มีเหตุการณ์ ๓ เหตุการณ์ที่ทำให้ อ.แหววตระหนักว่า มีความจำเป็นอีกครั้งหนึ่งในการสร้างกระบวนการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานะบุคคลให้แก่ผู้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐและความไร้สัญชาติของบุคคล......หลังจาก ๓ สถานการณ์นี้ อ.แหววก็ปักใจว่า อ.แหววและลูกศิษย์สายกฎหมายคงต้องเตรียมแนวคิดเพื่อสร้างกระบวนการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานะบุคคลให้แก่ผู้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐและความไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง

           มีเหตุการณ์ ๓ เหตุการณ์ที่ทำให้ อ.แหววตระหนักว่า มีความจำเป็นอีกครั้งหนึ่งในการสร้างกระบวนการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานะบุคคลให้แก่ผู้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐและความไร้สัญชาติของบุคคล

สถานการณ์ที่ ๑

             เช้าวันหนึ่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐ คุณยงยุทธ สืบทายาท มิตรเก่าแก่ที่เชียงใหม่โทรมาหา เพื่อขอให้ไปพูดคุยถึงแนวคิดในการยกร่างกฎหมายสัญชาติใหม่ให้เอนจีโอที่ทำงานในภาคเหนือ ซึ่งจะตั้งเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยเฉพาะจะประสานให้คนทำงานเพื่อศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ชาวไทยภูเขา (หรือที่เรียกย่อๆ เป็นภาษาไทยว่า ชกข. หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Tribal Human Right Assistance Center หรือเรียกย่อๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า THRA) มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้ร่วมกันเป็นหลัก       

              ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ชาวไทยภูเขา ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๒๐๑ หมู่ 5 บ้านลวงเหนือ ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ๕๐๒๒๐ โทรศัพท์ / โทรสาร ๐-๕๒๓๙-๒๒๓๐ www.thramdt.comE-mail: [email protected] 

           คุณยงยุทธขอให้พูดถึงกฎหมายสัญชาติและระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. ๒๕๔๓ ให้แก่เอนจีโอภาคเหนือที่จะมารวมตัวกันในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐

             แต่เมื่อ อ.แหววอ่านกำหนดการแล้วเห็นว่า หัวข้อที่คุณเขียนมานั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับโอกาสที่เรากำลังจะเผชิญอยู่นะคะ เรื่องที่น่าจะเป็นปัญหาของการทำงานในภาคเหนือนั้น ความติดขัดน่าจะมี ๒ เรื่อง กล่าวคือ (๑) ปัญหาความไร้รัฐ ที่ต้องแก้ไขโดย พ.ร.บ.ทะเบีบนราษฎร และ (๒) ปัญหาความไร้สัญชาติที่ต้องแก้ไขโดย พ.ร.บ.สัญชาติ 

            จะเห็นว่า จากการทำงานแก้ไขปัญหาทั้งสองนี้  อุปสรรคที่เราพบมาจาก ๓ ทาง ก็คือ (๑) ความไม่รู้กฎหมายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (๒) ความฉ้อฉลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ (๓) ความไม่เหมาะสมของกฎหมาย  การจัดการอุปสรรคแต่ละตัวใช้แนวคิดและวิธีการที่แตกต่างกัน

               ในวันนี้ ครูแดง เตือนใจ ดีเทศน์ใช้โอกาสใน สนช.แก้ไขปัญหาที่ (๓) กล่าวคือ การแก้ไขกฎหมายที่ไม่เหมาะสม และตรงนี้ยาก มีหลายอุปสรรคในส่วนนี้เช่นกัน เราไม่น่าจะปล่อยให้ครูแดงสู้ตามลำพัง  ครูแดงจะทำสำเร็จได้ยากนะคะ

             การสร้างประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ก็คือ การสร้างความเข้าใจระหว่างมวลมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกันในการต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติ อ.แหววอ่านข่าวบางข่าวที่แสดงถึงความไม่ลงรอยระหว่างคนทำงานแล้วก็ไม่สบายใจ ความไม่เข้าใจเป็นอุปสรรคที่ก้าวข้ามได้ค่ะ เพียงแค่เราใส่ใจที่จะช่วยกันแก้ไข

             อีกเรื่องที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ดี ก็คือ ยุทธศาสตร์จัดการสถานะและสิทธิของบุคคล แต่คนที่ไม่ศึกษาจริงจัง จะไม่เข้าใจ และใช้ประโยชน์ไม่ได้ ลำพังระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น ไม่มีพลังด้วยตนเอง เนื่องจากยุทธศาสตร์นี้เขียนขึ้นจากองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาสถานะบุคคลของมนุษย์จากประสบการณ์ของสากลนิยม ในการเข้าอบรมเอนจีโอนั้น อ.แหววอยากเสนอให้มองปัญหาร่วมกันอย่างรอบด้านมากกว่าค่ะ อยากจะเสนอให้ใช้โอกาสที่จะพูดคุยกันนี้ทำให้ อ.แหววทราบว่า ยังต้องใช้โอกาสใน สนช. ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติได้อีก  อยากให้เป็นการถามตอบปัญหามากกว่าการบรรยายนะคะ น่าจะดีกว่า ไม่มีโอกาสคุยกับเครือข่ายของคุณยงยุทธนานแล้ว อ.แหววอยากศึกษาอุปสรรคที่เครือข่ายนี้กำลังเผชิญว่า คืออะไร ? ในระหว่างที่ สนช.ยอมรับการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ เราควรจะต้องเข้าสู่การต่อสู้เชิงความคิดกับฝ่ายที่รังเกียจมนุษย์นิยม       

