รายงานการวิจารณ์งานวิจัยทางการพยาบาล
“Who Is Sitting Across From Me?” Immigrant Mothers’ Knowledge of Parenting and Children’s Development
คณะผู้วิจัย Marc H. Bornstein และ Linda R. Cote
แหล่งสืบค้นข้อมูล Pediatrics 2004; 114: e557–e564.
www.pediatrics.org/cgi/doi/10.1542/peds.2004-7013
เนื่องด้วยผู้วิจารณ์นั้นได้สนใจในประเด็นเรื่องการอบรมเลี้ยงดูบุตรในไทยพลัดถิ่นที่ต้องโยกย้ายที่พำนักพักพิงไปยังที่อยู่ใหม่นั้น ว่ามีผลต่อการอบรมเลี้ยงดูบุตรของพ่อแม่เหล่านั้นหรือไม่ ผู้วิจารณ์จึงได้ดำเนินการสืบค้นหามูลทั้งวารสารภาษาไทยและวารสารต่างประเทศ ทั้งรูปแบบเอกสารหนังสือ และเอกสารออนไลน์ในอินเตอร์เนท โดยค้นพบรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่สนใจนี้เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ได้คัดเลือกมา 1 เรื่อง คือ “Who Is Sitting Across From Me?” Immigrant Mothers’ Knowledge of Parenting and Children’s Development ของ Marc H. Bornstein และ Linda R. Cote รายละเอียดการวิจารณ์ ดังต่อไปนี้
1. ชื่อเรื่อง
“Who Is Sitting Across From Me?” Immigrant Mothers’ Knowledge of Parenting and Children’s Development ที่ปรากฏเป็นชื่อเรื่องที่เหมาะสมเนื่องจากเป็นการตั้งชื่อเรื่องในลักษณะคำถามเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านนั้นเกิดความสงสัยในคำถามและสนใจที่จะติดตามต่อไป ซึ่งผู้วิจารณ์นั้นเมื่อได้อ่านหัวข้องานวิจัยนี้ก็เกิดคำถามขึ้นใจว่า “ใครอยู่ตรงกันข้ามกับใคร” มารดาที่ย้ายถิ่นและพัฒนาการของเด็กนั้นเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ทำให้เกิดความรู้สึกอยากติดตามเรื่องราวและผลที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าสังเกตงานวิจัยในประเทศไทยแล้วจะพบว่าการตั้งหัวข้อวิจัยในลักษณะนี้จะพบมากในงานวิจัยเชิงคุณภาพ ในงานวิจัยเชิงปริมาณนั้นสำหรับประเทศไทยยังพบลักษณะนี้น้อยมาก ทำให้การสื่อความหมายจากหัวข้อวิจัยนั้นขาดองค์ประกอบสำคัญไป ทั้งศึกษาที่ไหน ศึกษาอย่างไร มีเพียงแค่มารดาย้ายถิ่น ( ศึกษากับใคร) เท่านั้นที่ปรากฏอยู่
2. ปัญหาการวิจัย
รายงานการวิจัยเรื่องนี้ผู้วิจัยสนใจปัญหาการเลี้ยงดูบุตรของผู้ย้ายถิ่นชาวเอเชียและอเมริกาใต้ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้วิจัยได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน โดยชี้ประเด็นในเรื่อง “วัฒนธรรม” กับ “การเลี้ยงดูบุตร” ที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนและเป็นประเด็นที่เป็นจริง พร้อมแสดงเอกสารอ้างอิงข้อต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น
“.....การเพิ่มขึ้นของการไหล่บ่าของผู้ย้ายถิ่นในประเทศสหรัฐอเมริกา ในอดีต ในปี 2000 พบว่าเด็กย้ายถิ่นมีถึง 1 ใน 5 ของเด็กในอเมริกา หรือประมาณ 14 ล้าน คนที่อาศัยอยู่ในบิดามารดาชาวย้ายถิ่น 1ครอบครัว (ในที่นี้นับเด็กที่เกิดนอกอเมริกา) สถานการณ์นี้นำไปสู่การขาดและความไม่เป็นธรรมทางการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตาม “ความไม่เหมือนกันในการวินิจฉัยโรคและการรักษาในประเทศนี้ เป็นสิ่งที่ด้อยโอกาสในเรื่องประชากร” ข้อมูลจาก The Department of Health and Human Services Agency for Healthcare Research and Quality recently.....” เป็นการชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ย้ายถิ่นที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านสุขภาพ
