย เป็นรูปมนรีขอบ

ขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลม ริมขอบใบเรียบเกลี้ยง ใบย่อยตรงปลายมักมีขนาดใหญ่กว่าใบตรงโคนแผง

ดอก ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ อยู่ตามบริเวณกิ่งและลำต้น ดอกมีสีม่วงอ่อนเป็นดอกขนาดเล็ก

ผล ลักษณะของผลเป็นรูปเฟืองมีกลีบอยู่ 5 กลีบ เมื่อยังอ่อนผลเป็นสีเขียว แต่พอผลสุกหรือแก่เต็มที่ ผลก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม ผลสดอวบน้ำมีสันโดยรอบผ่าตามขวางเป็นรูปดาว เมล็ดมีสีดำยาวเรียวยาวประมาณ 5 มม.

9. ส่วนที่ใช้บริโภค ผล ยอดอ่อน ใบอ่อน

10. การขยายพันธุ์ เมล็ด การตอนกิ่ง

11. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและดินทุกสภาพ ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง

12. ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดปี

13. คุณค่าทางอาหาร ผลมะเฟือง 100 กรัม มีคุณค่า

Cal Moist ure Protein Fat CHO Fibre Ash . Ca P Fe A.I.U B1 B2 Niacin C

Unit % Gm. Gm. Gm. Gm. Gm mg. mg. mg. mg. mg. mg. mg.

ผล 34 92.3 0.4 0.1 7.8 1 - 9 15 0.9 267 0.02 0.17 0.8 28

14. การปรุงอาหาร ผล ใช้ยำเป็นเครื่องปรุงรส รับประทานกับแหนม ใบอ่อนรับประทานกับ ลาบ ก้อย

15. ลักษณะพิเศษ -

16. ข้อควรระวัง มีประจำเดือนห้ามกิน ตกขาว ถ้าตั้งครรภ์กินเข้าไปทำให้แท้ง

17. เอกสารอ้างอิง กองโภชนาการ กรมอนามัย. 2530. ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม

. 48 หน้า.

วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2531. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. 880 หน้า.

เต็ม สมิตินันทน์. 2523. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้ 379 หน้า.

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยและสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2541. มหัศจรรย์ผัก 108. พิมพ์ครั้งที่ 4.411 หน้า.

สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2542. ผักพื้นบ้านภาคกลาง 279 หน้า.

สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ. ผลการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการผักพื้นบ้านอาหารธรรมกาชาติอีสาน ครั้งที่ 2. 177 หน้า. ที่มา http://singburi.doae.go.th/acri/index.htm

มองแต่แง่ดีเถิด

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา

จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่

เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู

ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

•จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว

อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย

เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย

ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

(ท่านพุทธทาสภิกขุ)

IP: xxx.47.141.99
เขียนเมื่อ 20 Jan 2010 @ 21:36

การหมักใช้ผลไม้ชนิดเดียวหมักหรือสามารถรวมกันหลายๆชนิดได้คะ

ความหวัง
IP: xxx.31.121.87
เขียนเมื่อ 28 Feb 2010 @ 15:41

อ่านข้อความแล้วมันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่นาย(อยู่ต่างประเทศ)จะดำเนินการในลักษณะแบบนี้ ที่จริงผมเข้ากลุ่มโดยมีผู้นำทางจิตวิญญาณ เมื่อปี 39 ผมได้รับรู้แผนการอันนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะดูหมิ่นดูแคลนชาวไทยในทัศนคติของคุณ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากลุ่มที่มีผู้นำทางจิตวิญญาณที่เข็มแข้งนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ เราสามารถรู้ว่าพวกคุณกำลังทำอะไร แต่เราไม่สามารถบอกสิ่งที่เรารู้ให้คนในประเทศไทยได้รู้ทั่วทุกคน จะมีวิธีใดเล่าที่กลุ่มเราจะทำได้ อันนี้ขอให้นายของคุณดูต่อไปแล้วกันว่า เรา(กลุ่มผู้นำทางจิตวิญญาณ) จะใช้ระบบอันใดทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทั้งทางวัฒ่นธรรม ศีลธรรม และเศรษฐกิจ ภายใน20ปีข้างหน้าถ้านายของคุณไม่จากไปเสียก่อน คงได้เห็นประเทศไทยเป็นมหาอำนาจทางจิตวิญญาณ เป็นผู้นำทางด้านศาสนา แน่นอน คุณคอยดูก็แล้วกัน ผมแน่ใจในผู้นำของกระผม หน้าที่ของคุณๆ ก็ทำไป ส่วนหน้าที่ผู้จะฟื้นฟูก็จะทำหน้าที่ไป เวลาจะยาวนานแค่ไหน เราไม่รู้ จะชนะหรือแพ้ เราก็ไม่รู้ แต่รู้อย่างเดียวคือ สู้ต่อไป 555

