เอ้อ..คุณๆครับ อย่าอ่านเลย ผมแค่อยากเขียนเท่านั้น
อายจัง ! ที่จะเล่าเรื่องราวนี้ เอ้อ คุณๆครับ อย่าอ่านเลย ผมแค่อยากเขียนเท่านั้น แต่ถ้าอยากอ่านจริงๆก็ไม่ว่า แต่ห้ามมาล้อเลียนเป็นอันขาด ผมเตือนคุณแล้วนะ
“คิงจะไปเรียนเมื่อไหร่ ปริญญาองปริญญาเอกน่ะ คิงลาศึกษาต่อเลยใช่มั้ย ?” ผมถามเพื่อนสมัยมัธยมซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ นานทีปีหนมันถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งตอนนี้กำลังยกแก้วน้ำอำพันขึ้นซด ส่วนอีกมือถือช้อนไม่ยอมวาง
“ยำไข่เยี่ยวม้านกกระทาอร่อยดีว่ะ” นี่คือคำตอบของมัน
“เออ นานๆทำทีนึงเว้ย ! “ ผมอมยิ้มที่มันชมฝีมือการทำอาหารของผม ส่วนที่รอคำตอบอยู่ก็เลยลืมไปเลย แหมคนเราก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
“คิงกินไปกี่ฟอง ?” ผมถามต่อ
“ไม่ยู้ดิ เป็นสิบมั้ง” มันตอบเสียงอู้อี้ทั้งที่มีอาหารโอชะชำแรกผ่านต่อมรับรสในปาก
“มันเป็นยาโด๊ปนะเว้ย”
“เออ ฮารู้น่ะ ! อาทิตย์หน้าว่ะ” ถามไปตั้งนานเพิ่งมาตอบ ไอ้นี่วอนซะแล้ว ผมคิดในใจ
“คิงต่อสาขาอะไรนะ ?”
“เพียวแมท”
“ดอกเตอร์เนี่ยเขาเรียนไรกันฟะ ?”
“ก็บวกลบคูณหารเนี่ยแหละ”
“แค่นี้เองเรอะ ทำไมมันไม่จบไม่สิ้นวะ” ผมถามทั้งๆที่ยังสยองกับวิชานี่ไม่หายแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้วก็ตาม
“ก็มันต้องเรียนลึกซึ้งขึ้นไง นี่ยังมีการศึกษาหลังปริญญาเอกอีกนะ เขาเรียกว่า โพสต์ ดอกเตอร์” ฟังเพื่อนสาธยายแล้วรู้สึกกลุ้มแทนมันเลย
“ฮาว่านะคิงต้องขอบคุณพวกเติร์กที่ไปเผาหอสมุดอะเล็กซานเดรีย ซะวอดเกือบหมด” ผมแหย่มันเล่นๆ
“ทำไมวะ?” ได้การล่ะ มันตกหลุมพรางแล้ว
“ก็มันทำให้โลกปัจจุบันมีวิชาเหลือให้คิงเรียนเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้นไง สมมุติว่าวิทยาการยังตกทอดมาครบนะ คิงเรียนจนหัวโตแน่ๆ” ฮ่าๆ สะใจจริงๆ ที่ได้กระแนะกระแหนว่าที่ดอกเตอร์ ต่อหน้ามันก็ต้องว่าให้หนักๆเรื่องไรจะชมว่ามันเก่ง เดี๋ยวเหลิง ไม่ได้ๆ ต้องไม่ชม แต่ลับหลังมันกลับเที่ยวไปคุยซะทั่วว่ามีเพื่อนเก่งยังงู้นยังงี้
“หญ้าหน้าบ้านคิงนี่ชักเริ่มรกแล้วนะ” ท่านอาจารย์เปลี่ยนเรื่องมาพูดถึงสนามหญ้าหน้าบ้านพื้นที่ห้าตารางวาแบบกะทันหัน
“เออ ฮาเห็นแล้ว”
นั่นคือที่มาของเรื่องราวที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง อาจจะเท้าความนานหน่อย ช่วยไม่ได้ครับปลายนิ้วมันพาไป ก็ผมบอกแล้วว่าอย่าอ่าน