“.....ความไม่เหมือนกันในการรักษานั้นสัมพันธ์กับเชื้อชาติ ชาติพันธุ์วรรณนาและสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ ในการศึกษาเรามุ่งเน้นในเรื่องด้อยโอกาสทางด้านประชากรในคนย้ายถิ่น ศึกษาวิจัยในข้อสงสัยที่ว่าระบบความเชื่อของครอบครัวย้ายถิ่นซึ่งไม่ใช่การปรับตัวอย่างรวดเร็วทันทีทันใด ทั้งนี้ วัฒนธรรมความเชื่อและบรรทัดฐานในการเลี้ยงดูบุตร ของบิดามารดานั้น เป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรม เช่น การริเริ่มกิจกรรมของรัฐบาลของ National Institute of Child Health and Human Development ในโครงการ “Back to Sleep” นั้น ให้ผลหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจในบิดามารดาย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นได้น้อยมาก......” ตัวอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นถึงรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า ที่แสดงให้เห็นว่า ผลการวิจัยครั้งนั้นยังให้รายละเอียดหรือเติมเต็มช่องว่างของข้อสงสัยได้น้อย และยังคงเป็นช่องว่างที่ต้องค้นหาต่อไปอีก
“.....ชาวเอเชียและชาวละตินในประเทศสหรัฐอเมริกา นั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในกลางศตวรรษหน้า.....”ตัวอย่างนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าผู้วิจัยนั้นได้นำเสนอเพื่อที่จะสื่อความหมายให้ผู้อ่านได้ทราบสถานการณ์จริง และผลที่จะเกิดขึ้นจากปัญหานี้สามารถที่จะแก้ไขได้โดยการศึกษาวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติมเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรเพื่อรองรับการดำเนินงานสาธารณสุขกับกลุ่มผู้ย้ายถิ่นที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคต
3. การนำเสนอปัญหา
ผู้วิจัยได้แสดงปัญหาโดยนำเสนอปัญหาตามประเด็นที่ตั้งขึ้นเพื่อสื่อความเข้าใจในประเด็นปัญหา ซึ่งมีอยู่ 3 ประเด็น คือ“ความสำคัญของความรู้ของบิดามารดาต่อเจ้าหน้าที่สุขภาพ”“ความรู้เรื่องการเลี้ยงบุตรในมารดาย้ายถิ่น”“คำถามเกี่ยวกับความรู้ในการเลี้ยงดูบุตร”ทำให้เกิดข้อดี คือ แสดงปัญหาตามประเด็นเห็นความสอดคล้องของปัญหา ทำให้ผู้อ่านมีเห็นสภาพปัญหาที่ชัดเจนขึ้น
4. กรอบแนวคิดในการวิจัย
ในรายงานการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นกรอบแนวคิดของการวิจัยที่กล่าวถึง
“ความรู้และเงื่อนไขทางสังคมประชากร และภาวะสุขภาพของบุตรของผู้ย้ายถิ่นที่เป็นมารดาชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกาใต้ที่มีบุตรอายุ 2 ปี” ทำให้เห็นภาพการวิจัยในระดับปานกลาง พอใจได้
5. วัตถุประสงค์
รายงานการวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ของบิดามารดาเกี่ยวกับพัฒนาการของบุตรและการอบรมเลี้ยงดูต่อการปฏิบัติในเลี้ยงดูบุตร” ซึ่งผู้วิจัยเขียนได้ชัดเจน ใช้ภาษารัดกุม สอดคล้องกับเนื้อหาสาระทั้งหมด ไม่ซ้ำซ้อน และมีความต่อเนื่องตามลำดับ แต่ทั้งนี้ได้เสนอไว้เพียงวัตถุประสงค์ทั่วไปเท่านั้น
6. สมมติฐานในการวิจัย
รายงานการวิจัยนี้มีสมมติฐานคือ ความแตกต่างของรูปแบบความรู้ใน 2 กลุ่มผู้ย้ายถิ่น (ผู้ย้ายถิ่นที่เป็นมารดาชาวญี่ปุ่นและอเมริกาใต้) และความแตกต่างกับมารดาชาวยุโรปอเมริกัน
7. การทบทวนวรรณกรรม
ผู้วิจัยได้แสดงทบทวนวรรณกรรมไปพร้อมๆกับการนำเสนอปัญหาการวิจัยนี้ ประเด็นย่อยในการนำเสนอปัญหาการวิจัย ซึ่งมีอยู่ 3 ประเด็น (ดังที่กล่าวมาแล้ว) คือ