พระมหาวุฒิชัย ว.วชิรเมธี 'สติมาประชาธิปไตย' เทศนาดับร้อน 14 มี.ค.

"สังคมที่ใช้อารมณ์นำทาง เป็นสังคม "กลียุค"

ในวันที่คล้ายกลิ่นดินปะสิว กลิ่นเลือดแห่งสงครามคละคลุ้งไปทั่วทุกย่อมหญ้า ในขณะที่ทุกโพล ทุกสำนักระบุตรงกันถึงภาวะความเครียดว่าคนไทยอยู่ในภาวะนอนไม่หลับกับการกรีฑาทัพของกลุ่ม นปช. "แดงทัพแผ่นดิน" ในครั้งนี้

ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสคุยกับ พระมหาวุฒิชัย หรือ ว.วชิรเมธี สงฆ์ผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ช่วยหาวิธีผ่าทางตัน ในวันที่ประชาชนรากหญ้า และคนเมือง กระทั่งพระสงฆ์ไทยร้อนรุ่มทั้งใจและกายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

Q : ทำไมปัจจุบันคนกลัว มีความเครียด กับเรื่องการชุมนุมกันมาก ทุกโพลสำรวจก็ออกมาว่าคนเครียดมากมาย

A : เหตุผลหลักก็เพราะว่ามันมีสัญญาณบางอย่างที่จะใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น เช่น มีการให้สัมภาษณ์ด้วยความเคียดแค้น ข่มขู่ คุกคาม เช่น จะทำสงคราม 10 ทัพ ที่ยิ่งใหญ่กว่าสงคราม 9 ทัพในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดูเหมือนกรุงเทพฯ จะถูกปิดล้อมจากทุกทิศทุกทาง และบีบให้ใช้ความรุนแรง อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีคนตายเพื่อสร้างเงื่อนไขในการต่อรอง หรือเปิดเงื่อนไขให้อำนาจพิเศษ เช่น รัฐประหาร อีกครั้งหนึ่ง ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนประหวั่นพรั่นพรึงกันไปหมด

Q : ประชาชนธรรมดาๆ หรือที่เรียกว่าคนที่กลางๆ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดควรมีทีท่ากับวันที่ 14 มี.ค 53 ธรรมะจะแนะนำคนเหล่านี้ว่าอย่างไร...?

A : ประการที่ 1 เราไม่ควรจะ “ตื่นตูม” แต่ควรจะ “ตื่นรู้” ลุกขึ้นมาศึกษาสถานการณ์อย่างรอบด้าน 2 ติดตามวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ ช่องทาง จะได้ไม่ตกเป็นแนวร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างงมงาย แล้วกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงเสียเอง 3 เราทุกคนในฐานะที่เป็นคนไทย ต้องแสดงเจตจำนงว่าเราไม่ยินดีต้อนรับความรุนแรง ไม่ว่าจะก่อโดยภาครัฐ หรือกลุ่ม นปช. ก็ตาม ถึงเวลาที่ทุกคนที่คนไทยทุกคนต้องแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ยินดีต้อนรับความรุนแรง นี่เป็นทางออกทั้ง 3 วิธี

Q : มีวิธีคิดมุมดีๆ มุมไหนที่ทำไม่ให้คนกลัววันพรุ่งนี้ ไม่ให้กระวนกระวายไหม...?