วันถัดมาผมคว้าจอบคราดมาถางหญ้าที่ยาวขึ้นมาเกือบเรียกได้ว่ารกตามความเห็นของเพื่อน แต่ตามมาตรฐานของผมแล้วผมว่ามันยังเป็นสนามหญ้าที่เรียบร้อยดีอยู่เลย ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ คนเรามันคิดแตกต่างกันได้ ขนาดนิ้วมือยังยาวไม่เท่ากันเลยจริงมั้ย ความจริงผมไม่ได้สนใจวิชาสุนทรียศาสตร์ก็เลยไม่สนเรื่องความงามอันแฝงอยู่ในสนามวัชพืช จึงเกิดแรงบันดาลใจในการกำจัดสิ่งมีชีวิตสีเขียวเหล่านั้นจากคำพูดที่ว่า ‘หญ้าหน้าบ้านคิงนี่ชักเริ่มรกแล้วนะ’
ใช่ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะปลูกผัก โอ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่มาก ลองคิดดูเถิดว่ามันยิ่งใหญ่เพียงใด การที่มนุษย์จะเพาะปลูกพืชแทนที่จะต้องเร่ร่อนล่าสัตว์เก็บผักหญ้ามาเป็นอาหาร นั่นย่อมแสดงว่าเขากำลังก้าวผ่านยุคสมัยที่เจริญขึ้นใช่ไหม ใช่แน่ๆ คุณไม่ต้องตอบหรอก ผมตอบแทนแล้ว
ผมตั้งปณิธานไว้ว่าต้องทำให้สำเร็จเกิดเป็นมรรคผล จะถางหญ้าให้หมด ขึ้นแปลงพรวนดินใส่ปุ๋ยแล้วค่อยหว่านกล้า เฝ้าคอยถนอมให้น้ำถอนหญ้าทุกๆวัน ไม่ช้าผักที่ผมปลูกเองมากับมือก็จะเติบโต ผมเก็บไปฝากเพื่อนๆและคนรู้จัก แน่นอนว่าต้องฝากแม่ของเพื่อนผู้จุดประกายคนนั้นด้วยเพื่อตอบแทนคำพูดประโยคนั้น
“ไม่ต้องถางหรอก หญ้าน่ะ รอมันขึ้นยาวๆค่อยใช้เครื่องตัดเอาก็ได้ ถ้าฝนตกมันจะเป็นขี้โคลนนะลูก เฉอะแฉะเปล่าๆ“
“ฮู้ย ! ไม่เป็นไรหรอกป้า ถางให้เหี้ยนนะแหละ เดี๋ยวผมขึ้นแปลง จะปลูกผักกาดผักบุ้ง ถ้าขึ้นงามๆ ผมจะเก็บไปให้พี่เขาด้วย” ผมตอบป้าพลางหยุดงานชั่วครู่แล้วยกมือขึ้นปาดหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยจนเกือบเข้าตา ส่วนพี่ที่ว่าคือลูกสาวของป้าที่อยู่ไม่ไกลนัก
“งั้นก็ตามใจ” นั่นคือคำพูดก่อนที่ท่านจะกลับบ้านต่างอำเภอ วันนี้ผมกลับมานั่งจมจ่อมอยู่กับความคิดของตนเองถึง ‘งั้นก็ตามใจ’ ของป้าว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คประจำตัวใช้ปลายนิ้วสัมผัสแป้นพิมพ์เบาๆราวลูบไล้นวลเนื้อเพื่อบอกเล่าเรื่องราวนี้ ในขณะที่สายตาชำเลืองแลทะลุผ่านกระจกใสเห็นกองเศษหญ้าหน้าบ้านกับจอบคราดที่วางเกะกะอยู่ตรงนั้น มันวางอยู่ตรงนั้นมาเป็นอาทิตย์แล้ว นั่นหมายความว่าผมยังถางหญ้าไม่เสร็จ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องขึ้นแปลง ลืมไปได้เลย
