เรื่องเล่าจากดงหลวง 144 พระหายไปไหนจากชุมชน

บางทราย
  การบวชนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแต่มีเจตนาจะบวชด้วยศรัทธาหรือต้องการทดแทนบุญคุณบุพการีก็ตาม ผู้ใหญ่ในตระกูลก็จะไปกราบพระอาจารย์ที่วัดใกล้บ้าน หรือวัดที่ศรัทธา พร้อมขันธ์ 5 แสดงเจตนา ระบุวันที่ พระอาจารย์ที่วัดซึ่งสามารถเป็นอุปัชฌายะได้ ก็ตกลงกัน   

ชุมชนสมัยก่อนโลกาภิวัตน์นั้นจะมีลักษณะวัฒนธรรมเดิมๆอยู่มาก เช่น เมื่อถึงวันพระก็หยุดงานในไร่นา แล้วก็ทำอาหารคาวหวานไปทำบุญที่วัดกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะนอนที่วัด ทำการบำเพ็ญภาวนา คุยเรื่องธรรมะ ปรับจิตปรับใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต  ก่อนเข้าพรรษาก็จะมีงานบวชไม่ได้เว้นแต่ละปี เมื่อออกพรรษาก็ทำบุญใหญ่ พระที่บวชเมื่อต้นพรรษาก็ลาสิกขากัน บางคนศรัทธามากก็จะภาวนาอยู่กรรม 7 วันก่อน โดยต้องเข้าไปนอนอยู่ในป่าช้าเพียงองค์เดียว เพื่อล้างจิตใจ ทำการบำเพ็ญภาวนาสูงสุดตามประเพณีโบราณ  

การบวชจึงเป็นเรื่องใหญ่และพ่อแม่ก็หมายมั่นว่าลูกผู้ชายจะต้องให้บวชให้ได้   

การบวชนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแต่มีเจตนาจะบวชด้วยศรัทธาหรือต้องการทดแทนบุญคุณบุพการีก็ตาม ผู้ใหญ่ในตระกูลก็จะไปกราบพระอาจารย์ที่วัดใกล้บ้าน หรือวัดที่ศรัทธา พร้อมขันธ์ 5 แสดงเจตนา ระบุวันที่ พระอาจารย์ที่วัดซึ่งสามารถเป็นอุปัชฌายะได้ ก็ตกลงกัน   

มาวันนี้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในชุมชน พระที่วัดน้อยลง วัดไม่มีพระ จนร้างราไปก็มี  พระไปไหนกันหมด ? 

  • พูดแบบกว้างๆ คือ สังคมเปลี่ยนไป  เรื่องมันยาว....
  • คนหนุ่มไม่อยู่ในหมู่บ้านอีกต่อไป ออกหมู่บ้านไปเรียนหนังสือกัน
  • คนหนุ่มไปทำงานต่างถิ่น  อพยพไปอยู่ที่อื่น
  • และที่สำคัญ เมื่อค่านิยมการบริโภคเข้ามาต่างคนก็ทุ่มเทคิดแต่จะหาเงินมาจับจ่ายสิ่งใหม่ๆในชีวิต ให้กับครอบครัว และความต้องการในการเสพต่างๆ คนจึงห่างออกจากชุมชนและทุ่มเทเวลาไปกับการทำงานหาเงินตลอดทั้งปี   

แต่มีเหตุผลหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีมานี้เองคือ การบวชยากมากขึ้น จากสมัยก่อนเกือบทุกวัดพระอาจารย์ หลวงตา หรือหลวงปู่ ที่วัดสามารถเป็นพระอุปัชฌายะได้ แต่ปัจจุบันไม่ได้เสียแล้ว พระองค์ใดจะต้องการเป็นพระอุปัชฌายะจะต้องผ่านการสอบก่อน หากไม่ผ่านก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ปัจจุบันมีพระที่ผ่านการสอบในแต่ละอำเภอมีไม่มากนัก จึงเท่ากับลดโอกาสชาวบ้าน โดยเฉพาะที่มีฐานะยากจนจะบวชจะต้องเดินทางไปบวชที่อื่น ห่างไกลออกไป และอาจจะไม่ได้มีความศรัทธาต่อพระอุปัชฌายะองค์นั้นด้วย จากคุณค่าเดิม ความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ในเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว ความยากลำบากมากขึ้นเป็นอุปสรรคหนึ่งของการบวช  