A : อาตมาคิดว่า ขอให้เชื่อมั่นไว้ว่าความรุนแรง โอกาสที่จะเกิดคงไม่มาก เพราะว่าใครใช้ความรุนแรงก่อนคนนั้นก็แพ้ ในทางลึกๆ แล้ว ภาครัฐก็ดี นปช.ก็ดีไม่มีใครอยากใช้ความรุนแรง ขอให้เชื่อมั่นอย่างนี้ไว้เป็นเบื้องต้น ถ้ามีการใช้รุนแรงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เท่ากับว่าฝ่ายนั้นเท่ากับว่าสร้างเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นทันที

นี่คือข้อเท็จจริงที่ควรตระหนักรู้เอาไว้ ว่าลึกๆแล้วไม่มีใครอยากใช้ความรุนแรง ดังนั้นอย่ากลัวและทุกข์เกินจริง

Q : อย่าตื่นกลัวเกินจริงก็ถูก แต่คำถามก็คือทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ขนาดที่ว่า ต้องกระหืดกระหอบกักตุนอาหาร กระทั่งถอนเงินสดออกจากธนาคารมาเก็บเอาไว้

A : ก็เพราะว่าเรากำลังเขียนภาพความรุนแรงให้เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การเจรจาต่อรอง เหล่านี้คือยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ฝ่ายเท่านั้นเอง ในส่วนของประชาชนไม่ต้องไปกลัวถึงขั้นนั้นหรอก ความรุนแรงใครใช้คนนั้นแพ้เลยนะ จบเลย ม้วนเสื่อเลย ถ้าประชาชนรู้เท่าทันว่าเป็นความรุนแรงที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อนำไปสู่การเจรจาต่อรองเท่านั้นลึกๆ แล้วไม่มีใครต้องการใช้ความรุนแรง

ฉะนั้นแล้วประชาชนไม่ควรที่จะกลัวเกินจริง หรือถ้าเกิดมีการใช้ความรุนแรงขึ้นมาจริงๆ ตัวเองก็ควรจะอยู่ในที่ตั้ง ไม่จำเป็นต้องออกไปเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงนั้นโดยเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทั้งทางตรง-ทางอ้อม แล้วก็หากติดตามข่าวสารเหล่านี้แล้วรู้สึกว่าเครียด ก็ให้ลดการติดตามไปทำอย่างอื่นแทน เพราะยังไงโลกยังหมุนต่อไปตามเดิม อาตมาเองก็ใช้วิธีนี้ ตอนนี้อาตมาก็ขึ้นมาอยู่ต่างจังหวัด อาตมายังรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักอย่างเลย เห็นไหมว่าโลกมันไม่ได้เดือดปุดๆ ไปทุกจุดหรอก มันมีบางจุดเท่านั้นที่เราเอาตัวเองไปเกี่ยวข้อง หากเห็นว่าเอาตัวเองไปเกี่ยวข้องแล้วตัวเองร้อนรุ่ม กลุ้มใจ ถอนตัวออกมา แล้วไปทำกิจกรรมอื่นๆ ของชีวิตดู อย่าหมกหมุ่นเกินไป

Q : ตามหลักพุทธศาสนาการเมืองเป็นเรื่องของทุกๆ คนไหม...?

A : การเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคนในสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในสังคมจะต้องกระโดดร่วมเข้าร่วมการเมืองอย่างไร้สติ เรามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ แต่ต้องเป็นการเมืองที่มีสติ การเมืองที่ไม่มีสตินั้นเป็นเรื่องของพวกมากลากไป การเมืองที่มีสตินั้น เป็นเรื่องของเหตุผลเวลานี้สังคมไทยน่าเป็นห่วงมาก เพราะเรากำลังอยู่ในสังคมที่ก้าวข้ามการใช้เหตุผล มาใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ สังคมที่ใช้อารมณ์นำทางเป็นสังคมที่ล่อแหลมต่อการเกิด “กลียุค”

ดังนั้นจำเป็นที่เราคนไทยทุกภาคส่วนจะต้องหยิบยกเอา “เหตุผล” ขึ้นมาชี้ทิศนำทาง ฉะนั้นต้องระมัดระวังตรงนี้ อาตมาเองอยากจะมองว่าเวลานี้ประชาธิปไตยของไทยนั้น เป็นประชาธิปไตยที่เรียกกันว่าเป็น “อหิงสาประชาธิปไตย” เป็นที่ “วิหิงสาประชาธิปไตย” คือประชาธิปไตยที่มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรง เราจึงต้องเปลี่ยนใหม่มาเป็นสติมาประชาธิปไตย