             ต่อข้อหารือของ อ.แหวว คุณยงยุทธตอบมาว่า กำหนดการและรายการพูดคุยสามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็คงจะเป็นการพูดคุยในเรื่องต่างๆ ด้วย และอยากชวนให้ อ.แหววมาเยี่ยมที่เชียงใหม่เป็นการเฉพาะด้วย อีกอย่างอยากหารือกับ อ.แหวว ถึงแนวโน้มและทิศทางการทำงานด้านสิทธิในกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปด้วย

               คุณยงยุทธเล่าถึงกลุ่มที่เข้าร่วมเรียนรู้ว่า เป็นทีมงานของคุณยงยุทธ  ๗ คน และเพื่อนๆ ที่ทำงานด้านสิทธิจากองค์กรเครือข่ายอื่นที่ทำงานร่วมกัน รวมแล้วน่าจะประมาณ ๑๐ ๑๕ คน บางคนยังใหม่มากกับงานสัญชาติ เพราะเข้ามาร่วมงานใหม่ อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจมากเท่าไหร่ แต่ที่ อ.แหวว รู้สึกดีมาก ก็คือ ไปเจอลูกศิษย์เก่า ซึ่งเคยเรียนกับ อ.แหววที่คณะนิติศาสตร์ พายัพ ตอนนี้ ดูเขาโตขึ้นมาก พูดจาสง่างาม คนเป็นครู รู้สึกมีความสุขเป็นที่สุด       

            คุณยงยุทธแสดงความคิดเห็นตรงปัญหาความไม่เข้าใจของคนที่ทำงานเพื่อคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติด้วยกันว่า คนไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน การผลักดันเชิงนโยบายจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายก็จริง แต่เมื่อสถานการณ์บางช่วงจังหวะเกิดช่องว่าง ก็ต้องจำยอม สถานการณ์อย่างนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิด มันเกิดมาบ่อยอยู่แล้ว ชาวบ้านจะเป็นผู้ตัดสินเองเมื่อเวลามีประเด็นความไม่เหมือนกัน หรือมีความขัดแย้ง ดังนั้น เมื่อร่วมกันได้ก็ร่วมกันไป อันไหนร่วมไม่ได้พวกเราก็ทำกันเอง และพวกเราเองก็ยังมีเครือข่ายการทำงานอยู่อีกมากทั้งในและระหว่างประเทศ 

สถานการณ์ที่ ๒

           เมื่อวันนี้ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ต่อจากคุณยงยุทธ คุณรุ่งรัตน์ เลขาและผู้ช่วยทางวิชาการเล่าว่า มีคนโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาเรื่องสัญชาติในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี คนที่โทรมา ก็คือ พลอากาศโทประเสริฐ ศิลปมณี ซึ่งเป็นข้าราชการทหารเกษียนอายุแล้ว และเป็นวุฒิอาสาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ (ธนาคารสมอง)

         ท่านผู้นี้โทรศัพท์เข้ามาที่สำนักงานฯ เพื่อขอความรู้ในเรื่องสัญชาติเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลกรณีสัญชาติที่ร้องเรียนเข้ามาที่ธนาคารสมอง ซึ่งท่านโทรมาเพื่อขอคำปรึกษาว่าควรจัดการอย่างไรดี  คุณรุ่งรัตน์สอบถามแล้ว พบว่า ท่านยังไม่เคยเจอเคสจริง ๆ มีแต่เรื่องร้องเรียนเข้ามาและจะมีการนัดประชุมวันพฤหัสที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๓๐ ที่สภาพัฒน์ฯ คุณรุ่งรัตน์จึงแนะนำให้ไปสืบข้อเท็จจริงให้ได้พอสมควรก่อนว่าในพื้นที่นั้นมีประเด็นปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาความไร้รัฐความไร้สัญชาตินั้นเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

สถานการณ์ที่ ๓

            ท้ายสุด คุณอุไรวรรณ บุญแก้วสุข ผู้ประสานงานวิชาการ สวปก. โทรมาเชิญ อ.แหวว ไปประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนคำถามงานวิจัยการพัฒนาระบบประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว บุคคลในครอบครัว และกลุ่มคนด้อยโอกาส ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๓๐ น  

       สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) คือใคร ?

           อ.แหววสรุปได้ง่ายๆ ว่า สวปก. ก็คือ สมองของ สปสช. การวิจัยของ สวปก. จะทำให้ประเทศไทยค้นพบว่า จะต้องให้สิทธิในการประกันสุขภาพแก่ใคร ? อย่างไร ? และเมื่อไหร่ ?