หลวงตามี พระสูงอายุรูปหนึ่งกล่าวว่า อาตมาจะไม่มีทางบวชได้เลยหากสมัยก่อนมีกฎเกณฑ์อันนี้ อาตมาเป็นนักดื่มเหล้าขนาดหนักมากที่สุด ดื่มทุกวันจนเสียที่นาไป 20 ไร่ เพราะดื่มเหล้าแล้วเมา ก็อยากดื่มอีก ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อไม่มีเงินซื้อก็ขายนาไปในราคาไร่ละ 10 บาท เพราะขายตอนเมา จนที่นาหมด และหมดเพราะเหล้าจริงๆ พระอาจารย์ที่วัดเห็นจึงดึงชีวิตเข้าวัด จับอาตมาบวชง่ายๆที่วัดนี้  หากไม่บวชอาตมาก็คงตายเพราะเหล้าไปนานแล้ว   

นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ชุมชนบ้านนอก ชุมชนนั้นมีวัฒนธรรมแบบนี้ และการอนุญาตให้บวชก็เป็นการพิเคราะห์ของพระอาจารย์ที่วัดใกล้บ้าน เชื่อว่าคนที่มีประวัติร้ายๆแบบหลวงตามีเกิดใหม่ได้เพราะวัด  เช่นเคยพบพระที่เป็นโจรปล้นมาก่อน เป็นนักเลงหัวไม้มาก่อน เป็นคนติดยาเสพติดมาก่อน เมื่อถึงที่สุดกลับอกลับใจได้ก็เข้าวัด วัดเป็นที่บำบัดคนเลวให้เป็นคนดีของสังคมชนบท วัดเป็นสถาบันที่สร้างสังคมให้ดี  วัดเป็นปราการที่สำคัญของคุณค่าของคนของสังคม   

มาวันนี้ วัดเกือบจะเป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น และยิ่งมีระเบียบนี้ออกมา ก่อให้เกิดความยุ่งมากมากขึ้นในการก้าวเข้ามาสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ทั้งๆที่เรารู้ว่านั่นคือมาตรการที่ต้องการสกัดสิ่งไม่ดีบางประการก็ตามแต่ผลกระทบก็มีอีกด้านหนึ่งเช่นกัน  

ต่อไปพระจะหายไปหมดวัดหรือไม่หนอ..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง

คำสำคัญ (Tags)#วัฒนธรรมชุมชน#การบวชพระ#อุปัชฌายะ#สังคมชนบท

หมายเลขบันทึก: 116934, เขียน: 04 Aug 2007 @ 22:08, แก้ไข, 13 May 2012 @ 13:46, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 15, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (15)

สะ-มะ-นึก
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 22:49

สวัสดีครับท่านบางทราย

  • เข้ามายืนยันครับ  เรื่องจริงครับที่ท่านพูดมา
  • ทุกวันนี้ผู้คนมีการศึกษา  ก็อยากออกไปหางานทำ  เก็บเงินส่งเสียครอบครัว
  • และอีกอย่างเมื่อถึงอายุครบบวชบางครั้งยังเรียนไม่จบเลย
  • เรียนจบก็ห่วงทำงาน  แล้วจะเอาใครมาบวช
  • สงสัยต้องรอคนอายุ 60 ที่ไม่มีงานทำแล้วละมังครับ
  • การบวชเป็นเรื่องของบุญเก่าด้วย
  • เหตุที่พระมีน้อย วัดร้าง เพราะผู้บวชยังไม่ชัดเจนในเป้าหมายของการบวช หรือไม่ชัดเจนในเรื่องของการเกิดมาเพื่ออะไร
  • โดยส่วนมากบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา
  • บวชเพื่อหนีอะไรบางอย่าง
  • บวชเพราะไม่มีงานทำ
  • บวชเพราะไม่รู้จะทำอะไร
  • บวชเพราะอกหัก
  • สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลบางส่วนของผู้ที่ยังไม่ชัดเจน
  • ซึ่งโดยจริงๆแล้วจุดประสงค์ของการบวชก็เพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี เพื่อให้ ใจของเรานั้นหมดกิเลส เพื่อไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด ในภพ 3 นั้นเอง
แอมแปร์
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 00:41