สติมาแปลว่ามีสติ สติมาประชาธิปไตย คือประชาธิปไตยในการกำกับของสติ ทุกวันนี้เป็นประชาธิปไตยในการกำกับของความรุนแรง

ลองดูสิ โฟนอินเข้ามาก็พูดแต่ความรุนแรง ตัวแทนออกมาให้สัมภาษณ์ก็พูดแต่ความรุนแรง แล้วหัวหน้ากลุ่มหัวหน้า

ก๊วนมีประวัติเป็นนักเลงทั้งนั้นเลย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “วิหิงสาประชาธิปไตย” คือ ประชาธิปไตยที่มีแน้วโน้มจะใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่อันตรายมาก ฉะนั้นเราต้องกลับมาใช้ “สติมาประชาธิปไตย” คือประชาธิปไตยของคนที่ใช้สตินำทาง

Q : การที่เราเห็นปรากฏการณ์พระสงฆ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในมากมายในยุคนี้ พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร…?

A : พระสงฆ์สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ ในฐานะผู้ถ่ายทอดธรรมะให้แก่นักการเมือง ไม่ใช่ผู้ที่เข้าไปคลุกคลีตีโมงกับการเมือง ตรงนี้ต้องชัด นักการเมืองซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ให้รู้จักว่า อะไรดีอะไรชั่ว อะไรคือประโยชน์ตน อะไรคือประโยชน์ท่าน หน้าที่ของพระสงฆ์ในทางการเมืองมีแค่นั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่พระสงฆ์ก้าวล่วงเข้าไปถึงขั้นคลุกคลีตีโมง หรือลงไปเล่นการเมืองเสียเอง ถือว่าเลยจุดที่พระธรรมะวินัยจะอนุญาตแล้ว ไม่ถูกต้อง

Q : เล่นการเมืองไปถึงขั้นคลุกคลีตีโมงที่พระอาจารย์กล่าวหมายความต้องถึงขั้นไหน...?

A : 1. เข้าไปเป็นกุนซือให้กับนักการเมือง 2. เข้าไปร่วมวางยุทธศาสตร์ให้กับนักการเมือง 3. เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียให้กับนักการเมือง ถ้าทำ 3 ขั้นนี้เมื่อไหร่ ถือว่าทำหน้าที่เลยสิ่งที่พระธรรมวินัยอนุญาต อันนี้อันตรายมาก พระสงฆ์เกี่ยวข้องกับการเมืองได้ในสถานะเดียวเท่านั้น คือผู้ถ่ายทอดหลักธรรมสำหรับนักการเมืองเท่านั้น ถ้าเลยไปถึงลงเล่นการเมืองเมื่อไหร่ ถือว่าทำผิดพระวินัยทันที ถามว่าตกนรก ตกนรกแน่นอน

Q : ตามหน้าสื่อต่างๆ มีพระบางรูปบอกว่า อาตมาชื่นชอบนักการเมืองคนนี้ๆ เหลือเกิน เป็นโชคดีของประเทศที่ได้นักการเมืองคนนี้ๆ มาดูแลประเทศ กระทั่งเทศนาเชียร์ให้คนอื่นๆ ที่มาทำบุญคล้อยตาม กลับกันกลับเทศนาตำนิด่าทอคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง อย่างนี้ผิดไหมพระธรรมวินัยไหม

A : ผิดแน่นอน สามารถแบ่งความผิดอย่างนี้มี 2 แบบ 1. ผิดวินัย หรือผิดตามกฏหมาย ซึ่งอาจจะไม่มาก แต่ผิดในแง่ของเจตนารมณ์ของการเป็นพระแล้วผิดรุนแรง เพราะการที่คุณเป็นพระบอกอยู่แล้วว่าเป็นการหันหลังให้กับการเมือง คุณยังเข้าไปคลุกคลีอยู่ถือว่าไม่ถูกต้อง เจตนารมณ์คือคุณกล้าออกมาจากวิถีชีวิตแบบชาวโลก แต่ถ้าคุณยังลงมาคลุกคลีตีโมงทางการเมืองกับชาวโลกอยู่ ไปมีส่วนได้ส่วนเสียส่วนปลุกเร้า หรือแสดงความชื่นชมนักการเมืองอย่างออกนอกหน้าเกินไป จนทำให้มีผลเสียหรือดีคนใดคนหนึ่งถือว่าไม่ถูกต้องหมดเลย ท่าทีอย่างนี้ถือว่าไม่ผิดวินัย แต่มันเป็น “โลกวัชชะ”