“ความสำคัญของความรู้ของบิดามารดาต่อเจ้าหน้าที่สุขภาพ”
“ความรู้เรื่องการเลี้ยงบุตรในมารดาย้ายถิ่น”
“คำถามเกี่ยวกับความรู้ในการเลี้ยงดูบุตร”
ซึ่งรายงานการวิจัยเรื่องนี้ผู้วิจัยสนใจปัญหาการเลี้ยงดูบุตรของผู้ย้ายถิ่นชาวเอเชียและอเมริกาใต้ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้วิจัยได้ข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม ดังนี้ สถานการณ์ที่เป็นปัญหาส่วนนี้จะสอดคล้องกับการปัญหาการวิจัย เช่น
“.....การเพิ่มขึ้นของการไหล่บ่าของผู้ย้ายถิ่นในอเมริกาในอดีต ในปี 2000 พบว่าเด็กย้ายถิ่นมีถึง 1 ใน 5 ของเด็กในอเมริกา หรือประมาณ 14 ล้าน คนที่อาศัยอยู่ในบิดามารดาชาวย้ายถิ่น 1 ครอบครัว (ในที่นี้นับเด็กที่เกิดนอกอเมริกา) สถานการณ์นี้นำไปสู่การขาดและความไม่เป็นธรรมทางการดูแลสุขภาพอย่างไรก็ตาม “ความไม่เหมือนกันในการวินิจฉัยโรคและการรักษาในประเทศนี้ เป็นสิ่งที่ด้อยโอกาสในเรื่องประชากร” ข้อมูลจาก The Department of Health and Human Services Agency for Healthcare Research and Quality recently.....” เป็นการชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ย้ายถิ่นที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านสุขภาพ
“.....ความไม่เหมือนกันในการรักษานั้นสัมพันธ์กับเชื้อชาติ ชาติพันธุ์วรรณนาและสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ ในการศึกษาเรามุ่งเน้นในเรื่องด้อยโอกาสทางด้านประชากรในคนย้ายถิ่น ศึกษาวิจัยในข้อสงสัยที่ว่าระบบความเชื่อของครอบครัวย้ายถิ่นซึ่งไม่ใช่การปรับตัวอย่างรวดเร็วทันทีทันใดทั้งนี้ วัฒนธรรมความเชื่อและบรรทัดฐานในการเลี้ยงดูบุตร ของบิดามารดานั้น เป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรม เช่น การริเริ่มกิจกรรมของรัฐบาลของ National Institute of Child Health and Human Development ในโครงการ “Back to Sleep” นั้น ให้ผลหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจในบิดามารดาย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นได้น้อยมาก......” ตัวอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นถึงรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า ที่แสดงให้เห็นว่า ผลการวิจัยครั้งนั้นยังให้รายละเอียดหรือเติมเต็มช่องว่างของข้อสงสัยได้น้อย และยังคงเป็นช่องว่างที่ต้องค้นหาต่อไปอีก
“.....ชาวเอเชียและชาวละตินในอเมริกานั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในกลางศตวรรษหน้า.....”ตัวอย่างนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าผู้วิจัยนั้นได้นำเสนอเพื่อที่จะสื่อความหมายให้ผู้อ่านได้ทราบสถานการณ์จริง และผลที่จะเกิดขึ้นจากปัญหานี้สามารถที่จะแก้ไขได้โดยการศึกษาวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติมเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรเพื่อรองรับการดำเนินงานสาธารณสุขกับกลุ่ม ผู้ย้ายถิ่นที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคต
แนวคิดและทฤษฎี