‘งั้นก็ตามใจของป้าหมายถึงอะไรกันนะ หรือว่าป้าเกรงว่าเราจะลำบาก’ ผมรำพึงกับตัวเอง บางทีอาจมีความหมายแค่เพียงแล้วแต่หลานเถอะ อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ ส่วนผมเมื่อพบปัญหาว่า ทำไมแปลงผักของผมจึงไม่เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ในฐานะที่เป็นชาวพุทธเต็มตัว แม้ว่าในช่วงเวลาสามปีอาจไปวัดแค่หนเดียวก็ตาม ผมจะใช้หลักอริยสัจสี่มาไขปัญหานี่ ใช่แล้ว อริยสัจสี่ คุณไม่ได้อ่านผิดไปหรอก จริงๆนะ
ปัญหาหรือทุกข์ของผมคือ แปลงผักที่หมายมั่นว่าจะปลูกผักเขียวๆนั้น ทำไมไม่เกิดขึ้นเสียที เอ้าที่นี้ลองหาสมุทัยสิ สมุทัยคืออะไรกันนะ ความขี้เกียจกระนั้นรึ ไม่ใช่แน่ ตามมาตรฐานของผมที่ใช้ประเมินตนเองผมไม่ใช่คนขี้เกียจ หรืออาจจะเป็นว่าผมไม่มีเวลาให้มัน ใช่แน่ๆ เพราะทุกๆเย็นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมไม่อยู่ติดบ้านเลย แล้วผมไปไหน โอ ใช่แล้ว ผมติดใจน้ำสีอำพันรสขมฝาดที่แสนจะอิ่มเอมเกษมลิ้นนั้น จนลืมได้แม้กระทั่งปณิธานอันยิ่งใหญ่นั้นเสีย นี่ผมเป็นอะไรไปนะ กิเลสผมมันก็ช่างหนานัก ถูกยวนเย้าแม้เพียงเล็กน้อยก็คล้อยตามเสียแล้ว โธ่เอ๋ย ในที่สุดก็รู้ว่าสมุทัยคืออะไรแล้วล่ะ
ต่อไปตามหาพี่นิโรธ คุณนิโรธนี้เป็นใครกันหนอ อ้อ ถ้าน้องสมุทัย คือ น้ำเมรัยสีอำพัน แล้ว ถ้างั้น นิโรธ หรือทางดับทุกข์ ก็คือการเลิกดื่ม จึงจะเห็นมรรค คือการมีเวลาไปปลูกผักในตอนเย็นนั่นเอง คิดได้ดังนี้แล้วจะทำอย่างไรดี จะเลือกแปลงผักหรือสร้องเสพย์ของขมต่อไป
ในระหว่างที่กำลังสับสนอยู่นี้ผมใช้มือขวาเปิดเพลง Knock Knock Knocking on the Heaven Door ของ Gun ‘n Rose พลางใช้มือซ้ายเขย่าแก้วออนเดอะร็อคในมือ
ผมเตือนคุณแล้วนะว่าอย่าอ่าน ผมก็อายเป็นนะ
“คิงจะไปเรียนเมื่อไหร่ ปริญญาองปริญญาเอกน่ะ คิงลาศึกษาต่อเลยใช่มั้ย ?” ผมถามเพื่อนสมัยมัธยมซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ นานทีปีหนมันถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งตอนนี้กำลังยกแก้วน้ำอำพันขึ้นซด ส่วนอีกมือถือช้อนไม่ยอมวาง
“ยำไข่เยี่ยวม้านกกระทาอร่อยดีว่ะ” นี่คือคำตอบของมัน
“เออ นานๆทำทีนึงเว้ย ! “ ผมอมยิ้มที่มันชมฝีมือการทำอาหารของผม ส่วนที่รอคำตอบอยู่ก็เลยลืมไปเลย แหมคนเราก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
“คิงกินไปกี่ฟอง ?” ผมถามต่อ
“ไม่ยู้ดิ เป็นสิบมั้ง” มันตอบเสียงอู้อี้ทั้งที่มีอาหารโอชะชำแรกผ่านต่อมรับรสในปาก
“มันเป็นยาโด๊ปนะเว้ย”
“เออ ฮารู้น่ะ ! อาทิตย์หน้าว่ะ” ถามไปตั้งนานเพิ่งมาตอบ ไอ้นี่วอนซะแล้ว ผมคิดในใจ
“คิงต่อสาขาอะไรนะ ?”
“เพียวแมท”
“ดอกเตอร์เนี่ยเขาเรียนไรกันฟะ ?”