“โลกวัชชะ” แปลว่าชาวโลกติเตียน ซึ่งอาจไม่ผิดวินัยร้ายแรง แต่อยู่ในวิสัยที่ชาวโลกรับไม่ได้ คือวินัยอาจบัญญัติไว้ไม่ถึง เพราะพระธรรมบัญญัติไว้ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าเปิดช่องเอาไว้ให้ แต่ถ้าชาวโลกไม่ยอมรับ ถือว่าไม่ถูกต้อง นี่เรียกว่าไม่ผิดโดยกฎหมาย แต่ผิดโดยเจตนารมณ์ ฉะนั้น แสดงความชื่นชม สนับสนุนนักการเมือง หรือช่วยเหลือ อย่างนี้ก็ไม่เหมาะไม่ควรด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น

Q : แล้วปรากฏการณ์ของพระสงฆ์บางรูปเช่นนี้ เอาหลักศาสนาอธิบายได้อย่างไร...!

A : 1. ต้องยอมรับว่าพระสงฆ์บางรูปการศึกษาไม่ดี 2. มีอคติ เลือกข้างไปแล้ว 3. เป็นผู้ที่ได้รับส่วนได้เสียของนักการเมือง พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ นักการเมืองจำนวนหนึ่งอาจจะจัดสรรงบประมานไปอุปถัมภ์บำรุงวัดของท่าน และนั่นเป็นเหตุให้เรียกร้องบุญคุณทางอ้อม เพราะพระสงฆ์เองก็ถือหางมวลชนไว้ไม่น้อยเหมือนกันสำหรับบางรูป ซึ่งนั่นเป็นจุดที่อันตรายมากสำหรับพระสงฆ์ พระเองก็ต้องระวังสถานภาพตัวเองไว้ว่า เกี่ยวข้องกับการเมืองได้เรื่องเดียวเท่านั้น คือในฐานะพระผู้เตือนสตินักการเมือง มากกว่านั้นถือว่าไม่เหมาะ

Q : เป็นไปได้ไหมว่าส่วนหนึ่งที่เกิดปรากฏการณ์พระจีวรแดง พระจีวรเหลืองในสมัยนี้พระสงฆ์เสพข่าวสาร ทั้งทางทีวี วิทยุ และท่องอินเทอร์เน็ตมากเกินไป จริงแล้วตามหลักพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ สามารถดูทีวี ฟัง วิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์เล่นอินเทอร์เน็ตได้ไหม...?

A : พระสงฆ์สามารถติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองได้ แต่เราต้องช่วยให้ท่านติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอย่ารอบคอบและรัดกุม ต้องไม่ลืมว่าพระสงฆ์ก็คือลูกชาวบ้าน ดังนั้นถ้าท่านถูกกรอกข้อมูลอย่างผิดเรื่อยๆ ท่านก็จะมีวิธีคิด วิธีเชื่อ ที่ผิดๆ ไม่ต่างจากชาวบ้านเหมือนกัน และนั่นก็เป็นเหตุให้พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งนั้นรับข้อมูลที่ผิด การที่พระสงฆ์รับข้อมูลที่ผิด ก็ทำให้ปฏิกิริยาปฏิบัติก็ผิดทางการเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นพระสงฆ์ ผู้รู้หลักพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ต่อให้มีข้อมูลข่าวสารมามากแค่ไหน ท่านก็จะครองวาจา ครองกายให้อยู่ได้ ไม่มีปัญหา คือ ต้องยอมรับว่าพระสงฆ์ไม่น้อยที่เป็นลูกชาวบ้าน ที่ยังไม่เข้าใจ 1. ธรรมะ ที่ไม่รู้การวางสถานะตัวเองต่อการเมือง 2. ไม่เข้าใจการเมืองไทย 3. ไม่เข้าใจสังคมไทย 4. รู้ไม่เท่าทันพวกนักการเมือง บางครั้งนักการเมืองก็เข้ามาหลอกพระ ภายใต้การอุปถัมภ์ ยิ่งถวายอุปถัมภ์มากๆ ก็สะกดพระได้มากๆ เพราะฉะนั้นต้องระวังว่าเขาเคารพ เราหรือกดเรา ถ้ารู้ไม่เท่าทัน พระก็จะถูกหลอกเป็นเครื่องมือได้เหมือนกัน จุดยืนของพระต่อการเมืองไทยคือ พระนั้นอยู่เหนือการเมือง ถ้าทำมากกว่านี้จะผิดเจตนารมณ์ของพระ

