การจัดเก็บความรู้ไว้ในระบบฐานข้อมูลเฉย ๆ โดยไม่มีการผลักดันให้พนักงานภายในองค์กรได้เข้ามาถ่ายทอด หรือเก็บเกี่ยวข้อมูลองค์ความรู้เหล่านั้นก็เท่ากับว่าเป็นการลงทุนพัฒนา KM ที่สูญเปล่า แต่การออกแบบระบบ KM ที่ไม่คำนึงถึงความลงตัวระหว่างเทคโนโลยีทางด้าน IT ซึ่งเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูลในรูปของไฟล์-ไดเรกทอรี, การแสดงผลและการป้อนข้อมูลที่เป็นมาตรฐานผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ กับความคล่องตัวและความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานซึ่งอาจจะเป็นพนักงานที่มีทักษะในการใช้งานระบบหรือไม่ก็ตาม ก็อาจจะส่งผลทำให้ไม่มีผู้สนใจใช้ประโยชน์จากระบบ KM ที่ลงทุนไว้ก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานยาก ต้องการทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์มาก ฯลฯ

ในกรณีขององค์ข้ามชาติที่มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ การลงทุนสร้างเครือข่าย KM ขึ้นและหวังผลสำเร็จต่อการสนับสนุนธุรกิจหลักของตน จำเป็นต้องแบ่งระดับการทดลองใช้งาน KM ขึ้นเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ซึ่งอาจเริ่มจากการทดลองใช้งานในระดับประเทศ ให้พนักงานขององค์กรในแต่ละประเทศได้คุ้นเคยและสร้างประโยชน์ผ่านเครือข่าย KM ภายในประเทศของตน จากนั้นจึงทำการเชื่อมต่อระบบ KM ของบางประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนพัฒนาทั้งการเชื่อมต่อเครือข่ายข้อมูล, การพัฒนาระบบฐานข้อมูล และการศึกษาปรับแต่งกระบวนการ KM เพื่อดูผลสำเร็จของการใช้งานในระหว่างประเทศ หากพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมต่อระบบ KM ของสำนักงานในทุกประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดผลสนับสนุนต่อการดำเนินธุรกิจ ก็จะเป็นลำดับชั้นสูงสุดในการเชื่อมต่อเครือข่าย KM เข้าด้วยกัน ในการนี้ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียในเชิงธุรกิจ เทียบกับเงินลงทุนที่ต้องใช้จ่ายไป อย่างไรก็ตามการต่อเชื่อมเครือข่าย KM เข้าด้วยกันก็เป็นแนวโน้มที่ดีในการถ่ายทอดความรู้ในระดับกว้างให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

การเปิดโอกาสให้พนักงานในองค์กรทุกคน ได้ถ่ายทอดความรู้และข้อมูล ในขณะเดียวกับที่สามารถค้นหา, ตรวจสอบ และเสริมเพิ่มข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ หรือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเอง ถือเป็นผลสำเร็จในขั้นต้นที่ควรจะต้องทำให้เกิดขึ้นภายในองค์กร หลังจากนั้นผลสำเร็จที่สามารถวัดได้ในรูปของตัวเงินจากการดำเนินธุรกิจก็จะติดตามมาในไม่ช้า

บทความจาก : ไพโรจน์ ไววานิชกิจ