ถ้าจำเป็นต้องคุยเรื่อง.. ความตายกับผู้ป่วยมะเร็งเด็กระยะสุดท้าย

การบอกข่าวร้ายสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเด็กระยะสุดท้าย

ฉันได้อ่านเรื่อง

คุยเรื่อง ความตายกับผู้ป่วยมะเร็งเด็กระยะสุดท้าย

ในหนังสือพิมพ์มติชน ปีที่30 ฉบับที่10742 วันที่ 8 สิงหาคม 2550

ดิฉันอ่านแล้ว  อยากจะนำมาเล่าต่อ

เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับบุลากรทางการแพทย์ พยาบาล แม่เด็กที่กำลังประสบกับปัญหานี้หรือบุคคลที่สนใจ

ทพญ อพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ กล่าวว่า

เด็กอายุแรกเกิด - 8 ขวบ

ไม่เข้าใจความหมายและไม่รู้ว่าความตายคืออะไร

เข้าใจเพียงว่านอนหลับไปเฉยๆ

จึงไม่จำเป็นต้องบอก

เด็กอายุ 8 ขวบขึ้นไป

เด็กจะเริ่มรู้และจินตนาการ เรื่อง ความตายจากญาติพี่น้องที่เสียชีวิตแล้ว

การสื่อสารเรื่องความตาย....จึงควรใช้ภาษาเด็ก

ถ้าเป็นเด็กเล็กมาก

ไม่ควรใช้ภาษาพูด

ควรใช้ภาษาจากสื่อต่างๆแทน เช่น เด็กชอบรถยนต์ อาจพูดถึงรถยนต์ที่หนูเล่นประจำเกิดเสีย ต้องส่งโรงซ่อม เติมนำมัน พ่นสีใหม่ จึงจะวิ่งได้เหมือนเดิม 

เหมือนหนูเกิดป่วยก็ต้องรักษา

หรือรถยนต์ถ้าผุพังมากอาจพังได้...เหมือนร่างกายหนูก็พังได้

แต่หัวใจหนูจะไปอยู่กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าคือใครล่ะ

พระเจ้าคือ...ผู้ใจดี ท่านอยู่บนฟ้า ท่านจะต้องรักหนูมาก

หรือหาภาพมาประกอบซึ่งเป็นภาพที่คุ้นเคย เช่น ภาพพระพทธรูปที่เด็กเคยสวดมนต์กับพ่อแม่ที่บ้าน สิ่งที่เด็กอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น คุ้นเคย มั่นคงและช่วยลดความกลัวลงได้

ดังนั้นการสื่อสารกับเด็ก ไม่ควรใช้คำว่า ความตาย เพราะถือเป็นคำที่เจ็บปวด

ควรพูดให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย นึกภาพจินตนาการและเห็นที่มาที่ไปของตัวเองว่า เคยทำดีและอยากทำอะไรต่อไป

การสื่อสารเรื่อง ความตาย ควรพูดคุยให้เหมือนเรื่องธรรมดา

อ่านแล้วได้ประโยชน์มาก และเป็นตัวอย่างที่ดี

ที่พยาบาลสามารถนำมาใช้ได้จริงกับผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน APN: Oncology

คำสำคัญ (Tags)#พัฒนางาน#การสื่อสาร#การบอกข่าวร้าย#ผู้ป่วยมะเร็งเด็กระยะสุดท้าย

หมายเลขบันทึก: 118231, เขียน: 09 Aug 2007 @ 06:15 (), แก้ไข: 14 Jun 2012 @ 21:40 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 18, อ่าน: คลิก


ความเห็น (18)

  • มาเก็บเรื่องเล่าดีๆตอนเช้าค่ะ
  • การพยาบาลนอกจากการรักษาร่างกายแล้ว เรื่องจิตใจก็สำคัญมากค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ

Chabu
เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะ การพยาบาลผู้ป่วย นอกจากจะพยาบาลด้านร่างกายแล้ว การพยาบาลด้านจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะผู้ป่วยถ้ากำลังใจดี เขาก็จะมีกำลังสู้กับความเจ็บปวดที่เขาเป็นอยู่ได้ และพร้อมที่จะรับมือกับมัน

ตัวอย่างที่คุณอุบลนำมาให้อ่านนี้ มีประโยชน์มากเลยค่ะ ไม่เฉพาะกับผู้ที่ทำอาชีพพยาบาลเท่านั้นนะค่ะ แต่มีประโยชน์สำหรับทุกคนที่เป็นผู้ดูแลและให้กำลังใจคนที่กำลังป่วยอยู่ค่ะ

