ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนนักปฏิบัติ

          สวัสดีค่ะ เรื่องที่เลือกมาเขียนบันทึกนี้เป็นเรื่อง “Communities of Practice” หรือชุมชนนักปฏิบัติ ค่ะ   แต่เนื่องจากไม่เคยทำงานด้าน HR และไม่เคยอยู่ในหน่วยงานที่มีการจัดตั้ง Communities of Practice มาก่อน เนื้อหาที่นำมาเขียนนี้จึงได้มาจากเวปไซต์และหนังสือ ซึ่งได้ใส่ไว้เป็นเอกสารอ้างอิงไว้ตอนท้ายของบันทึกนะคะ

           ที่เลือกหัวข้อนี้ก็เพราะเห็นว่าปัจจุบันนี้ การจัดการความรู้” (Knowledge Management หรือ KM) กำลังเป็นเรื่องที่องค์การต่างๆ ตื่นตัวที่จะนำแนวคิดนี้มาใช้เพื่อพัฒนาองค์การ    และCommunities of Practice (CoPs) ก็คือเครื่องมือสำคัญ ที่จะนำมาใช้ในการจัดการความรู้ในองค์การค่ะ            

 ความเป็นมาของ Communities of Practice   

          เนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา องค์การต่างๆ จึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านั้นด้วย เช่น มีการปรับโครงสร้างองค์การใหม่ มีการใช้การจัดจ้างจากภายนอก มีการลดขนาดองค์การ ฯลฯ   อาจมีผลให้พนักงานบางส่วนต้องจากองค์การไป    ซึ่งก็หมายถึง องค์ความรู้ที่อยู่กับพนักงานเหล่านั้นจากไปด้วย    ในช่วงกลางของยุค 90 แนวคิดที่เรียกว่า Knowledge Management เริ่มปรากฏขึ้น   โดยแนวคิดนี้ถือว่าเป็น innovation ของวิธีการแก้ปัญหาต่างๆในองค์การที่เป็นผลมาจากการที่องค์การต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น   KM จึงเป็นแนวคิดเพื่อ  “การรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในองค์การซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร  โดยนำมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์การสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจะส่งผลให้องค์การมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด    แต่คำถามคือ เราจะจัดการความรู้ โดยเฉพาะความรู้ประเภท Tacit Knowledge ได้อย่างไร  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน ชุมชนนักปฏิบัติจึงเป็นวิธีการที่สามารถทำให้ความรู้ต่างๆ ของบุคคลหนึ่งได้ถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นๆ ทำให้ความรู้นั้นไม่สูญสลาย แต่คงอยู่ยั่งยืน

ความหมายของ Communities of Practice             

            มีผู้ให้ความหมายของ CoP ไว้ว่า คือ ชุมชนที่มีการรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ สมาชิกของชุมชนจะมีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน หรือประสบปัญหาเดียวกัน มีความต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แลกเปลี่ยนการเรียนรู้จากกันและกัน อาจพบกันด้วยตัวจริงหรือผ่านเทคโนโลยี มีการร่วมมือให้ความช่วยเหลือกัน"              หากพูดถึง CoP ในองค์การ ก็จะหมายถึง คนกลุ่มเล็กๆ ที่ทำงานมาด้วยกันระยะหนึ่ง มีเป้าหมายร่วมกัน ต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากการทำงาน มักจะเกิดจากความต้องการทางสังคมมากกว่าจะเกิดจากการจัดตั้งขององค์การ   ในองค์การหนึ่งๆ อาจมีหลาย CoP และคนคนหนึ่งอาจจะเป็นสมาชิกของหลาย CoP ก็ได้

ประโยชน์ของ Communities of Practice

            นอกจากที่กล่าวไว้ว่า CoP เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของ KM แล้ว  การที่สมาชิกใน CoP ได้พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นในชุมชนเล็กๆ นี้  ยังก่อให้เกิดแรงจูงใจภายในตนเอง ที่จะสร้างความรู้มาแบ่งปันให้แก่กัน  ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  และ CoP ยังช่วยให้เกิดการแบ่งปันวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ อันจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่นำไปสู่การพัฒนาทุนสังคม    องค์การใหญ่ๆ อย่างเช่น IBM, Shell, Siemens หรือ Johnson & Johnson ก็สนับสนุนให้มีชุนชนนักปฏิบัติเพื่อให้มีการแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญชำนาญ และประสบการณ์ของพนักงาน

