Coaching เป็นการสอนงานจากผู้บังคับบัญชาถึงผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง ด้วยวิธีการให้คำแนะนำและสอนงานแบบสองทาง ( Two Way Communication ) เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธภาพ และมีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนเองไปพร้อม ๆ กัน

                        ยุคปัจจุบัน เป็นยุคแห่งการแข่งขัน ทุกหน่วยงานต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอดขององค์กร  โดยเฉพาะผู้บริหาร  ผู้นำ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล เป็นผู้ที่กล้านำในการเปลี่ยนแปลงองค์กร   โดยมีการสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning organization)    ทั้งนี้เทคนิคในการสนับสนุนให้คนในองค์กรมีการเรียนรู้มีหลายประการ  Coaching  เป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญนั้น  ที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของบุคลากรให้เป็นบุคลากรแห่งการเรียนรู้อันจะเป็นตัวจักรสำคัญที่จะนำองค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จ       

1.  ความหมายของ  Coaching

                       Coaching หมายถึง การสอนงานลูกน้องของตนเอง การสอนงานเป็นเทคนิคหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรหรือลูกน้องของตน ทั้งนี้จะเรียกผู้สอนงานว่า “Coach” โดยปกติผู้เป็น Coach สามารถเป็นได้ทั้งผู้บริหารระดับสูง ( Top Management level ) เช่น ผู้อำนวยการ  ระดับกลาง   ( Middle Management level ) เช่น ผู้จัดการฝ่าย    และระดับต้น  ( Low Management level ) เช่น หัวหน้างาน ส่วนผู้ถูกสอนงานโดยปกติจะเป็นลูกน้องที่อยู่ภายในทีม หรือกลุ่มงานเดียวกันเรียกว่า Coachee  

                        การสอนงานจัดได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่ง   ที่หัวหน้างานใช้เพื่อเสริมสร้าง   และพัฒนาลูกน้อง  ให้มีความรู้ ( Knowledge ) ทักษะ ( Skills ) และคุณลักษณะเฉพาะตัว( Personal Attributes ) ในการทำงานนั้น ๆ ให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้น       ซึ่งเป็นเป้าหมายหรือผลงานที่หัวหน้างานต้องการหรือคาดหวังให้เกิดขึ้น ( Result- Oriented )   โดยจะต้องตกลงและยอมรับร่วมกัน  ( Collaborative ) ระหว่างหัวหน้างานและลูกน้อง       ทั้งนี้ การสอนงานนอกจากจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลการปฏิบัติงานของลูกน้อง ( Individual Performance ) ในปัจจุบันแล้ว การสอนงานยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพ ( Potential ) ของลูกน้อง เพื่อให้ลูกน้องมีพัฒนาการของความรู้ ทักษะและความสามารถเฉพาะตัว และมีศักยภาพในการทำงานที่สูงขึ้นต่อไป   เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอันนำมาซึ่งตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต               

                         นอกจากนี้การสอนงานยังถือได้ว่าเป็นรูปแบบของการสื่อสารอย่างหนึ่งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการระหว่างหัวหน้าและลูกน้องหรือเรียกว่าการสื่อสารแบบสองทาง(Two Way Communication) ที่หัวหน้างานใช้ในการแจ้ง / หรือชี้แจงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกน้องให้เตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา และรับฟังสิ่งที่คาดหวังและต้องการของลูกน้อง และเป็นช่องทางในการสอบถามถึงสถานะปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงาน   รวมทั้งเป็นโอกาสอันดีที่หัวหน้างานและลูกน้องร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เพราะหัวหน้างานถือได้ว่าเป็น Line Manager ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการรับรู้ถึงเป้าหมายและกลยุทธ์ในการดำเนินงานขององค์กร จากการเข้าร่วมประชุมกับหัวหน้าในหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการประชุมประจำเดือนหรือการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารของหน่วยงานต่าง ๆ  

2.  หัวหน้างานกับธรรมชาติของการ Coach               

                         หัวหน้างาน  หมายถึง บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบในการบริหารจัดการงานทั้งงานของตนเองและของลูกน้อง ความรู้และทักษะของการทำหน้าที่หัวหน้างาน คือ ทักษะการเป็นผู้นำ การเป็นโค้ชที่ดี การมีมนุษยสัมพันธ์ การอ่านและการเข้าใจสไตล์ของลูกน้องว่าเป็นคนประเภทไหน มีเหตุปัจจัยอะไร เพื่อที่โค้ชจะได้เลือกวิธีการสื่อสารให้ถูกต้องเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ลูกน้องไม่สามารถ บริหารจัดการงานได้ตามที่หัวหน้างานต้องการ เช่น ปัจจัยจากครอบครัว , เพื่อน , คนรัก , ค่าตอบแทน , ความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน เป็นต้น ปัจจัยดังกล่าวนี้ มีผลต่อสภาพจิตใจ การรับรู้ ความคิด รวมไปถึงพฤติกรรมหรือการกระทำที่ลูกน้องแสดงออกมาส่งผลต่อผลลัพธ์หรือผลสำเร็จของการทำงานที่เกิดขึ้น               