“......ความผันแปรทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และคุณค่า เช่น ญี่ปุ่นนั้นอยู่โดดเดี่ยวจากสังคมโลกจนกระทั่งยุคกลาง และผลจากการพัฒนาเพื่อการอยู่รอดและความเป็นหนึ่งเดียวเป็นเรื่องที่ต้องนำมาคิดพิจารณาและเรียนรู้ร่วมด้วย ในทางกลับกันในอเมริกาใต้นั้นมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์นั้นได้รับมาโดยร่วมกันกับอเมริกาเหนือ ซึ่งต่างจากญี่ปุ่น ในบางส่วนนั้นก็เป็นกลุ่มชาวยุโรป โดยมีผลต่อนโยบายทั่วไป วัฒนธรรม และศาสนา ความเชื่อ และขนบธรรมเนียมประเพณี......” เป็นการทบทวนข้อมูลทางประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สอดคล้องกับการวิจัย ที่จะนำไปใช้ประกอบกับการเก็บข้อมูลต่อไป ทำให้ป้องกันข้อผิดพลาดทางด้านสังคมนี้ได้
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในรายงานการวิจัยนี้มีการเสนอข้อมูลในส่วนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องไว้หลายงานวิจัย เช่น
“......ความรู้ของบิดามารดาเกี่ยวกับพัฒนาการของบุตรและการอบรมเลี้ยงดูบุตรเป็นเรื่องสัมพันธ์กับการปฏิบัติต่อบุตร....” จาก Maternal expectations about normal child development in 4 cultural groups. ของ Patcher LM, Dworkin PH.
“.....ระหว่างการพาบุตรไปพบสุขภาพ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องซักถามเกี่ยวกับการความคาดหวัง ความวิตกกังวล และความเห็นเกี่ยวกับภาวะสุขภาพและพัฒนาการของบุตร....” จาก Parents and their children’s doctors. ของ Bornstein MH, Hickson GB และ Clayton EW.
“......การศึกษาเรามุ่งเน้นในเรื่องด้อยโอกาสทางด้านประชากรในคนย้ายถิ่น วิจัยในข้อสงสัยที่ว่าครอบครัวย้ายถิ่นในเรื่องระบบความเชื่อของกลุ่มหลักนั้นไม่ใช่การปรับตัวอย่างรวดเร็วทันทีทันใดและวัฒนธรรมความเชื่อของบิดามารดาและบรรทัดฐานนั้นเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรม.....” จาก Human parental care: universal goals, cultural strategies, and individual behavior. ของ LeVine RA. และ Cross-cultural and cross-generational differences in Asian Americans’ cultural and familial systems and their impact on academic striving. ของ Ngo PYL, Malz TA. ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลที่สอดคล้องและเป็นประโยชน์กับงานวิจัยชิ้นนี้
เครื่องมือการวิจัยและการเก็บข้อมูล
ไม่มีการนำเสนอถึงการทบทวนวรรณกรรมในเรื่องเครื่องมือการวิจัยและการเก็บข้อมูล
สถิติและแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล
“.....อย่างไรก็ตามกลุ่มเปรียบเทียบนั้นจะเปรียบเทียบด้านจิตวิทยา สังคม และมิติทางประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่นและละตินอเมริกาจะเสนอถึงวัฒนธรรมของตะวันตกและตะวันออก โดยลำดับแล้ว ความผันแปรทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และคุณค่า เช่น ญี่ปุ่นนั้นอยู่โดดเดี่ยวจากสังคมโลกจนกระทั่งยุคกลาง และผลจากการพัฒนาเพื่อการอยู่รอดและความเป็นหนึ่งเดียวเป็นเรื่องที่ต้องนำมาคิดพิจารณาและเรียนรู้ร่วมด้วย ในทางกลับกันในอเมริกาใต้นั้นมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์นั้นได้รับมาโดยร่วมกันกับอเมริกาเหนือ แต่ญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่ ในบางส่วนนั้นก็เป็นกลุ่มชาวยุโรป ซึ่งมีผลต่อนโยบายทั่วไป วัฒนธรรม และศาสนา ความเชื่อ และขนบธรรมเนียมประเพณี ดังนั้น เราจึงสงสัยในความแตกต่างของรูปแบบความรู้ใน 2 กลุ่มผู้ย้ายถิ่นนี้เพื่อหาระดับของความเหมือนในสังคมอเมริกา....”โดยได้ทบทวนมาจากแหล่งข้อ ดังนี้
1) A Fictive Country [in Spanish]. ของ Aguinis M.