สวัสดีค่ะคุณพัชชา

ขอบคุณค่ะ

ที่การเขียนเรื่องนี้ทำให้เป็นความรู้ให้เก็บเกี่ยวได้

สวัสดีค่ะคุณ Chabu

การเล่าเรื่องนี้ทำให้เป็นความรู้กับทุกคนได้

ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนค่ะ

^ - ^
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากสำหรับเนื้อหาอันเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใ้ช้ได้จริงในการทำงาน 

ทำให้ผมนึกถึงอีกบล๊อกหนึี่งของ อาจารย์หมอมาโนช ที่ได้เขียนเรืองการดูแลผู้ป่วยใกล้ตายไว้เหมือนกัน

ลองค้นดูนะครับ ผมยังทำลิงค์ให้ไม่เป็นครับ 

สวัสดีค่ะคุณ   P

บทความนี้ทำให้ดิฉันสามารถนำมาใช้ในการทำงานได้

และถ้าเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน ก็ถือเป็นอานิสงค์สำหรับผู้ป่วยค่ะ

ลองอ่านเทคนิกการบอกข่าวร้าย

ที่นี่

เห็นด้วยครับ ได้ความรู้และมีประโยชน์มากครับ

สวัสดีค่ะคุณ  P

ขอบคุณค่ะที่สนใจบทความนี้ค่ะ

สวัสดีค่ะ

อยากขอความรู้ค่ะ

เวลาจะบอกข่าวร้ายกับคนไข้ ใครเป็นคนบอกคะ แพทย์หรือพยาบาล

และควรบอกญาติก่อนใช่ไหมคะ ที่เป็นเจ้าของไข้

ถ้าเป็นญาติคนอื่น คงบอกไม่ได้ใช่ไหมคะ

สวัสดีค่ะคุณ   P

การบอกข่าวร้าย แพทย์จะเป็นคนบอกญาติที่ใกล้ชิด โดยมีพยาบาลอยู่ด้วย

กรณีผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ ญาติจะไปบอกคนไข้ต่อ แต่ถ้าญาติอยากให้แพทย์บอกคนไข้พร้อมกัน ก็ได้

หลังจากแพทย์บอกแล้ว ญาติจะเสียใจ ร้องไห้

พยาบาลจะดูแลปลอบใจ ให้กำลังใจ

แนะนำการปฏิบัติตัว เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมานขณะที่มีชีวิตอยู่ต่อค่ะ

 

Yupa
IP: xxx.136.224.238
เขียนเมื่อ 
APN อย่างน้อยต้องจบปริญญาโทใช่ไหมคะ  ถ้าเรียนการพยาบาลเฉพาะทางสามารถสอบได้หรือเปล่าคะ

สวัสดีค่ะคุณยุพา

ตอนนี้ APN ต้องจบปริญญาโทค่ะ

ขอบคุณครับที่นำเรื่องดีๆมาเล่าให้ฟัง ผมเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการแจ้งข่าวร้ายกับเด็กๆที่เป็นโรคระยะสุดท้ายเลย ได้ประโยชน์มากทีเดียวครับ

สวัสดีค่ะคุณโรจน์

ขอบคุณที่สนใจ

เรื่อง การบอกข่าวร้ายเด็ก...

เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก

การได้อ่านและเขียน  เพื่อบอกต่อ

จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนได้ค่ะ

ดีมากเลยค่ะพี่แก้ว แต่ตอนที่เราจะไปสื่อสารกับเด็กยังคิดอยู่เหมือนกันว่าจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ คิดไปถึงลูกตัวเองน่ะค่ะ แต่อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดดีๆเยอะ เด็กเหมือนผ้าขาวที่บริสุทธิ์จริงๆนะคะ ชอบมากเลยค่ะ จะติดตามอ่านบทความพี่แก้วอีกนะคะ

P

ขอบคุณที่สนใจค่ะ  การสื่อสารกับเด็กต้องคอยฝึกค่ะ ยิ่งมีลูกเราก็มีเวทีฝึกมากขึ้นค่ะ

อุ้ม
IP: xxx.142.210.213
เขียนเมื่อ 

ชาเจสันวินเตอร์ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งมานับไม่ถ้วน

ช่วยเหลือคนแถมมีรายได้ ติดต่อ 081-6367058