                         ดังนั้น ความเข้าใจในตัวลูกน้องจึงเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่หัวหน้างานพึงจะต้องรับรู้ ไม่ว่าจะมาจากการบอกกล่าวของลูกน้องโดยตรง หรือจากการรับรู้ผ่านทางบุคคลที่เกี่ยวข้อง และไม่ใช่แต่การรับรู้งานที่ลูกน้องทำเท่านั้น แต่จะต้องรับรู้ความคิด ความรู้สึกในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกน้องด้วย เพราะข้อมูลที่รับรู้นี้จะเป็นแนวทางช่วยทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ /   กลวิธีในการบริหารจัดการกับลูกน้องแต่ละคนที่มีเหตุปัจจัยหรือปัญหาแตกต่างกันไป 

3. บทบาทหน้าที่ของผู้เป็น Coach

                         ผู้เป็น Coach ควรเป็นผู้รักการอ่าน รักการแสวงหาความรู้และเป็นผู้ขวนขวายหาข้อมูลความรู้ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งแสวงหาประสบการณ์ใหม่ จากการเข้ากลุ่มหรือสมาคมต่าง ๆ เพื่อจะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาทำหน้าที่บทบาท นักฝึกอบรม นักพัฒนา / นักเปลี่ยนแปลง ผู้ให้คำปรึกษา นักจิตวิทยา นักแก้ไขปัญหา นักคาดคะเน นักคิด / นักประดิษฐ์  และนักปฏิบัติ บทบาทดังกล่าวจะแสดงออกในบทบาทใดนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้งอาจแสดงบทบาทเดียว  หรือแสดงมากกว่าหนึ่งบทบาท เรียกว่าบทบาทผสมผสาน  ( Mixed Roles ) 

4. แนวทาง หลักปฏิบัติและวิธีการในการเป็น Coach                

                         การสอนงานจะเกิดขึ้นได้ ผู้สอนงานและผู้ถูกสอนงานต้องมีความพร้อมด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเวลาใดที่แน่นอน เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทุกเวลา  ความพร้อม ได้แก่

                          1.       เรื่องเวลา ควรกำหนดเวลาให้พอดีกับเนื้อหาที่ต้องการจะสอนและถ่ายทอดได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล

                          2.       อารมณ์  ควรมีสภาพจิตใจหรือสภาวะอารมณ์ที่ปกติ พร้อมที่จะถ่ายทอดข้อมูล

                          3.       สุขภาพร่างกาย เพราะการมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะส่งผลต่อไปยังจิตใจ / ความคิด

                          4.       ข้อมูล เกี่ยวกับ

                                  4.1     เนื้อหา / ขอบเขตงานที่ต้องรับผิดชอบ

                                 4.2      ผังโครงสร้างองค์กร วิสัยทัศน์ นโยบายต่าง ๆ ขององค์กร

                                 4.3     คู่แข่งขันและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

                                 4.4     ข้อมูลเกี่ยวกับลูกน้องตนเอง

                           5.       สถานที่ พิจารณาถึงจำนวนของผู้สอนและผู้รับการสอนและลักษณะอุปกรณ์ที่จะนำมาสาธิต

                           6.       อุปกรณ์เครื่องมือ ควรมีการทดสอบประสิทธิภาพในการทำงานของอุปกรณ์ / เครื่องมือว่าสามารถใช้การ / ทำงานได้ตลอดเวลาที่ทำการสาธิต               

                          7. เข้าใจจิตวิทยาการเรียนรู้ของลูกน้องที่เป็นผู้ใหญ่ด้วยว่า เขาจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อไร เช่นเขาอยากเรียนรู้ได้ดีเมื่อเขาอยากเรียนหรือทำให้เขารู้ว่าถูกคาดหวังอะไร หรือเมื่อได้เอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ได้จริงและได้ผล8.ความพร้อมของผู้สอนงานกับผู้ถูกสอนงาน ย่อมมีส่วนผลักดัน ส่งเสริมและสนับสนุนให้การสอนงานของหัวหน้างานประสบผลสำเร็จ 