“ก็บวกลบคูณหารเนี่ยแหละ”
“แค่นี้เองเรอะ ทำไมมันไม่จบไม่สิ้นวะ” ผมถามทั้งๆที่ยังสยองกับวิชานี่ไม่หายแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้วก็ตาม
“ก็มันต้องเรียนลึกซึ้งขึ้นไง นี่ยังมีการศึกษาหลังปริญญาเอกอีกนะ เขาเรียกว่า โพสต์ ดอกเตอร์” ฟังเพื่อนสาธยายแล้วรู้สึกกลุ้มแทนมันเลย
“ฮาว่านะคิงต้องขอบคุณพวกเติร์กที่ไปเผาหอสมุดอะเล็กซานเดรีย ซะวอดเกือบหมด” ผมแหย่มันเล่นๆ
“ทำไมวะ?” ได้การล่ะ มันตกหลุมพรางแล้ว
“ก็มันทำให้โลกปัจจุบันมีวิชาเหลือให้คิงเรียนเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้นไง สมมุติว่าวิทยาการยังตกทอดมาครบนะ คิงเรียนจนหัวโตแน่ๆ” ฮ่าๆ สะใจจริงๆ ที่ได้กระแนะกระแหนว่าที่ดอกเตอร์ ต่อหน้ามันก็ต้องว่าให้หนักๆเรื่องไรจะชมว่ามันเก่ง เดี๋ยวเหลิง ไม่ได้ๆ ต้องไม่ชม แต่ลับหลังมันกลับเที่ยวไปคุยซะทั่วว่ามีเพื่อนเก่งยังงู้นยังงี้
“หญ้าหน้าบ้านคิงนี่ชักเริ่มรกแล้วนะ” ท่านอาจารย์เปลี่ยนเรื่องมาพูดถึงสนามหญ้าหน้าบ้านพื้นที่ห้าตารางวาแบบกะทันหัน
“เออ ฮาเห็นแล้ว”
นั่นคือที่มาของเรื่องราวที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง อาจจะเท้าความนานหน่อย ช่วยไม่ได้ครับปลายนิ้วมันพาไป ก็ผมบอกแล้วว่าอย่าอ่าน
วันถัดมาผมคว้าจอบคราดมาถางหญ้าที่ยาวขึ้นมาเกือบเรียกได้ว่ารกตามความเห็นของเพื่อน แต่ตามมาตรฐานของผมแล้วผมว่ามันยังเป็นสนามหญ้าที่เรียบร้อยดีอยู่เลย ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ คนเรามันคิดแตกต่างกันได้ ขนาดนิ้วมือยังยาวไม่เท่ากันเลยจริงมั้ย ความจริงผมไม่ได้สนใจวิชาสุนทรียศาสตร์ก็เลยไม่สนเรื่องความงามอันแฝงอยู่ในสนามวัชพืช จึงเกิดแรงบันดาลใจในการกำจัดสิ่งมีชีวิตสีเขียวเหล่านั้นจากคำพูดที่ว่า ‘หญ้าหน้าบ้านคิงนี่ชักเริ่มรกแล้วนะ’
ใช่ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะปลูกผัก โอ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่มาก ลองคิดดูเถิดว่ามันยิ่งใหญ่เพียงใด การที่มนุษย์จะเพาะปลูกพืชแทนที่จะต้องเร่ร่อนล่าสัตว์เก็บผักหญ้ามาเป็นอาหาร นั่นย่อมแสดงว่าเขากำลังก้าวผ่านยุคสมัยที่เจริญขึ้นใช่ไหม ใช่แน่ๆ คุณไม่ต้องตอบหรอก ผมตอบแทนแล้ว
ผมตั้งปณิธานไว้ว่าต้องทำให้สำเร็จเกิดเป็นมรรคผล จะถางหญ้าให้หมด ขึ้นแปลงพรวนดินใส่ปุ๋ยแล้วค่อยหว่านกล้า เฝ้าคอยถนอมให้น้ำถอนหญ้าทุกๆวัน ไม่ช้าผักที่ผมปลูกเองมากับมือก็จะเติบโต ผมเก็บไปฝากเพื่อนๆและคนรู้จัก แน่นอนว่าต้องฝากแม่ของเพื่อนผู้จุดประกายคนนั้นด้วยเพื่อตอบแทนคำพูดประโยคนั้น
“ไม่ต้องถางหรอก หญ้าน่ะ รอมันขึ้นยาวๆค่อยใช้เครื่องตัดเอาก็ได้ ถ้าฝนตกมันจะเป็นขี้โคลนนะลูก เฉอะแฉะเปล่าๆ“