สวัสดีค่ะพี่บางทราย 

       .....ที่ผ่านมาแอมแปร์ได้เห็นว่าในวันพระมีผู้ชายเข้าวัดน้อยมาก     ล่าสุดวันเข้าพรรษา มีพ่อแอมแปร์เป็นผู้ชายคนเดียว  เลยต้องนำสวดมนต์  (โดยมีแอมแปร์เป็นผู้เยาว์ที่สุด  หากไม่นับสามเณร)

       ที่นครฯ เท่าที่ทราบ  พระที่อยู่ประจำวัดก็มีน้อยลง  ที่สึกไปก็มาก  ขณะเดียวกันคนพุทธที่อยู่ประเทศเพื่อนบ้านติดแดนใต้ก็เดินทางมาบวชที่นี่เป็นจำนวนโขอยู่ในแต่ละปี 

        บันทึกนี้ทำให้แอมแปร์ตัดสินใจได้ว่า  จะเล่าเรื่องสามเณรเนปาลที่มาเรียนภาษาไทยที่บ้านสักที  เพราะดูจะมีอะไรเนื่องๆกันอยู่   ....ของเราจะลดน้อยถ้อยลงไป  (? )  .....ของเขากำลังพยายามสืบทอดอย่างไม่ย่อท้อ   เขาคงเข้าใจแล้วว่าต้องสืบทอด....    

        แอมแปร์มองสถานการณ์ในวัดอย่างคนนอกวัดนะคะ  นานๆจะไปวัดสักที  เพราะไม่ถนัดเรื่องพิธีกรรมใดๆ   แม่บ่นเอาเหมือนกันว่าไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เราไปทำบุญ 
         แอมแปร์บอกว่าไม่ได้คิดมากอะไรเลย     แต่กำลังวิเคราะห์  : )

 รู้สึกจะว่าบ่นเรื่อยเจื้อยไปอีกแล้วค่ะพี่บางทราย  : )

บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 00:50

สวัสดีครับ  P ท่าน สะ-มะ-นึ-กะ

  • บทบันทึกนี้เป็นเพียงข้อสังเกตุที่พบเห็นมาครับ
  • แต่มันให้ฉุกคิดอะไรขึ้นมาถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมครับ 
บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 00:54

สวัสดีครับครูเสือ P ครูเสือ

  • มาแล้วเสือตัวจริง
  • เห็นด้วย โหม๊ด เลยครับ
  • พี่พยายามหยิบบางมุมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากระตุกสังคมบ้างว่าสังเกตุกันบ้างไหม และคิดอย่างไร
  • แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อพระไม่มีที่วัด หรือวัดไม่มีพระ ทำบุญทางประเพณีที่ไหน
  • ความห่างหานไปนานๆเข้าสังคมก็ห่างวัด จะเป็นอย่างไร นั่นคือคำถามที่ถามต่อไปน่ะครับ 
สะ-มะ-นึก
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 01:03

สวัสดีครับท่าน บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)

  • ในอนาคต  ชาวบ้านอาจจะต้องนั่งพนมมือไหว้ดอกลำโพง นะครับ
  • ในเมื่อไม่มีพระอยู่วัดให้นิมนต์แล้ว  เวลาทำบุญต้องเปิดเทปบทสวดเอา นะซิครับท่าน
บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 01:06