5.   รูปแบบของการเรียนรู้และการรับรู้ของลูกน้อง

                   การรับรู้ของแต่ละคนจะมีขีดจำกัดตามระยะเวลาที่กำหนด การกำหนดระยะเวลาที่พอประมาณเหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป ย่อมจะทำให้ลูกน้องสามารถรับรู้และเรียนรู้ในสื่งที่หัวหน้างานสอนหรือถ่ายทอดได้ดีกว่า เวลาที่เหมาะสมประมาณหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง น่าจะเพียงพอ หากจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน ควรจัดให้มีเวลาพักสมอง ( Break ) เพื่อให้ลูกน้องมีโอกาสได้หยุดทบทวนความคิดและข้อมูลที่หัวหน้างานได้สอนไปแล้ว                การศึกษาวิเคราะห์และเลือกวิธีการหรือเทคนิดในการสอนงานให้เหมาะสม   โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้การทำงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้น   ตลอดจนการให้คำแนะนำถึงแห่ลงข้อมูลที่ควรติดตาม    และการเปิดใจและเต็มใจที่จะตอบข้อซักถามต่าง ๆ ให้แก่ลูกน้อง ไม่แสดงสีหน้ารำคาญหรือต่อว่า เมื่อลูกน้องพยายามคิดหาทางพัฒนาและปรับปรุงระบบหรือกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว สะดวก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และร่วมกันรับผลลัพธ์ที่ออกมา ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ตาม 

6.  สัญญาณบอกเหตุของการ Coach ที่ล้มเหลว

                     ในฐานะหัวหน้างานจะต้องพิจารณาถึงสัญญาณบอกเหตุของการสอนงานที่ล้มเหลว โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงระหว่างการสอนงาน และช่วงหลังจากการสอนงาน ดังต่อไปนี้

                            1)      ช่วงระหว่างการสอนงาน

                                   1.1  ภาวะเงียบสงัด ลูกน้องนั่งเงียบ ฟังอย่างเดียว รู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง ก็นั่งเงียบ  ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยเกรง/กลัวอำนาจ ไม่เข้าใจในสิ่งที่สอน  คิดถึงแต่เรื่องอื่น ไม่เห็นความจำเป็น และการรับรู้ที่ต่างกัน

                                   1.2  ภาวะลองภูมิ หรือปฏิเสธ เหตุเพราะกำลังหาคำถามหรือประเด็นคำถามเพื่อลองภูมิ อยากจะรู้ว่าหัวหน้างานคนนี้จะแน่แค่ไหน พบว่า ลูกน้องพวกนี้มีหลายประเภท, อายุงานที่ทำในองค์กรมากกว่าหัวหน้างาน, รู้ระบบงาน  หรือรู้จักงานต่างๆ ในองค์กรมากกว่า , อายุมากกว่าหัวหน้างาน, เรียนหรือจบการศึกษาสูงกว่าหัวหน้า, ไม่เชื่อในฝีมือหรือความสามารถของหัวหน้างาน, มีสถานะเป็นเพื่อนร่วมงานกับหัวหน้างานมาก่อน 

                                   1.3     ภาวะไม่พร้อมรับฟัง เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับหัวหน้างานที่ไม่สามารถควบคุมเวลาในการสอนงานลูกน้องได้ ทำให้ลูกน้องขอออกไปก่อน / หรือออกไปสักครู่แล้วกลับเข้ามาใหม่

                          2)      ช่วงหลังจากการสอนงานพบว่า ลูกน้องยังคงทำงานไม่ถูกต้องตามที่สอนหรืออธิบายไปแล้ว ซึ่งหัวหน้างานจะต้องสังเกตจากสถานการณ์ต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น เช่นการส่งงานล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดหรือต้องนำกลับไปแก้ไขอยู่บ่อยครั้ง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎและระเบียบที่ได้ตกลงกันไว้ และได้รับคำร้องเรียนจากลูกค้า เนื่องจากความไม่พอใจในการปฏิบัติงานของลูกน้อง 

7.   การจัดระบบCoaching ในองค์กรเป็นรูปธรรมชัดเจน

                       1)  กำหนดให้ระบบCoaching เป็นนโยบายขององค์กร

                       2)      สร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศขององค์กรให้มี Trust (ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน )โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างหัวหน้างานกับผู้ใต้บังคับบัญชา

                     3)      กำหนดใน Job Descriptionของระดับหัวหน้างานขึ้นไปในเรื่องการทำหน้าที่เป็น Coach

                    4)      กำหนดเรื่องการ Coaching เป็นหนึ่งในเป้าหมายประจำปีของระดับหัวหน้างานขึ้นไป โดยมีการวัด KPI  ( Key Performance Index )