2) Social and cultural background for child development in Japan and the United States. และ Befu H.
3) The Anatomy of Dependence. ของ Doi T.
4) Social Factors in Economic Development: The Argentine Case. ของ Fillol TR.
5) Japanese concepts of child development from the mid-17th to mid-19th century. ของKojima H.
ในส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้วิจัยมีได้ทบทวนวรรณกรรมเพื่อหาความสอดคล้องและความแตกต่างเพื่อนำไปสู่การเลือกสถิติและแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลและท้ายสุดของการทบทวนวรรณกรรมนั้นผู้วิจัยได้ให้ข้อสรุปไว้ว่า
“......เป้าหมายหลักที่การศึกษานี้จะเสนอคือเพื่อที่จะอธิบายธรรมชาติและองค์ประกอบของความรู้ของมารดาย้ายถิ่นเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและการเลี้ยงดูบุตร การพูดถึงความรู้ของบิดามารดาและภูมิหลังด้านวัฒนธรรม การพิจารณาถึงรายละเอียดและมุมมองของภาระงานของเจ้าหน้าที่สุขภาพ.....” เป็นการเชื่อมโยงปัญหาต่างๆสู่เป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้
8. รูปแบบการเขียนทบทวนวรรณกรรม
ผู้วิจัยได้เขียนทบทวนวรรณกรรม โดยแยกเป็น 3 ประเด็น คือ
“ความสำคัญของความรู้ของบิดามารดาต่อเจ้าหน้าที่สุขภาพ”
“ความรู้เรื่องการเลี้ยงบุตรในมารดาย้ายถิ่น”
“คำถามเกี่ยวกับความรู้ในการเลี้ยงดูบุตร”
ทั้งนี้ได้ทบทวนทั้งข้อมูลที่เกี่ยวทางสุขภาพ ทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้ ข้อมูลที่ได้จึงมีความชัดเจนน่าเชื่อถือมากรวมทั้งมีการอ้างอิงเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้อย่างเป็นระบบระเบียบและง่ายต่อการสืบค้นเพิ่มเติม
9. การออกแบบการวิจัย
รายงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งสามารถตอบวัตถุประสงค์การวิจัยได้ดี
10. ตัวอย่างและการออกแบบตัวอย่าง
ตัวอย่าง
ผู้เข้าร่วมวิจัย เป็น มารดา จำนวน 114 คน ที่มีบุตรอายุ 20 เดือน จาก 3 วัฒนธรรม ดังนี้กลุ่มศึกษา ประกอบด้วย มารดาชาวญี่ปุ่น 38 คน และ มารดาชาวอเมริกาใต้ 36 คน โดยมารดาผู้เข้าร่วมวิจัยใน 2 กลุ่มนี้ จะได้รับข้อมูลผ่านโรงพยาบาลและการประกาศผ่านหนังสือพิมพ์และทางจดหมายและแสดงความจำนงเข้ามาร่วมการวิจัยโดยสมัครใจ กลุ่มเปรียบเทียบ เป็นมารดาชาวยุโรปอเมริกัน (n = 40) ที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนเมืองของ Washington, DC มารดานั้นผ่านการคัดเลือกโดยมีความเหมือนกันทางด้านคุณลักษณะทางประชากร เป็นชนชั้นกลางในสังคมที่มีชาติพันธุ์วรรณนาที่แตกต่างกัน มารดาอเมริกันนั้นได้มาจากการคัดเลือกจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ที่เป็นตัวแทนของชาวยุโรปอเมริกันเพื่อนำมาเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการคัดเลือกนี้ยังมีข้อด้อยคือมีการคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างเพียงแค่กลุ่มเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่ได้สุ่มตัวอย่างในกลุ่มที่ศึกษา ผู้ที่เข้ามาในการศึกษาโดยความสมัครใจนี้อาจจะมีความตั้งใจในการวิจัยมากผลจากการวิจัยนี้ก็อาจจะคลาดเคลื่อนจากตัวผู้วิจัยได้เช่นกัน