องค์ประกอบของ Communities of Practice

            CoP ในองค์การต่างๆ นั้น จะมีองค์ประกอบสำคัญที่คล้าย ๆกัน คือ

-มีสมาชิกเริ่มก่อตั้งประมาณ 2-3 คน โดยมีหน้าที่หลักๆ ที่ต้องแบ่งกันรับผิดชอบได้แก่ คือ หน้าที่วางแผน ประสานงาน กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บันทึกจัดเก็บความรู้

-มีผู้เชี่ยวชาญ (Expert) อย่างน้อย 1 คนขึ้นไป ที่มีความรู้ในหัวข้อของ CoP ของตน

-มีหัวเรื่องที่จะร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มชัดเจน (Domain)

-เพื่อให้เกิดแรงผลักดันในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ องค์การมักมีกฎให้แต่ละ CoP ต้องมีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่แต่ละองค์การกำหนด รวมถึงมีการให้การสนับสนุนจากผู้บริหาร เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีความเข้าใจและมีกำลังใจในการดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์การ

ตัวอย่างองค์การที่มีการจัดตั้ง Communities of Practice

            องค์การที่มีการจัดตั้ง CoP ที่นำมาเสนอในบันทึกนี้คือ DaimlerChrysler  บริษัทผลิตยนตกรรมระดับโลกที่มีชื่อเสียงที่เรารู้จักกันดีค่ะ     DaimlerChrysler เป็นองค์การหนึ่งที่มีกระบวนการจัดการความรู้ในองค์การที่น่าสนใจมาก   กิจกรรมของ CoP ที่ DaimlerChrysler นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการแบ่งปันความรู้ในองค์การ จนบาง CoP นั้นได้รับการยอมรับจากองค์การภายนอกด้วย

            แนวความคิดเรื่อง KM ของ DaimlerChrysler เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกธุรกิจ   เป็นที่ทราบกันว่า ธุรกิจยานยนต์นั้นมีการแข่งขันสูงและต้องสร้างนวัตกรรมอยู่เสมอ  ดังนั้นความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ     กรอบของการจัดการความรู้ที่ DaimlerChrysler ในแต่ละขั้นตอน จะต้องคำนึงถึง 3 องค์ประกอบคือ คน กระบวนการ และเทคโนโลยี กล่าวคือ อันดับแรก ต้องรู้ว่าความรู้ที่เป็นที่ต้องการของคนหรือพนักงานนั้นคืออะไรบ้าง   นำความรู้ดังกล่าวไปใส่ไว้ในกระบวนการต่างๆ ขององค์การ   โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวสนับสนุนในกระบวนการต่างๆ     สำหรับแนวคิดที่ DaimlerChrysler นั้น เชื่อว่าพนักงานมีส่วนถึง 80% ในการสร้าง KM ในองค์การ และ CoP เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจ  

           การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน CoP ของ DaimlerChrysler มุ่งเน้นในเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการทางธุรกิจเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนา โดยความรู้ต่างๆ นั้นอยู่ในขอบข่ายของเรื่องที่เป็นที่สนใจของแต่ละ CoP    อย่างที่เราทราบว่า DaimlerChrysler คือผู้นำทางด้านยนตกรรม ดังนั้น ความรู้ที่นำมาแบ่งปันกันในองค์การส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องทางด้านวิศวกรรม      เนื่องจาก หน้าที่อีกประการหนึ่งของ CoP ที่ DaimlerChrysler คือ จะต้องบันทึกความรู้ต่าง ๆ นั้นให้อยู่ในรูปของเอกสาร   ที่ DaimlerChrysler เขาใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารในองค์การเป็นเครื่องมือที่สำคัญ โดยมีชื่อเรียกว่า Engineering Book of Knowledge หรือ EBoK  เพื่อช่วยให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน CoP บรรลุวัตถุประสงค์  