                    5)      เชื่อมโยงผลการทำ Coaching สู่ระบบ Performance Management ) และระบบจ่ายค่าตอบแทน

                     6)      กำหนดและสร้าง / ฝึก วัฒนธรรมองค์กรให้เป็นวัฒนธรรมของการเรียนรู้  (Learning Culture)  ซึ่งมีทั้ง Learning by doing เรียนรู้โดยการลงมือทำ Learning by Teaching เรียนรู้โดยการถ่ายทอด และ Learning by Sharing เรียนรู้โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้มากับประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว นำมาถ่ายทอด เพื่อสอนให้เรามีการติดต่อสื่อสารที่ดี รู้จักเรียบเรียงเตรียมคำพูดก่อนหลัง    จากที่ไม่กล้าทำให้กล้าและมั่นใจมากขึ้น ทำให้ได้เพื่อน ได้ใจ ได้ให้ ได้เสียสละ ได้ปฏิสัมพันธ์กันเกิดความสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ผู้คนในองค์กรรักกันมากขึ้นและนำไปสู่การไว้เนื้อเชื่อใจกัน เกิดเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันตามเป้าหมายที่วางไว้ 

8.  ประโยชน์จากการทำ Coaching               

                        ประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อหัวหน้างาน ลูกน้อง และต่อองค์กร ดังนี้

         ประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อหัวหน้างาน

                            1)      การสอนงานจะช่วยแบ่งเบาภาระงาน เนื่องจากลูกน้องทำงานได้อย่างถูกต้อง ส่งมอบงานตามเวลาที่กำหนด

                            2)      มีเวลาเพียงพอที่จะคิดพิจารณา ปรับปรุงระบบงาน ขั้นตอนและวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยเหลือลูกน้องอย่างแท้จริง

                             3)      มีโอกาสชี้แจงจุดเด่นหรือจุดที่ต้องการให้ลูกน้องปรับปรุงการทำงาน

                             4)      สามารถแจ้งให้ลูกน้องรู้ถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์และปัญหาการเปลี่ยนแปลง การเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ขององค์กร                

                             5)  มีโอกาสรับรู้ความต้องการที่ลูกน้องคาดหวัง และปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานของลูกน้อง               

                             6)   สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการทำงานระหว่างหัวหน้างานและลูกน้อง               

                             7)  เป็นกระบวนการหนึ่งที่ใช้ผลักดันและสนับสนุนให้ลูกน้องทำงานให้บรรลุเป้าหมาย  (Performance  Goal)  ตามแผนงานที่กำหนด               

                              8)  ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการทำงานร่วมกันเป็นทีม  

                             ประโยชน์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อลูกน้อง

                             1)      เข้าใจขอบเขต เป้าหมายของงานและความต้องการที่หัวหน้าคาดหวัง

                              2)      ได้รับรู้ถึงสถานการเปลี่ยนแปลง ปัญหาและอุปสรรคขององค์การ ภารกิจที่องค์กรจะทำในปัจจุบันและต้องการที่จะทำต่อไปในอนาคต

                              3)      ได้รับรู้ถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกับหัวหน้างานและมีส่วนร่วมกับหัวหน้างานในการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 

                             4)      มีโอกาสรู้จุดแข็ง  จุดอ่อนของตน เพื่อสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

                              5)      รู้จักวางแผน ลำดับความสำคัญก่อน-หลังของงาน รับรู้เทคนิควิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและระยะเวลาที่หัวหน้างานกำหนด

                              6)      สร้างขวัญ กำลังใจ ทำให้ไม่รู้สึกว่าตนเองทำงานเพียงผู้เดียว 

                              7)      เป็นแรงจูงใจ กระตุ้นให้ลูกน้องปรับปรุงตนเอง สนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมอ

 อ้างอิงจาก...

เกศรา   รักชาติ. (2549). องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Awakening Organization).  กรุงเทพมหานคร : เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน).

วรภัทร์   ภู่เจริญ. (มปป.). การบริหารคนดื้อ (Change Management). กรุงเทพมหานคร: สามลดา.

อาภรณ์   ภู่วิทยาพันธุ์. (2548).  สอนงานอย่างไรให้ได้งาน (Coaching). กรุงเทพมหานคร : เอช อาร์ เซ็นเตอร์จำกัด.

เรียบเรียงโดย วรดา พงษ์รักษ์ (ออม) 507 83 109 38

(ปล. Case และ ทฤษฎีจะตามมาในวันนี้คับ ขอเรียงร้อยความสละสลวยก่อนครับ ขอบคุณค่ะอาจารย์ส้ม และพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่รักมากมาย)