สวัสดีครับน้อง P ดอกไม้ทะเล

  • พี่ชอบเกล็ดข้อเท็จจริงที่น้องแอมแปร์กล่าวถึง พี่ก็เห็นด้วยครับ
  • ประเด็นที่น้องแอมแปร์ตั้งไว้น่าสนใจนะ ลองขยับดู พี่จะตามไปศึกษา
  • คุณพ่อมีสิทธิเต็มที่ที่จะกล่าวเช่นนั้น และควรอย่างยิ่งที่จะกล่าวเช่นนั้น หากเป็นพี่ก็คงทำเช่นนั้นเหมือนกัน  ยกเว้นว่าเด็กที่นั่งตักจะร้องให้ฟูมฟายจะเอาขนมหวานนั้นให้ได้ ละ ก็ แหะ แหะ ก้นลายแน่เลย..อิ อิ ตีเอาบ้างนะซี บอกแล้วไม่เชื่อว่ามันไม่ดี ไม่ดี  อิ อิ
  • หลานพี่คนหนึ่งก็ถูกตามใจจนอ้วนแบบเป็นโรคอ้วน ตอนนี้ติดเป็นนิสัยแล้วรักษายากแล้ว
  • เรื่องพระนั้นเป็นข้อสังเกตุของพี่ครับ มีวัดร้างจริง มีพระที่ไม่ดีจริง มีพระที่เอาแต่ใบ้หวยแล้วดูหมอดู หลอกเอาเงินชาวบ้านก็มี พระที่ดีดีก็มีที่ดงหลวงมีทั้งสองแบบครับ  แต่พระที่ไม่ดีก็จะอยู่ได้ไม่นาน ชาวบ้านไม่ใส่บาตรก็หนีไปเองครับ
  • แต่ปรากฏการณ์ที่มีพระน้อยลงนี่ พี่อยากตั้งข้อสังเกตุว่าจะกระทบระบบเดิมๆของสังคมเราแค่ไหน ตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าน่าที่จะกระทบในทางที่ไม่ดี คือไม่มีประเพณีเดิมๆ หรือลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม พระที่เป็นผู้กลั่นกรองสติของชุมชนก็ไม่มีหรือลดลง หรือไม่ได้ทำหน้าที่นี้อีกต่อไป หรือน้อยลง แล้วอะไรจะตามมา ฯลฯ
  • ยังไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้นะครับ  เอ้านักศึกษาปริญญาโทเอาไปคิดต่อซะ 
  • ขอบคุณมากเลยครับที่เข้ามาเยี่ยมเยือนครับ
บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 01:11

ท่าน P สะ-มะ-นึ-กะ

  • เห็นท่าจะเป็นเช่นนั้น
  • ของจริงมีครับ ในพื้นที่ที่ผมทำงานอยู่มีสำนักสงฆ์ แต่พระไม่มี เคยมีแต่ชาวบ้านบอกว่า พระท่านเรียกร้องชาวบ้านให้ทำนั่นทำนี่มากมาย ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เลยงอนหนีออกจากสำนักสงฆ์ไปเลย และยังไม่มีพระมาจำพรรษา
  • เมื่อไม่มีพระ คนเฒ่าคนแก่ก็ไม่มีที่ไป แต่ก่อนเคยไปคุยกับพระ เข้าวัดเข้าวา เป็นสมาคมคนเฒ่า ตอนนี้อยู่บ้านตัวใครตัวมัน 
  • ผมว่าการไปวัดของคนเฒ่าที่เป็นคล้ายๆสมาคมคนเฒ่านั้นดีออก มีประโยชน์อย่างน้อยที่สุดกับคนแก่ทั้งหลายนั้นเอง
  • น่าติดตามประเด็นนี้ครับ 

สวัสดีครับพี่บางทราย

กลับมาตามอ่านหลังจากหายไปนาน...งานสุมหัวครับ..ผมว่าคงจะจริงอย่างที่พี่บอก เพราะเราออกกฏเกณฑ์กันมากเกินไปเอาทางโลกไปยุ่งกับทางธรรม...ทุกอย่างอยู่ที่ความตั่งใจนะครับ และกฏหลักๆก็มีเรื่องศีลห้าที่เป็นพื้นฐาน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว...นอกนั้นเป็นเรื่องของพิธีกรรมและเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ

ผมเองก็บวชได้พรรษาเดียว...คือหลังเรียนจบและก่อนมาทำงาน...ยังโชคดีที่พ่อแม่พาเข้าวัดตั้งแต่เล็กๆ...หาเวลายากครับ