Q : หลายคนสงสัยว่า เวลาที่คนส่วนน้อยทำให้คนส่วนมากเดือดร้อน เราจะมีวิธีคิดยังไงให้คนที่ส่วนมาก ไม่โกรธ ไม่เคียดแค้นจากการถูกละเมิดสิทธิส่วนตัว...?

A : อาตมาคิดว่า คนเมืองที่อยู่ในพื้นที่ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี เราไม่มีสิทที่จะไปโกรธคนที่เขาไม่รู้

เรามีหน้าที่ทำความเข้าใจว่า ทำไมคนไทยของเราถึงถูกปลุกปั่น ด้วยความเข้าใจเท่านั้นที่เราจะทำการเมืองได้อย่างสันติ คนจำนวนหนึ่งถูกปลูกปลูกปั่นให้โกรธเกรี้ยวกราด ใช้อารมณ์ของเขา มีแนวโน้มที่จะทำลายคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นเราอย่าไปใช้ “อารมณ์” กับเขา เราต้องใช้ “ปัญญา” แล้วยึดหลักว่าด้วยปัญญาและความเข้าใจจะนำพาการเมืองไทยก้าวข้ามความรุนแรงไปได้ ถ้าเขาใช้อารมณ์ และเราก็ใช้อารมณ์ แน่นอนที่สุดก็จะกลายเป็นความรุนแรง

Q : เมื่อเจอความรุนแรงมา แต่กลับตอบโต้กลับด้วยความรุนแรง ดังนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่เริ่มก่อความรุนแรง

A : พระพุทธองค์กล่าวว่าถ้าคนที่ทำให้เราโกรธและโกรธตอบ ทั้ง 2 คนนี้เลวพอกัน ดังนั้นถ้ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งถูกปลุกปั่น เพื่อให้อารมณ์ในเมืองหลวง แล้วคนในเมืองหลวงก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรงพอกัน ต่างฝ่ายก็จะทำให้ใครไม่ได้ดีไปกว่ากัน ถ้าฝ่ายหนึ่งใช้อารมณ์ อีกฝ่ายก็ควรที่จะต้องใช้เหตุผล ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งคุกคาม อีกฝ่ายก็ควรจะใช้สันติวิธี ฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธ อีกฝ่ายต้องวางอาวุธ ฝ่ายหนึ่งเป็นไฟ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเป็นน้ำ อีกฝ่ายใช้แบบกองโจร อีกฝ่ายต้องใช้มาตรการแบบอารยะ

พระพุทธองค์บอกว่า ต่อสู้ความชั่วด้วยความดี ต่อสู้ความโกรธด้วยความไม่โกรธ ต่อสู้ความตระหนี่ด้วยการให้ ต่อสู้ความเท็จด้วยความจริง นี่คือวิธีแบบพระพุทธศาสนา คือ จงเอาชนะความชั่วด้วยความดี

Q : กล่าวได้เต็มปากไหมว่าเหตุการณ์วันที่ 14 มี.ค.นี้ ถือมารทดสอบจิตใจคนไทยชั้นดี

A : ให้มองอย่างหนึ่งว่านี่คือวิกฤติและนี่คือการพิสูจน์ธรรมะของคนไทยที่ผ่านเข้ามา ที่จะพิสูจน์ว่า เรามีธรรมะกันจริงหรือเปล่า ถ้ามองแบบนี้แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่ดีมาก เพราะเป็นเหตุการณ์ที่จะพิสูจน์บารมีธรรมของคนไทยทั้งชาติ

Q : ศาสนาอธิบายได้ไหมว่า อีกสักกี่ปีที่จะประเทศไทยจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