“ฮู้ย ! ไม่เป็นไรหรอกป้า ถางให้เหี้ยนนะแหละ เดี๋ยวผมขึ้นแปลง จะปลูกผักกาดผักบุ้ง ถ้าขึ้นงามๆ ผมจะเก็บไปให้พี่เขาด้วย” ผมตอบป้าพลางหยุดงานชั่วครู่แล้วยกมือขึ้นปาดหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยจนเกือบเข้าตา ส่วนพี่ที่ว่าคือลูกสาวของป้าที่อยู่ไม่ไกลนัก
“งั้นก็ตามใจ” นั่นคือคำพูดก่อนที่ท่านจะกลับบ้านต่างอำเภอ วันนี้ผมกลับมานั่งจมจ่อมอยู่กับความคิดของตนเองถึง ‘งั้นก็ตามใจ’ ของป้าว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คประจำตัวใช้ปลายนิ้วสัมผัสแป้นพิมพ์เบาๆราวลูบไล้นวลเนื้อเพื่อบอกเล่าเรื่องราวนี้ ในขณะที่สายตาชำเลืองแลทะลุผ่านกระจกใสเห็นกองเศษหญ้าหน้าบ้านกับจอบคราดที่วางเกะกะอยู่ตรงนั้น มันวางอยู่ตรงนั้นมาเป็นอาทิตย์แล้ว นั่นหมายความว่าผมยังถางหญ้าไม่เสร็จ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องขึ้นแปลง ลืมไปได้เลย
‘งั้นก็ตามใจของป้าหมายถึงอะไรกันนะ หรือว่าป้าเกรงว่าเราจะลำบาก’ ผมรำพึงกับตัวเอง บางทีอาจมีความหมายแค่เพียงแล้วแต่หลานเถอะ อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ ส่วนผมเมื่อพบปัญหาว่า ทำไมแปลงผักของผมจึงไม่เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ในฐานะที่เป็นชาวพุทธเต็มตัว แม้ว่าในช่วงเวลาสามปีอาจไปวัดแค่หนเดียวก็ตาม ผมจะใช้หลักอริยสัจสี่มาไขปัญหานี่ ใช่แล้ว อริยสัจสี่ คุณไม่ได้อ่านผิดไปหรอก จริงๆนะ
ปัญหาหรือทุกข์ของผมคือ แปลงผักที่หมายมั่นว่าจะปลูกผักเขียวๆนั้น ทำไมไม่เกิดขึ้นเสียที เอ้าที่นี้ลองหาสมุทัยสิ สมุทัยคืออะไรกันนะ ความขี้เกียจกระนั้นรึ ไม่ใช่แน่ ตามมาตรฐานของผมที่ใช้ประเมินตนเองผมไม่ใช่คนขี้เกียจ หรืออาจจะเป็นว่าผมไม่มีเวลาให้มัน ใช่แน่ๆ เพราะทุกๆเย็นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมไม่อยู่ติดบ้านเลย แล้วผมไปไหน โอ ใช่แล้ว ผมติดใจน้ำสีอำพันรสขมฝาดที่แสนจะอิ่มเอมเกษมลิ้นนั้น จนลืมได้แม้กระทั่งปณิธานอันยิ่งใหญ่นั้นเสีย นี่ผมเป็นอะไรไปนะ กิเลสผมมันก็ช่างหนานัก ถูกยวนเย้าแม้เพียงเล็กน้อยก็คล้อยตามเสียแล้ว โธ่เอ๋ย ในที่สุดก็รู้ว่าสมุทัยคืออะไรแล้วล่ะ
ต่อไปตามหาพี่นิโรธ คุณนิโรธนี้เป็นใครกันหนอ อ้อ ถ้าน้องสมุทัย คือ น้ำเมรัยสีอำพัน แล้ว ถ้างั้น นิโรธ หรือทางดับทุกข์ ก็คือการเลิกดื่ม จึงจะเห็นมรรค คือการมีเวลาไปปลูกผักในตอนเย็นนั่นเอง คิดได้ดังนี้แล้วจะทำอย่างไรดี จะเลือกแปลงผักหรือสร้องเสพย์ของขมต่อไป
ในระหว่างที่กำลังสับสนอยู่นี้ผมใช้มือขวาเปิดเพลง Knock Knock Knocking on the Heaven Door ของ Gun ‘n Rose พลางใช้มือซ้ายเขย่าแก้วออนเดอะร็อคในมือ
ผมเตือนคุณแล้วนะว่าอย่าอ่าน ผมก็อายเป็นนะ
-จบ-