           EBoK ก็คือระบบในรูปแบบเวปไซต์ ที่รวมรวมความรู้ด้านต่างๆ ขององค์การ  โดยจัดทำในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ บทเรียน, ข้อปฏิบัติ, รายนามผู้เชี่ยวชาญ และเวทีอภิปราย   การใช้งาน EBoK นั้น ได้รับการออกแบบให้พนักงานสามารถเข้าไปหาความรู้ที่ตนสนใจได้ง่าย และเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องที่เขียนไว้ใน EBoK ได้    ซึ่งเจ้าของเรื่องก็ต้องรับทราบและตอบกลับทุกความคิดเห็นต่างๆ ที่เสนอเข้ามา   การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ใน EBoK ได้ง่ายเช่นนี้ ทำให้ EBoK เป็นเครื่องมือในการส่งความรู้ไปถึงโต๊ะทำงานของวิศวกรโดยวิศวกรด้วยกันเอง  รูปข้างบนคือหน้าตาของ EBoK ค่ะ ตัวอักษรเล็กไปหน่อย พอมองเห็นกันไหมเอ่ย

          ในส่วนขององค์การนั้น มีหน้าที่ส่งเสริมกิจกรรมของ CoP   โดยต้องมีการสร้างแรงจูงใจให้กับเจ้าของเรื่องใน EBoK  มีการอบรมทักษะการเขียนให้กับวิศวกรและกระตุ้นให้มีการแบ่งปันความรู้แก่กัน  มีการตรวจสอบเนื้อหาที่เขียนอย่างเป็นระบบเพื่อความโปร่งใส  และด้วยการจัดการที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพของ DaimlerChrysler  ทำให้ CoP ของ DaimlerChrysler ที่มีชื่อว่า Tech Clubs ซึ่งเป็น CoP ที่เกิดจากการรวมตัวกันของนักออกแบบ วิศวกร และเพื่อนร่วมงานในสายการผลิตต่างๆ ของ DaimlerChrysler ได้รับการยอมรับในระดับประเทศว่าเป็นตัวอย่างของ CoP ที่มีประสิทธิภาพ         

         จะเห็นได้ว่า กิจกรรมของ CoP ที่ DaimlerChrysler นั้นค่อนข้างเป็นระบบและมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างชัดเจน   อาจจะดูเป็นทางการมากกว่านิยามที่ให้ไว้ข้างต้นนะคะ  ความเห็นส่วนตัวคิดกว่า อาจเป็นเพราะว่าเป็นองค์การขนาดใหญ่ มีสาขาอยู่ทั่วโลก ข้อมูลทุกอย่างขององค์การมีความสำคัญ การที่จะสื่อสารออกไปต้องมีความรัดกุม ถูกต้อง   แต่ก็นับว่าเป็นผลดียิ่ง ทั้งต่อสมาชิกของชุมชนและองค์การ   ส่วนในองค์การของเราเองนั้น หากว่าอยากมี CoP เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กัน  ก็อาจจะนำแนวทางของ DaimlerChrysler ไปปรับใช้ให้เข้ากับบรรยากาศขององค์การและลักษณะการทำงานของเราก็ได้    หรือจะลองค้นหาตัวอย่างของ CoP ขององค์การในเมืองไทยก็มีหลายแห่งค่ะ ลองค้นหาคำว่า   communities of practice ใน google โดยค้นหาแค่เฉพาะเวปไซต์ในไทย เราก็จะพบชื่อองค์การที่เราคุ้นเคยหลายแห่งมีการจัดตั้ง CoP ค่ะ

การนำแนวปฏิบัติของ CoP มาประยุกต์ใช้ในองค์การ 

          จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ดิฉันนึกถึงองค์การแห่งหนึ่งที่เคยร่วมงานด้วย  ซึ่งเป็นองค์การของประเทศไต้หวัน  แผนกที่ทำนั้นเป็นงานบริการที่ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง   ลูกค้าส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวไต้หวัน  ปัญหาของพนักงานประการหนึ่งคือ การสื่อสารด้วยภาษาจีนกลาง   เนื่องจากตอนคัดเลือกพนักงานเข้ามาทำงาน กำหนดไว้แค่ ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้เท่านั้น   แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องสามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้ด้วย    ดังนั้นพนักงานส่วนใหญ่จะพูดภาษาจีนกลางไม่ได้    อย่างไรก็ตาม มีพนักงานบางคนที่พูดภาษาจีนกลางได้ และบางคนสามารถพูดได้ในระดับดีมาก 

          ปัญหาจึงเกิดขึ้น เมื่อลูกค้าที่พูดได้แต่ภาษาจีนกลาง มาเจอกับพนักงานที่พูดจีนกลางไม่ได้   เมื่อมีปัญหาขัดข้องขึ้น จึงลำบากในการที่จะสื่อสารกันให้เข้าใจ    ดิฉันคิดว่าถ้าหากเรามีการรวมกลุ่มกันสร้าง CoP เพื่อช่วยกันสอนภาษาจีนกลางให้กับเพื่อนร่วมงาน ก็น่าจะเป็นวิธีการช่วยเหลือกันเพื่อพัฒนาทักษะการทำงานให้ดีขึ้น  