A : อาตมาคิดว่าภายใน 10 ปีนี้ความขัดแย้งจะสงบ แล้วหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่โหมดประชาธิปไตยที่เป็นอารยะได้ เท่าที่ดูเห็นว่าฐานอำนาจต่างๆ มันกำลังจัดผลประโยชน์ให้ลงตัว โดยเมืองไทยเองก็กำลังจะนำหลักนิติรัฐเข้ามานำประเทศชาติบ้านเมือง ทีนี้นักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เคยอยู่ดีมีสุขเพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ พอวันหนึ่งกฎหมายมันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมามันก็ต้องดิ้นหนีให้พ้น ทำให้คนมองว่าในเมืองไทยกฎหมายไม่เคยศักดิ์สิทธิ์ พอมันมีผลขึ้นมาก็รับไม่ได้อันนี้เรื่องที่ 1 คือ ใช้หลักนิติธรรมให้มานำนิติรัฐ 2. เราพยายามที่จะเกลี่ยผลประโยชน์ให้ทุกกลุ่มที่จะรับได้ 3. ความพยายามที่จะลบช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบท 4. มีความพยายามแปรรูปนโยบายของรัฐที่อยู่บนกระดาษให้เป็นความเป็นจริง 5. ไทยเองพยายามปรับตัวให้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์

อย่างไรก็ดี ถ้าเรื่องนี้สามารถบริหารจัดการได้ดีใน 10 ปีข้างหน้า ไทยจะดีเลย นี่เป็นแนวโน้มของการเมืองไทย นี่เป็นช่วงวิกฤติที่ทุกกลุ่มมาเจอกัน แต่ตอนนี้มันกำลังจะจัดระบบของมันอยู่อีก 10 ปีเห็นผล

Q : ถ้ามีคนถามพระอาจารย์ว่าวันนี้ยังก้ำๆ กึ่งๆ ชั่งใจว่าจะออกมาชุมนุมกันดีไหม ในทางพุทธศาสนาจะมีวิธีคิดแบบก้ำๆ กึ่งๆ อย่างไร

A : เราควรจะมุ่งไปที่หลักการของประชาธิปไตย ไม่ควรมุ่งไปที่บุคคล ถ้าเรามุ่งไปที่บุคคล ถ้าได้บุคคล หลักการเสีย ก็เสียทั้งหมด แต่ถ้าเรายอมเสียบุคคล แต่รักษาหลักการไว้ได้ แค่เสียคนแค่คนเดียว แต่หลักการยังอยู่กับคนทั้งหมด ฉะนั้นให้ทำเพื่อหลักการ ไม่ใช่ทำเพื่อบุคคล เพราะถ้าคนนั้นวันหนึ่งก็จะแตกดับไป แต่คนนั้นหลักการนั้นจะอยู่เป็นหลัก เพื่อเป็นหลักประกันให้กับคนอื่นๆ ในประเทศนี้ทั้งประเทศอีก เพราะฉะนั้นทำอะไรก็มุ่งไปที่หลักการ อย่ามุ่งไปที่คน คนจะประสบความสำเร็จ แต่ประเทศชาติอาจจะล้มเหลว แต่จงมุ่งไปที่หลักการจะมีคนเจ็บไม่กี่คน แต่ประเทศชาติจะได้ไปต่อ ฉะนั้นให้คำนึงถึงหลักการ

Q : ทุกวันนี้คนตักบาตร ทำบุญให้กับพระสงฆ์น้อยลงบ้างไหม...?

A : คิดว่ายิ่งวิกฤติคนก็ยิ่งใส่บาตร ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง ขออย่างเดียวเท่านั้นแหละ อย่าให้พระสงฆ์ลงไปร่วมเดินขบวนกับเขา เพราะเมื่อไหร่เป็นแบบนั้น เมื่อนั้นดุลยภาพของสังคมจะเสียทันที เพราะสถาบันสงฆ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นการถ่วงดุลสำหรับสังคม และคนไทยโชคดีมากที่มีสถาบันสงฆ์ ยิ่งเวลานี้กำลังขาดสติก็จะมีพระออกมาเตือนนี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก เราจะต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากสถาบันสงฆ์ในฐานะเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่เตือนสติของสังคม อย่าหลอกใช้สถาบันสงฆ์ลงไปคลุกคลีตีโมงกับชาวบ้าน เพราะไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อสถาบันสงฆ์เอง

อาตมามีเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง ตอนที่พระนเรศวรไปทำยุทธหัตถีกับพระราชา ในครั้งนั้นชนะกลับมา แต่ว่าแม่ทัพนายกองตามไปไม่ทัน จึงมีรับสั่งว่าจะตัดหัวแม่ทัพนายกองทิ้ง วันนั้น “สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว” ขอบิณฑบาตชีวิตแม่ทัพนายกองทั้งหมด สมเด็จพระนเรศวรบอกว่ามาขอบิณฑบาตชีวิตแม่ทัพนายกองก็จะให้ แต่จะไม่ให้เฉยๆ แต่จะให้ไปตีเมืองอื่นเอามาเป็นการไถ่โทษ สมเด็จฯ ท่านตอบไปว่าเรื่องการทำศึกสงครามเป็นเรื่องของมหาบพิตร อาตมาไม่ขอคิดเห็น นี่เป็นท่าทีของพระสงฆ์ต่อการเมือง

นี่คือบทบาทของพระสงฆ์ที่เคยเกิดขึ้นสมัยก่อน ถ้าฟังเรื่องนี้ให้ดี จะทราบว่าท่าทีของพระสงฆ์ต่อการเมืองนั้นคืออะไร

Q : ย้ำอีกทีในฐานะประชาชนเราจะผ่านวันที่ 14 มี.ค.นี้ไปได้อย่างไร

A : มองโลกในแง่ดี ว่าคนไทยถึงยังไงก็ไม่อยากฆ่ากันหรอก ที่ชุมนุมกันแค่การวางยุทธศาสตร์นำไปสู่การต่อรองเท่านั้นเอง ให้สบายใจได้ อาตมาเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านวันพรุ่งนี้ไปด้วยความสวัสดี วันที่ 14 มี.ค.นั้น จะเป็นวันธรรมดาที่ผ่านไปด้วยความสงบ แล้วเมืองไทยจะอยู่ด้วยกันแล้ว เมืองไทยก็จะร่มเย็นและเป็นสุขต่อไป

แล้วเราทุกๆ คนจะก้าวข้ามผ่านวันที่ 20 มี.ค.53 นี้ไป

weerasak
IP: xxx.122.50.136
เขียนเมื่อ 28 May 2010 @ 14:02

goldenzyme เอนไซม์เพื่อสุขภาพ เป็นเอนไซม์ที่ให้แร่ธาตุต่างๆแก่ร่างกาย

หาขัอมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.healthyzyme.com/

สาธิต
IP: xxx.164.25.5
เขียนเมื่อ 22 Dec 2010 @ 12:19

ยินดีรับปรึกษาเรื่องสุขภาพทุกเรื่องคับ เหตุของโรคที่เกิดขึ้นทางวิถีพุทธ แผนจีน-แผนไทยแนวทางธรรมชาติบำบัดคับ เส้นผมบังภูเขาคับ สิ่งที่ผมพูดคือสิ่งที่คุณเป็นคับ สอบถามได้นะคับ089-4276675

เอนไซม์สกัดจากพืช100% มีอย.และเครื่องหมายฮาลานแล้วคับ เหมาะสำหรับท่านที่มีปัญหากับการย่อย มีเลอ ผายลมมีกลิ่นแรง แน่น จุกที่คอหรือแน่นหน้าอกหายใจไม่อิ่ม คอแห้ง เจ็บคอ คออักเสบบ่อย ไมเกรน ทอมซิลอักเสบ ท้องอืด ท้องผูก นอนไม่หลับ ปวดรอบเดือนที่มากและกระปริกระปอย ปัสสาวะไม่หมด ใช้แล้วเห็นผลเร้วมากคับ ราคาไม่แพง ติดต่อสอบถามได้นะคับ089-4276675

ทวีศักดิ์ คนไทย 100 %
IP: xxx.53.131.150
เขียนเมื่อ 10 May 2011 @ 09:41

อ่านแล้วไม่รู้ว่าเป็น เรื่อง เอนไซม์เพื่อสุขภาพ / การเมืองเพื่อสุขภาพ หรือ ศาสนาเพื่อสุขภาพ มั่วกันไปหมด เฮ้อประเทศไทย