กราบสวัสดีทุกท่านครับ

     สบายดีกันทุกคนไหมครับ วันก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อน ผมเลยคุยทักทายกับเพื่อนรักอีกท่านหนึ่ง เพื่อนบอกว่าเพิ่งกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่มา แล้วเล่าใ้ห้ผมฟังว่า กลับไปที่บ้านแล้วเล่าให้ฟังว่า มังคุดซื้อจากสวน หรือว่าราคาใต้โคนต้น กิโลกรัมละ 3 บาท ส่วนเงาะ กิโลกรัมละ 4 บาท เป็นไงครับ เห็นราคาแล้วตกใจไหมครับ ทำให้ผมคิดต่อว่า หากไปขายที่ท้องตลาดราคากิโลกรัมละเท่าไหร่ แน่นอนว่าราคาแพงกว่าอยู่แล้วครับ รวมกับค่าขนส่ง ค่าเดินทางและอื่นๆ

     ผมเลยบอกว่า ที่เยอรมัน มังคุดผมเคยเจอในร้านเอเชีย รู้สึกว่าประมาณสี่ผล ราคาร้อยกว่าบาท แม้ว่าสุขภาพผลที่เห็นสภาพจะยังมียางเหลืองๆ เห็นจากภายนอกก็ตาม เพื่อนผมก็เลยบอกว่า งั้นที่ผมเพิ่งกลับไปบ้านมา ผมกินไปหมื่นกว่าบาทนะเฉพาะมังคุด ห้าๆๆๆๆๆ

    แล้วเมื่อวานนี้ ผมโทรไปคุยกับคุณแม่ แล้วคุยไปคุยมา ก็มาลงที่ราคาผลไม้เหล่านี้ คุณแม่เลยสรุปให้ฟังว่า ราคาใต้โคนต้นมีดังต่อไปนี้ คร่าวๆ นะครับ

  • ม ังคุด กิโลกรัมละ  3 บาท

  • เงาะ กิโลกรัมละ 4 บาท

  • ทุเรียน ลูกละ 5 บาท (ขายเหมา เข่งละร้อยบาท)

  • ขี้ยางก้อน กิโลกรัมละ 27 บาท

  • สะตอ 15 ฝัก ราคา 20 บาท

  • และอื่นๆ

คุณแม่เลยเล่าต่อว่า ได้เห็นบางที่ ด้วยราคาตกต่ำมาก ทำให้พี่น้องชาวสวนบางที่ ตัดสินใจ โค่นมังคุดทิ้งกันทีเดียวครับ เพื่อหันไปปลูกพืชที่ราคาดีในตอนนี้

บางราย ก็ปล่อยให้หล่นไปอย่างนั้น แต่ปล่อยไปให้หล่นเองก็ไ่ม่ใช่ง่าย หล่นลงมากองๆ ที่ใต้โคนต้น แล้วเกิดการเน่าอาจจะมีผล ส่งผลต่อความเป็นกรดของดินอีก ว้าาาววว บางคนสอยไป เก็บไป ยิ้มไปแห้งๆ เพราะราคามันตกต่ำ

แต่หากกลับมาคิดอีกที กิโลกรัมละ 3-5 บาท จำนวน 100 กิโลกรัม ก็ได้ 500 บาท แล้ว แต่ด้วยความเคยชินที่เคยขายได้ราคากว่านี้ เลยทำให้เห็นราคาแบบนี้ เลยอาจจะส่งผลทำให้พี่น้องเกษตรกรบางท่าน รู้สึกเศร้ากับราคาแบบนี้ เพราะ อาจจะไ่ม่คุ้มกับการดูแล

บางคนบอกว่า หากผลไม้ออกตามฤดูกาลแล้วราคาถูก ผลมักจะดก จริงๆ หากเราทำให้ออกนอกฤดูกาลได้ ผลผลิตกับความต้องการ และราคาก็คงอยู่ไปด้วยกันได้ ไม่ชิดติดขอบขวา หรือขอบซ้ายของ แกนราคามากเกินไป

ทำให้คิดไปอีกต่อ ว่า

หากพี่น้องเกษตรบางรายต้อง

  • โค่นหมากปลูกมังคุด

  • โค่นมังคุดเพื่อปลูกยาง

  • โค่นยางเพื่อปลูก ยูคาลิปตัส

  • โค่นยูคาลิปตัสเพื่อปลูกกระิุถินยักษ์

  • เปลี่่ยนทุ่งนามาเป็นสวนยาง หรือ สวนปาล์ม

  • เปลียนไร่อ้อย มาเป็นสวนยาง

  • เปลี่ยนมันสำปะหลังมาเป็นอ้อย

  • หมุนเวียนเปลี่ยนไป....ตามกลไกของตลาด

สิ่งที่น่าคิดคือ ความสมดุลของสังคมอยู่ตรงไหน ใครคือคนควบคุมกลไกเหล่านี้ ของราคาในระดับประเทศ ระดับโลก

