ในพื้นที่นาของผม ๔ ไร่กว่า ในปีที่ผ่านมา ผมได้ทดลองเลี้ยงปลาหลายๆ ชนิด

  • ด้วยความอยากรู้
  • แต่ไม่ค่อยมีเวลา และ
  • ไม่ต้องการลงทุน
  • จึงปล่อยปลาแบบไม่ให้อาหาร

เพราะผมต้องการใช้ระบบการพึ่งพาตนเองเป็นหลักในการจัดการพื้นที่

ฉะนั้น ถ้าเราต้องไปพึ่งอาหารปลาจากภายนอก

  • ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการจัดการ และ
  • อาจจะทำให้ระบบนิเวศเสีย เนื่องจากอาหารปลาที่เราใส่เข้าไปนั้นจะเป็นตัวทำให้เกิดมลพิษ หรือ
  • ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของสัตว์ที่ดูแลตัวเองไม่ได้ เช่นปลาบางชนิดที่กินอาหารเม็ด เป็นต้น

ถ้าเราไม่ให้อาหาร แต่เราอาจจะปรับปรุงระบบนิเวศบ้างเป็นบางเรื่อง ผมคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า ในการที่จะพัฒนาการพึ่งตนเอง

ฉะนั้น ผมจึงปล่อยปลาทั้งหมดยี่สิบกว่าชนิดจนผมจำไม่ได้ โดยการไปคุยกับสิษยืที่จบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้านการประมงหลายปีมาแล้ว ผมไปปรึกษาเขาว่าจะเลี้ยงปลาอะไรดี ที่ไม่ต้องให้อาหารเขาก็ให้ปลามายี่สิบกว่าชนิด เท่าที่จำได้ก็มี ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลาสวาย ปลาจีน ปลาที่ปล่อยเป็นหลัก ก็คือปลาเปคูแดง (หรือปลาจาระเม็ดน้ำจืด) ปลาดุก

นอกจากนั้นยังมีปลาที่มาอยู่เองตามธรรมชาติอีก คือ ปลาช่อน ปลาหมอ ปลากระดี่ ปลาหลด เหล่านี้เป็นปลาที่อยู่ตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่มากมายรวมทั้งปลาซิวด้วย ทำให้ระบบนิเวศตรงนี้มันพัฒนาตัวเองขึ้นมา

เท่าที่สังเกตดู ถ้าเลี้ยงแบบให้อาหารในช่วงแรกปลาจะโตช้า  แต่ผมก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะต้องการพัฒนาระบบนิเวศที่ตรงนี้ ซึ่งเจ้าของเดิมเค้าทำนาแบบระบบเคมี โดยใช้สารเคมี หรือใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก

ผมคิดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อยหนึ่งปี แต่พอทำจริงๆแล้ว ไม่ถึงปี ประมาณห้าหกเดือน ระบบนิเวศก็เริ่มฟื้นตัว

คำว่า ฟื้นตัว แปลว่า ผมเริ่มเห็นการเจริญเติบโตของทั้งปลาและพืชต่างๆอย่างสมบูรณ์ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้สารเคมีหรือให้อาหารจากภายนอกเลย

ผมจะคอยสังเกตว่า ปลาชนิดไหนโตเร็วบ้าง ก็พบว่า ปลาที่โตได้เร็วดือปลาดุก และปลาเปคูแดง (หรือปลาจาระเม็ดน้ำจืด) พวกปลานิล ปลาไนจะโตค่อนข้างช้าในช่วงแรก  แต่ตอนหลังก็โตไวขึ้นมานะครับ

ตอนนี้หลังจาก ๑ ปี ปลานิลก็ได้ตัวละครึ่งกิโล ปลาตะเพียนก็โตดีทีเดียวเพราะช่วงหลังระบบนิเวศได้พัฒนาดีขึ้นแล้ว

เวลาหนึ่งปีผ่านไป ผมพบว่า

  • ปลาที่โตเร็วที่สุดคือ ปลาเปคูแดง 
  • อันดับสองคือปลาดุก
  • อันดับสามก็คือปลาจีน

สำหรับปลากินพืชค่อนข้างจะโตช้า อาจเป็นเพราะว่าพืชในแปลงนาผมมีไม่มากนัก เช่นปลาเฉา ปลากระโห้ ปลานิล ปลาตะเพียน 

ฉะนั้น ผมจึงได้ข้อสรุปว่า

  • การรักษาระบบนิเวศที่ดีนั้น จะต้องปล่อยปลาไปตามธรรมชาติ และดูแลให้เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด และ
  • ระบบธรรมชาติจะควบคุมกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาช่อน จะกินปลาเล็กๆ อื่นๆ ที่มีมากเกินไป
  • ปลาเปคูแดง หรือปลาจาระเม็ดน้ำจืดจะกินหอยเชอรี่ ซึ่งเป็นศัตรูของข้าวหรือปัญหาในนาข้าว เวลาเราเดินอาจจะเหยียบบาดเท้าเป็นแผลได้
  • ปลาจาระเม็ดน้ำจืดจะเป็นควบคุมประชากรหอยเชอรี่ได้เป็นอย่างดี
  • ปลาดุกคาดว่าน่าจะกินสัตว์อื่นๆ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่ในระบบนิเวศหรือสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ผมไม่แน่ใจว่ามันกินอะไร แต่ตัวมันโตมากเลยครับ

เพราะฉะนั้นปลาที่โตดีขนาดนี้ โดยไม่ให้อาหารเลยนั้น ก็จะมี

  • ปลาจาระเม็ดน้ำจืด
  • ปลาดุก
  • ปลาช่อน
  • ปลาจีน
  • และตามมาด้วยปลาตะเพียน ปลานิล
  • ส่วนปลาอื่นๆ ก็ไม่ค่อยเห็น รวมทั้งปลาบึกที่ผมปล่อยๆไปประมาณ 5 ตัว ผมไม่แน่ใจว่ามันยังอยู่หรือเปล่า
  • ปลาช่อนจะโตดีมากเลย ปลาหมอก็โตดี ปลากระดี่ก็เต็มไปหมด

นี่ก็คือ การจัดระบบนิเวศการเลี้ยงปลาตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องให้อาหาร โดยการพึ่งตนเอง รักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

สำหรับคนที่อยากจะปฎิบัติตามก็เชิญได้นะครับ

ถ้ามีอะไรจะหารือหรือแลกเปลี่ยนขอขอบคุณล่วงหน้านะครับขอบคุณครับ