โอชกร

บทเพลงแห่งสมณะ
...ชีวิตสมณะsound

จากเรือนเหมือนนกที่จากคอน
ไม่อาวรณ์เมื่อจรจากมา
สร้างชีวีให้มีคุณค่า
แสวงหาแต่หนทางพระนิพพาน

มีผ้าแค่เพียงสามผืน
ทั้งหลับตื่นมีแต่ความชื่นบาน
สมบัติมีแค่อัฐบริขาร
เลี้ยงสังขารด้วยอาหารสาธุชน

ฝึกตน  ทนหิว  บำเพ็ญตบะ
ทั้งคันถะวิปัสสนาทุกแห่งหน
รักธรรมวินัยยิ่งกว่าชีวิตตน
หวังหลุดพ้นวัฎฎะชนะมาร

เที่ยวจาริกทำประโยชน์ให้แก่โลก
ดับทุกข์โศกโรคทางใจในสังสาร
ดั่งอาทิตย์สลายมืดห้วงจักรวาล
ทุกส่ำสัตว์สุขสราญด้วยธรรมกาย

นี่แหละคือชีวิตสมณะ
ที่สละกายใจน้อนถวาย
แต่องค์พระสัมมา  จวบจนกว่าชีพวาย
ทุ่มทำงานถึงวันสุดท้าย....ชนะมาร


.................ตะวันธรรม

บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 09:31

สวัสดีครับน้อง P โอชกร - ภาคสุวรรณ

  • บวชหนึ่งพรรษาก๋เป็นบุญมากแล้วครับ คนในชีวิตปัจจุบันยากมากที่จะบวชนานถึง 3 เดือน
  • พี่ว่าคนโบราณมีค่านิยมที่ดีครับที่สนับสนุนให้ลูกหลานบวช หนึ่งพรรษา ได้ใกล้ธรรมมากกว่าชีวิตปกติ ธรรมก็ติดตัวมาใช้ในชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อย อย่างน้อยที่สุดก็มีหลักคิด หลักเตือนสติได้บ้างยามมีปัญหา หรือเผชิญวิกฤษในชีวิต
  • หากไม่มีธรรมก็มีแต่อารมย์ดิบๆของค่านิยมในสังคมเป็นหลัก ซึ่งจะไหลไปตามพลังทะยานอยากเสียมากกว่า ครับ
  • พี่ก็งานเยอะ เพิ่งจะพอมีเวลาหายใจได้นี่แหละครับ 
บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 09:43

สวัสดีครับครูเสือ P ครูเสือ

  • เป็นธรรมะลีลาที่ไพเราะมากครับ
  • อ่านแล้วซาบซึ้งและได้รสธรรม
  • ขออนุญาตินำไปเผยแพร่ต่อนะครับ 

ได้ฟังเพลงหรือยังครับ

สิงห์ ป่าสัก
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 13:46
  • แวะมาเยี่ยมเยียนและเรียนรู้ครับ
  • น่าเป็นห่วงนะครับ
  • ขอบพระคุณมากครับ
บางทราย
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 14:32
สวัสดีครับ น้องเสือและน้องสิงห์
มากันทั้งเสือ ทั้งสิงห์เลยครับ P ครูเสือ  P สิงห์ป่าสัก
ก๊วนครูบานี่ดุ ดุ ทั้งนั้นเลย แฮ่ แฮ่ ดุแต่ชื่อนา...
  • น้องเสือครับ พี่ลองฟังแล้ว มันไม่มีเสียง เดี๋ยวจะลองใหม่ครับ
  • น้องสิงห์ครับ ขอบคุณครับ  เออ คุณเม้งเขาทำ Simulation เรื่องน้ำอยู่ที่เยอรมัน นะ วันก่อน คุยกันทาง Skype เธอสนใจอยากทำกรณีตัวอย่างน้ำไหลจากยอดเขาลงสู่ข้างล่าง ซึ่งอาจจะเห็นปรากฏการณ์น้ำท่วมเขื่อนพัง พี่กำลังขอติดต่อข้อมูลให้เขาอยู่ หากได้ก็น่าสนใจ และอาจจะเป็นประโยชน์กับพื้นที่อื่นๆที่เป็นภูเขาด้วยครับ
  • หากสำเร็จอย่างไรจะเล่าให้ฟังครับ