อีกต่อไป ประมาณ ไม่เกิน 7 ปี ราคายางจะเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้ก็เริ่มลดลงแล้ว ขึ้นลงสูงต่ำ เป็นธรรมดา ตามกลไกของความต้องการซื้อ ขาย

มีแนวทางที่จะเดินทางสายกลางในการวางแผนการปลูก การปลูก การขาย ให้ลงตัวได้ไหมครับ

ก่อนปลูกถั่วฝักยาว ราคาถั่วฝักยาวแพงมาก... แต่พอปลูกแล้วเอาไปขายที่ตลาดราคกลับตกสุดๆ ...ใครหรือที่เป็นกำหนดราคาในตลาดชุมชน....ที่นำไปสู่ คนขายได้กำไร ซื้อพอใจ สังคมมีความสุข ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตามหลักการของการตลาดแบบยั่งยืน

แล้วโยงต่อไปยัง การทำนา ชาวนา ลดลงจากเดินหรือไม่ครับ เราจะกินข้าวของประเทศไหนครับต่อไป จากมาเลย์ ลาว เวียดนาม หรือกัมพูชาครับ เราจะนำเศรษฐกิจพอเพียงลงไปสู่รากของสังคมได้ซักครึ่งหนึ่งของประเทศ มีความเป็นไปได้ไหมครับ

ผมจำได้ภาวะน้ำท่วมที่หาดใหญ่ในปี 2000 ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ มาม่าซองละ หนึ่งร้อยบาท ใครก็ไม่ขาย จนถึงระดับหนึ่ง เงินไร้ความหมาย ในภาวะที่ข้าวยากหมากแพง การทำเท่านั้นที่จะอยู่ได้

ผมก็ยังนิยมการปลูกพืชแบบเชิงผสมผสานมากกว่า การปลูกเชิงเดี่ยวอยู่ดีครับ ต่อให้ราคาสิ่งนั้นจะสูงขนาดไหนก็ตาม เพราะวันนี้ราคายางมีราคาสูงมากก็ตาม หากวันหนึ่งราคาลดต่ำลง ผมก็ไม่สามารถจะกินยางแทนข้าวได้

พาไปไกลอีกนิดหนึ่งคือ พื้นที่บริเวณชายทะเล หากท่านๆ ยังจำกันได้บริเวณชายทะเลหลายๆ ที่ในฝั่งอ่าวไทย จะมีการเลี้ยงกุ้งเยอะใช่ไหมครับ พอทำไปได้ซักระยะเริ่มเสื่อมได้สภาพดิน น้ำ และโรค ตอนนี้บริเวณปากพนังที่นครศรีธรรมราชเอง ก็เริ่มเสื่อม บ่อร้างก็เกิดขึ้น จะมีเกษตรกรบางรายยังคงทำอยู่ ผมว่าบริเวณนั้นเป็นแนวที่น่าจะเป็นการฟื้นฟูโดยการปลูกป่าชายเลน หากทำได้ ก็คงดีไม่น้อย เพราะป่าชายเลน หากกลับมาสมบูรณ์ได้ น้ำทะเลซัดเข้ามา ปูปลาเข้ามาวางไข่ ก็นำไปสู่ความสมบูรณ์อีกครั้งครับ ให้มีต้นไม้โกงกาง ต้นแสมและอื่นๆ อีกมากมาย จัดแนวให้เกิดความสมบูรณ์ได้ ชาวบ้านก็จะจับปู ปลา หอย ได้เป็นอาหาร กินอยู่แบบยั่งยืนได้เช่นกัน แถมเป็นที่กันชนให้กับชาวบ้านได้อย่างดี เช่นเป็นแนวกันลมและคลื่นได้อย่างดี

นั่นคือ อีกตัวอย่างหนึ่งครับ 

สิ่งที่สำคัญที่ผมคิดว่า สำคัญมากๆ คือ วิทยาศาสตร์และการวิจัยเพื่อนำไปสู่การแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการตลอดปี หากเราทำได้แบบนี้ แล้วมีใช้ให้ได้ตลอดเวลา มีผักและข้าวกินตลอดปี ซึ่งประเทศไทยเองก็เหมาะกับการทำสิ่งนี้อยู่แล้ว เพราะปลูกกันได้ทั้งปี หมุันเวียนกันไป ก็ดีเพราะจะปรับสภาพของดินให้สมดุล มีการตรึงและคืนธาตุอาหารให้กับดินกันอย่างต่อเนื่องตลอดไป

บทความนี้ได้เีพียงแค่การบ่นเท่านั้นเองครับ ท่านมีความเห็นอย่างไร อยากเพิ่มเติ่มให้สมบูรณ์ ก็เชิญท่านบรรเลงได้นะครับผม

จักเป็นพระคุณยิ่งนะครับ

 เม้ง สมพร...