บทนำ <p class="MsoNormal"> “องค์การแห่งการเรียนรู้” เป็นคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานราชการ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการดำเนินกิจกรรมภายในหน่วยงานเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนองค์การสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11 ที่ระบุไว้ว่า “ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว และเหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัด ให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้”</p> <p class="MsoNormal"> ในความเป็นจริงองค์การแห่งการเรียนรู้มิได้เป็นความจำเป็นเฉพาะในหน่วยงานราชการเท่านั้น หากแต่เป็นความจำเป็นของสังคม ในการที่จะต้องสร้างสมองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคม ดังที่ วิจารณ์ พานิช (2547) ได้กล่าวไว้ว่า สังคมไทยจะต้องพัฒนาความรู้ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมจากความรู้ เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของทั้งสังคมไทยจึงจะอยู่รอดได้จากสภาพที่บีบคั้นรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บีบคั้นจากกระแสโลกาภิวัตน์</p> <p class="MsoNormal"> ในปัจจุบัน องค์การแห่งการเรียนรู้เป็นการพัฒนาองค์การรูปแบบหนึ่งที่ต้องการให้องค์การก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์การของภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และธุรกิจเอกชน สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบการพัฒนาองค์การรูปแบบอื่น ๆ เพราะมีลักษณะเป็นการพัฒนาองค์การให้เพียบพร้อมไปด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และให้บรรลุผลสำเร็จในระบบการบริหารเชิงคุณภาพรวม (วีรวุธ มาฆะศิรานนท์, 2540)</p> <p class="MsoNormal"> บทความนี้จึงเป็นการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับองค์การแห่งการเรียนรู้ เพื่อสร้างความชัดเจนในแนวคิดดังกล่าว และวิเคราะห์และอภิปรายผลเพื่อแสวงหากลไกที่จะทำให้การปรับเปลี่ยนองค์การสู่องค์การแห่งการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการนำแนวคิดขององค์การแห่งการเรียนรู้ไปใช้ได้อย่างถูกต้องและได้รับผลสำเร็จตามเป้าประสงค์ของการปฏิรูปองค์การอย่างแท้จริง</p> <p class="MsoNormal"> </p> <p class="MsoNormal">ความเป็นมาขององค์การแห่งการเรียนรู้</p> <p class="MsoNormal"> แนวคิดองค์การแห่งการเรียนรู้นี้ ได้รับการนำเสนอผ่านงานเขียนที่นำเสนอแนวคิดของ Chris Argyris ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่สอนด้านการศึกษาและพฤติกรรมองค์การของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีผลงานเขียนร่วมกับศาสตราจารย์ด้านปรัชญา Donald Schon แห่ง MIT (Massachusetts Institute of Technology) ในปี 1978 ในหนังสือชื่อ Organizational Learning: A Theory of Action Perspective ซึ่งถือเป็นตําราเล่มแรกขององค์การแห่งการเรียนรู้โดยในระยะเริ่มแรกในหนังสือเล่มนี้ได้ใช้คําว่า การเรียนรู้เชิงองค์การ (Organizational Learning หรือ OL) ซึ่งอาจมุ่งหมายถึงการเรียนรู้ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในองค์การ อาร์กีริส (Argyris) เป็นผู้ที่สนใจศึกษาด้านการเรียนรู้ของบุคคลในองค์กรมากว่า 40 ปี นอกจากนี้เขายังแสดงความยินดีที่ผู้คนให้ความสนใจกับแนวคิดนี้ แต่ก็วิตกว่า หากแนวคิดนี้ไมได้รับความสนใจแล้ว ก็จะกลายเป็นแนวคิดที่มีคนนิยมในระยะเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น(วีระวัฒน์ ปันนิตามัย, 2540: 17-18) </p> <p class="MsoNormal"> ส่วนคําว่า “องค์การแห่งการเรียนรู้” (Learning Organization) ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในหนังสือที่ Hayes เป็นบรรณาธิการเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา และในหนังสือที่ Pedler เป็นบรรณาธิการเผยแพร่ในอังกฤษในปี 1988 ต่อมาผู้ที่มีบทบาทสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ และมีผลงานเผยแพร่จนเป็นที่ยอมรับ ก็คือ Peter M. Senge ศาสตราจารย์ MIT ผู้ก่อตั้ง Massachusetts Institute of Technology Center of Organizational Learning ในปี 1991 เพื่อทําการสังเคราะห์ทฤษฎีและวิธีการต่าง ๆ และเผยแพร่แนวคิดองค์การแห่งการเรียนรู้ ผลงานที่เป็นหนังสือที่นิยมอ่านกันคือ The Fifth Discipline : The Art and Practice of the Learning Organization ในปี 1990 ซึ่ง Senge ได้ใช้คำว่า Learning Organization แทนคําว่า Organizational Learning และเพื่อเป็นการถ่ายโอนแนวคิดสู่การปฏิบัติ Senge ได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาองค์การแห่งการเรียนรู้ขึ้นจากการประชุมเชิงปฏิบัติการให้แก่บริษัท องค์การชั้นนําต่างๆ ณ Sloan School of Management, Massachusetts Institute of Technology และในปี 1994 Senge ได้ออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Fifth Discipline Fieldbook : Strategies and Tools for Building a Learning Organization และหนังสือที่ชื่อ The Dance of Change : The Challenges of Sustaining Momentum in Learning Organization ในปี 1999 เพื่อให้ข้อแนะนําสนับสนุนแนวปฏิบัติต่างๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในองค์การในรูปแบบต่างๆ (วิจารณ์ พานิช, 2545) ด้วยความเชื่อที่ว่า “การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ยาวนานและไม่มีจุดสิ้นสุด คนยิ่งเรียนรู้ก็จะยิ่งขยายขีดความสามารถของตนออกไป และองค์การที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ก็จะเติบโต และพัฒนาต่อไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด” (Senge, 2006:10-11)</p> <p class="MsoNormal"> </p> <p class="MsoNormal">ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้</p> <p class="MsoNormal"> Senge (2006:3) ให้ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้ว่า เป็นองค์การที่ซึ่งคนในองค์การได้ขยายขอบเขตความสามารถของตนอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และระดับองค์การเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่บุคคลในระดับต่าง ๆ ต้องการอย่างแท้จริงเป็นองค์การที่ความคิดใหม่ ๆ และแตกแขนงของความคิดได้รับการยอมรับ เอาใจใส่ และเป็นองค์การที่ซึ่งบุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในเรื่องของวิธีการที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันทั้งองค์กร</p> <p class="MsoNormal"> Garvin (1993) ให้ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้ว่า เป็นองค์การที่มีทักษะในการสร้าง สรรหา และถ่ายโอนองค์ความรู้ และสามารถปรับขยายพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการหยั่งรู้และความรู้ใหม่ ๆ</p> <p class="MsoNormal"> Marquardt (1996) ให้ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้ว่า หมายถึงองค์การที่มีอำนาจแห่งการเรียนรู้ มีวิธีการเรียนรู้มีวิธีการเรียนรู้ที่เป็นพลวัต โดยสามารถเรียนรู้ จัดการและใช้ความรู้เป็นเครื่องมือไปสู่ความสำเร็จ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยควบคู่กัน</p> <p class="MsoNormal"> Yulk (2002) ได้ให้ความหมายว่า “องค์การแห่งการเรียนรู้ เป็นองค์การที่มีความปราถนาในการที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อการพัฒนาการทำงานมีการแบ่งปันความคิดในการทำงาน มีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม มีการทุ่มเททรัพยากรเพื่อลงทุนให้บุคลากรทุกระดับเกิดการเรียนรู้ตลอดจนสร้างค่านิยมเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมและทดลองทำสิ่งใหม่ๆจนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์การ” </p> <p class="MsoNormal"> Luthans (1998) ให้ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้ว่า เป็นการนำความเจริญก้าวหน้า เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้แข่งขันกันในโลกเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์การ โดยอาศัยการเรียนรู้ของสมาชิกในองค์การ</p> <p class="MsoNormal"> วีระวัฒน์ ปันนิตามัย (2544) ให้ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้ไว้ว่า คือ การสะท้อนถึงความสัมพันธ์ขององค์การกับสิ่งแวดล้อมภายนอก เน้นถึงการปรับตัวในเชิงรุก เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่พึงประสงค์ โดยผ่านการเรียนรู้ของบุคคลและทีมเป็นสำคัญ โดยผ่านกลไกกระบวนการบริหารจัดการมุ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้ ความเข้าใจ - การหยั่งรู้) เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แท้จริง และส่งผลเห็นภาพที่ชัดเจนให้เกิดการเปลี่ยนในอนาคต</p> <p class="MsoNormal"> วิจารณ์ พานิช (2545) ได้ความหมายว่า องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นองค์การที่ทำงานผลิตผลงานไปพร้อม ๆ กับเกิดการเรียนรู้ สั่งสมความรู้ และสร้างความรู้จากประสบการณ์ในการทำงาน พัฒนาวิธีทำงานและระบบงานขององค์การไปพร้อม ๆ กัน โดยผลลัพธ์ (Output) ขององค์การแห่งการเรียนรู้ คือ ผลงานตามภารกิจที่กำหนด การสร้างศาสตร์หรือสร้างความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจขององค์การนั้น รวมทั้งการสร้างคน อันได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์การ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับองค์การ จะเกิดการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยอาศัยการทำงานเป็นฐาน นอกจากนี้องค์การแห่งการเรียนรู้ จะมีลักษณะเป็นพลวัต (dynamic) มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของพัฒนาการด้านต่าง ๆ คล้ายมีชีวิต มีผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการสร้างนวัตกรรม (innovation) รวมทั้งมีบุคลิกขององค์การ ในลักษณะที่เรียกว่า วัฒนธรรมองค์การ (Corporate Culture) ที่ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์สามารถรู้สึกได้</p> <p class="MsoNormal"> จากความหมายที่ได้นำเสนอข้างต้น สามารถสรุปความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้ได้ว่า คือ องค์การที่บุคลากรภายในองค์การมีกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ มีกระบวนการของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ภายในองค์การและนำไปสู่การพัฒนาองค์การได้อย่างยั่งยืน</p><p class="MsoNormal">ส่วนที่เหลือโหลดอ่านได้จากที่นี้ครับ (บังเอิญมันมีทั้งหมด 13 หน้าครับ เข้าในบล็อกได้ไม่หมด)</p>
องค์การแห่งการเรียนรู้ (อยากฟังข้อเสนอแนะครับ)
พยายามอยู่หลายวันครับ เพื่อเรียบเรียงความเข้าใจและหาประเด็นวิเคราะห์ให้ออกมาเกี่ยวกับความรู้เรื่ององค์การแห่งการเรียนรู้ ผมอยากได้ข้อชี้แนะจากผู้รู้ครับ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Rat007 · 30 ก.ค. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 30 ก.ค. 2550
neoindust · 30 ก.ค. 2550
กระเจี๊ยบหวาน · 30 ก.ค. 2550
เจ้าหญิงป่วน ณ ปัตตานี · 30 ก.ค. 2550
ญะซากุมุลลอฮฺ พอดีได้ไปอ่านการทำสรุปรวบยอดของมหาลัยเทคโนโลยีมหานครในรูปของ powerpoints เห็นว่าน่าสนใจ ก็เลยเอาลิงก์มาฝากครับ http://www.navy.mi.th/nrdo/KM/lokm2.pdf
ภาษาอาหรับเรียกว่า التعليم التنظيمي เผื่ออาจารย์สนใจอยากจะใช้ภาษาอาหรับ
ขอบคุณ
ผมไม่เห็นด้วยครับ ที่อาจารย์ จะนำอัลกุรอานและหะดีษมาอธิบายแนวคิดของ senge ถ้าจำนำคำสอนในอิสลามต้องนำเป็นแกนหลักและแนวคิดต่างมาอธิบาย เพราะอัลกุรอานและหะดีษเศาะฮีฮฺ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทฤษฎีหรือแนวคิดของคนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมีคนไม่เห็นด้วยมากมาย
ขอบคุณข้อคิดเห็นจาก<div style="padding: 0px 4px 4px 0px">
</div><p> Ibm ครูปอเนาะ</p><p>ผมกำลังมองอย่างงี้ครับว่า ในอัลกุรอานและกระบวนการต่างๆ ที่ท่านศาสนฑูตได้ทำไว้นั้น สามารถปรับเปลี่ยนสังคม จากสังคมมืด ไปยังสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่องได้อย่างไร</p><p>ซึ่งเมื่อมาเปรียบเทียบกับของ senge จะทำให้เห็นความสมบูรณ์ของหลักคำสอนในอิสลามมากขึ้น และผมว่าน่าจะครอบคลุมกว่าของ senge ครับ ดังนั้นผมจึงอยากนำเสนอให้เห็น</p>