           ขอเรียก CoP ของเราว่า ชุมชนเรียนภาษาจีน นะคะ  โดยมีพนักงานที่เก่งภาษาจีนกลางรับหน้าที่เป็น expert     สำหรับกิจกรรมของชุนชนเรียนภาษาจีนนั้น เนื่องจากพนักงานทุกคนมีปริมาณงานที่ต้องทำมากอยู่แล้ว และทุกคนค่อนข้างเหนื่อยและเครียดกับการทำงานที่ต้องสื่อสารกับลูกค้าหลากหลายแบบ   การมานั่งเรียนกันในห้องแบบนักเรียน อาจไม่ได้รับความสนใจจากพนักงาน  และเรายังไม่มี EBoK แบบ DaimlerChrysler    ดังนั้นช่องทางการแบ่งปันความรู้แบบง่ายๆ ที่คิดไว้คือ

-การจัดบอร์ดเพื่อสอนคำศัพท์ หรือรูปประโยคที่ใช้บ่อยในการทำงาน เพื่อให้พนักงานได้อ่านได้ผ่านตาเมื่อมีเวลาว่าง   ภายในหนึ่งอาทิตย์พนักงานอาจจะได้ศัพท์ภาษาจีนเพิ่มขึ้น 10 คำ ได้ประโยคใหม่อีก 10 ประโยค   ทั้งนี้ CoP จะต้องมีการตรวจสอบ feedback จากเพื่อนร่วมงานว่า เนื้อหาความรู้ที่จัดให้นั้น น้อยไป มากไปเพียงใด หรือต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในรูปแบบอื่นใดอีกบ้าง

-นอกจากนี้ อาจจัดเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ ให้มีวันพบปะกันของพนักงานในแผนก  เพื่อเป็นช่วงเวลาของการซักถามเกี่ยวกับการใช้ภาษาจีน  คำศัพท์หรือรูปประโยคที่อยากรู้ เพื่อนำไปใช้สื่อสารในการทำงานจริง

           การสนับสนุนจากองค์การในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของ CoP ถือว่ามีความสำคัญ  เพราะทำให้สมาชิกชุมชนได้รับความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยิ่งขึ้น เช่น จัดหาห้องประชุมให้ใช้  จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำบอร์ดความรู้  

            กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ CoP ภาษาจีน หากประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการจัดตั้ง CoP ใหม่ๆ ขึ้นอีก เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ ของการทำงานอีกด้วย 

            ดิฉันมีความเห็นว่านอกจากชุมชนนักปฏิบัติจะเป็นวิธีการจัดการความรู้ในองค์การเพื่อไม่ให้ความรู้นั้นสูญหายไปกับตัวบุคคลแล้ว   สมาชิกในองค์การก็ได้มีส่วนช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มีการพัฒนาตนเองเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ การที่พนักงานได้พูดคุยกันในเรื่องที่ตนสนใจ ได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ รวมถึงปัญหาที่พบร่วมกัน ยังทำให้เกิดความผูกพัน เกิดความรู้สึกอบอุ่นในการทำงานกับองค์การของตน   สร้างบรรยากาศที่ดีในองค์การ องค์การจึงมีความแข็งแกร่ง พร้อมแข่งขันในตลาด และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสภาพแวดล้อมค่ะ

พิริยา (แป๋ม)

เอกสารอ้างอิง

Hildreth, P, & Kimble, C. (2004).Knowledge Networks : Innovation Through Communities of Practice. Hershey : Idea Group Publishing.

ชัชวาล วงษ์ประเสริฐ. 2548. Knowledge Management in Business Firms. กรุงเทพมหานคร : ธรรกมลการพิมพ์.

กรมการปกครอง. 2550. การจัดการความรู้. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.dopa.go.th/web_pages/m03060000/km/km_des.html [เข้าถึงเมื่อ 2 กรกฎาคม 2550]

Kannan, G., Aulbur, W. & Haas, R. (2005).Knowledge Management in Practice: Making Technology Work at DaimlerChrysler. In  M. Rao (Ed), Knowledge Management Tools and Techniques (pp.175-184). New Delhi: Elsevier Inc.