         วัตถุประสงค์การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นคำถามงานวิจัยครั้งนี้ มี จำนวน  ๒ เรื่องคือ (๑) การพัฒนาระบบประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวและบุคคลในครอบครัว และ (๒) การพัฒนาระบบประกันสุขภาพกลุ่มคนด้อยโอกาสในการประชุมครั้งนี้ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ (๑) นพ.สัมฤทธิ์   ศรีธำรงสวัสดิ์   ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) (๒) เหล่าผู้จัดการโครงการวิจัยที่ยังไม่รู้จักชื่อทุกท่าน ๓ ๔ ท่าน ซึ่งเป็นคนในของ สปสช. (๓) รศ.ดร.ยุงยุทธ แฉล้มวงษ์  (๔) รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล และ (๕) นพ. ชาญวิทย์ ทระเทพ 

             บุคคลที่เป็นเป้าหมายของการพูดคุยมี ๒ กลุ่ม กล่าวคือ

               กลุ่มแรก ก็คือ แรงงานต่างด้าวและบุคคลในครอบครัว ที่ดูเป็นที่สนใจของที่ประชุม เหมือนว่า คำนี้จะหมายถึงแรงงานไร้ฝีมือและเข้าเมืองผิดกฎหมายกลุ่มใหญ่จากพม่า ลาว และเขมร และชาวเขาที่ยังไม่มีสัญชาติไทย  เป็นที่น่าดีใจที่ สวปก. สนใจศึกษาทั้งกรณีแรงงานที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานฯ และมิได้ขึ้นทะเบียนดังกล่าว และยิ่งนั่งคุยกันอย่างอบอุ่นสำหรับ อ.แหวว เนื่องจากที่ประชุมนี้ เข้าใจในปัญหาความไร้รัฐหรือไร้สัญชาติของเหล่าแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้ดีมาก

              ทั้งยังมีความเป็นห่วงต่อไปยังคนด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มที่สอง เพราะบุคคลดังกล่าวอาจไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรอื่นๆ ซึ่งหลายกรณีเป็นคนสัญชาติไทยที่ยังไม่บรรลุที่จะได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ความไร้สิทธิในบริการสาธารณสุขของคนกลุ่มที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยนี้ มักมีอุปสรรคมาจากข้อกฎหมายและนโยบาย

             อ.แหววพบว่า สิ่งที่ สวปก ควรทำ หรืออยากทำ ก็ปรากฏแล้วในยุทธศาสตร์จัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนยุทธศาสตร์นี้ จะยังไม่ได้รับการปฏิบัติตามมากนักโดย สปสช.

            ในการพูดคุยครั้งนี้ เราซึ่งเป็นครูสอนกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคล เราคงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้สังคมไทยตระหนักว่า ปัญหาการเข้าไม่ถึงหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของคนจำนวนไม่น้อย ก็เพราะพวกเขาพิสูจน์สถานะบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมายไทยไม่ได้ ทั้งที่พวกเขา ควรจะ หรือ ต้อง ได้รับสถานะบุคคลนั้นๆ แต่ความไม่รู้กฎหมายหรือความไม่มีประสิทธิภาพของกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคล ทำให้เขาต้องเสียสิทธิในหลักประกันสุขภาพ ทั้งที่โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

            สิทธิในบริการสาธารณสุขเป็น สิทธิมนุษยชน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปฟังก่อนว่า มีสัญชาติไทยไหม ? เข้าเมืองไทยชอบด้วยกฎหมายไหม ? หรือ อาศัยอยู่ชอบด้วยกฎหมายไหม ?

        มีกฎหมายไทยเองในระดับกฎหมายของฝ่ายปกครองจำนวนมากที่ขัดต่อทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็ร่วมถึงสิทธิในบริการสาธารณสุขด้วย

      อ.แหววเสนอที่จะเข้าอบรมกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคลให้เหล่าผู้จัดการของ สวปก. ทั้งนี้ มิได้มุ่งให้พวกท่านเหล่านี้มาช่วยขจัดปัญหาความไร้รัฐความไร้สัญชาติให้มนุษย์โชคร้ายเหล่านี้ แต่เพื่อให้ สวปก. เข้าใจว่า การผูกสิทธิในบริการบริการสาธารณสุขกับการมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยหรือสิทธิในสัญชาติไทย ก็เท่ากับการปฏิเสธสิทธิมนุษยชนด้านสาธารณสุขของพวกเขา

หลังจาก ๓ สถานการณ์นี้ อ.แหววก็ปักใจว่า อ.แหววและลูกศิษย์สายกฎหมายคงต้องเตรียมแนวคิดเพื่อสร้างกระบวนการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานะบุคคลให้แก่ผู้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐและความไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง

------------------------------------

อบรมกฎหมายสถานะบุคคล : เรื่องเก่าที่วนกลับมาให้ต้องทำใหม่....ขอเรา นักกฎหมาย โปรดเตรียมตัวทำงาน

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

วันอาทิตย์ที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=386&d_id=385