11. เครื่องมือในการวิจัย
เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการศึกษาเป็น The Knowledge of Infant Development Inventory หรือ KIDI ข้อคำถามมีทั้งหมด 75 ข้อ โดยผู้วิจัยได้เสนอไว้ว่าข้อคำถามทั้งหมดนี้จะเป็นการค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลโดยความรู้นั้นไม่เกินระดับระดับ 6 และปราศจากอคติทางสังคมวัฒนธรรม ผลได้เสนอถึงความตรงของเครื่องมือและการเพิ่มค่าความเที่ยงของเครื่องมือรวมทั้งข้อยกเว้นในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งได้เสนอให้เห็นความสัมพันธ์ของเครื่องมือที่ใช้ (KIDI) กับเครื่องมืออื่นๆ เช่น Concepts of Development Questionnaire (CODQ) เป็นต้น ข้อมูลด้านสังคมประชากรนั้นใช้ Family Description Questionnaire และใน Hollingshead Four-Factor Index of Social Status โดยได้ให้เหตุผลประกอบไว้ด้วยว่าจากความแตกต่างระหว่างระยะเวลาในแต่ละประเทศ คุณภาพและเนื้อหาของการศึกษาในโรงเรียน นักวิจัยสองวัฒนธรรม ได้นำมาปรุงปรับในส่วนของมารดา จำนวนปีที่ศึกษาก็นำมาใช้เป็นตัววัดด้วย และจุดเด่นในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอไว้ว่า “บางขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือต้องทำให้มีความตรงและเหมาะสมกับวัฒนธรรม เพราะการวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะแปลความหมายในเรื่อง การปรับเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมกัน โดยการมองในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในมุมมองทางด้านจิตวิทยา” ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดจากเหตุผลนี้โดยการ แปลเป็นภาษาสเปนและภาษาญี่ปุ่น และแปลอีกครั้งโดยให้เนื้อหานั้นสอดคล้องกับทั้งสองวัฒนธรรมพื้นเดิมของอเมริกาใต้ และญี่ปุ่นโดยใช้มาตรฐานเทคนิคการแปลความ เครื่องมือที่แปลความแล้วนั้นได้รับการตรวจสอบเพื่อคงความหมายและความเหมาะสมตามวัฒนธรรมโดย ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาหรือกุมารแพทย์จากประเทศนั้นๆ โดยผู้เชี่ยวชาญหรือมารดาที่พูดสูงภาษาจากวัฒนธรรมนั้นที่อาศัยอยู่ในอเมริกาและไม่ใช่ผู้ที่เข้าร่วมการวิจัยในการวิจัยครั้งนี้ โดยการสัมภาษณ์ถึงความตรงตามวัฒนธรรมในข้อคำถามของเครื่องมือ ซึ่งทำให้ผู้วิจารณ์นั้นเกิดความเชื่อมั่นในผลการวิจัยที่ได้จากการใช้เครื่องนี้มากยิ่งขึ้น
12. การทดสอบเครื่องมือ
ผู้วิจัยได้เสนอเรื่องการทดสอบเครื่องมือไว้ว่า
“....ขั้นสุดท้ายก็ทำการสำรวจนำร่องเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนและตรงตามหลักมานุษยวิทยา....” ซึ่งถือเป็นข้อดี ทำให้ผู้วิจารณ์นั้นเกิดความเชื่อมั่นในผลการวิจัยที่ได้จากการใช้เครื่องนี้มากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน
13. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ในรายงานการวิจัยนี้ไม่ได้กล่าวถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้