บันทึกนี้ นำมาจากบทความที่ผมเขียนให้นักศึกษาวิชาเศรษฐกิจพอเพียงโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตศูนย์ฯ หัวไทร และปากพนังอ่าน ก่อนเข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในวันแรก ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับ
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ ต้องประสบกับภาวะ “โตแล้วแตก” ครั้งแล้วครั้งเล่า นับตั้งแต่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1929 และหลังจากนั้น ปรากฏการณ์โตแล้วแตกก็มีให้เห็นบ่อยขึ้นตั้งแต่อเมริกาใต้ไปจนถึงตะวันออกไกล แต่ก็ดูเหมือนว่า มนุษย์เรียนรู้ความเจ็บปวดแต่ละครั้งได้น้อยมากโดยเฉพาะคนไทย ที่วิ่งตามการพัฒนาสมัยใหม่ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นจนถึงสมัยหลังสงครามเย็น กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ก็เวียนมาถึงดินแดนที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกอย่างประเทศไทย คนไทยจึงเริ่มตั้งสติได้ คงเป็นเพราะความเพลิดเพลินในการบริโภคลดน้อยลง เนื่องจากสมบัติร่อยหรอลง จึงพอจะมีเวลามาใคร่ครวญถึงคำสอนที่ทรงคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสไว้ตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อ 60 ปีที่แล้วว่า “เพื่อประโยชน์สุข” แต่ดูเหมือนว่า เมื่อครั้งกระโน้นหาคนที่จะเข้าใจยาก อาจจะเป็นเพื่อเมื่อครั้งกระโน้น สยามประเทศยังไม่มีวี่แววของความทุกข์ยากอย่างเช่นทุกวันนี้ก็เป็นไปได้
ก่อนหน้าที่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจะได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังอย่างเช่นในปัจจุบัน ทั่วทั้งโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย ต่างก็มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางเดียวกันหมด ตามการกำหนดทิศทางขององค์การโลกบาลซึ่งกุมบังเหียนโดยสหรัฐอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกทั้งหลาย แนวทางที่ว่านั้นคือ การเอาการเจริญเติบโตทางวัตถุเป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งเอาตัวเงินเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ประชาชนที่อยู่ในดินแดนที่ความเจริญทางด้านวัตถุยังไปไม่ถึง ถูกมองว่าเป็นชุมชนล้าหลัง หรือชุมชนด้อยพัฒนา ตามการให้ความหมายของการพัฒนาสมัยใหม่ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกลเหล่านั้น จึงยินยอมพร้อมใจที่จะให้การพัฒนาสมัยใหม่เข้าไปถึงท้องถิ่นของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ไม่ว่าจะในรูปของเขื่อนขนาดใหญ่ ถนน ไฟฟ้า และอีกสารพัด
ไม่เพียงแต่ความเป็นเจ้าของวัตถุที่เป็นประดิษฐกรรมของการพัฒนาสมัยใหม่เท่านั้น ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ชุมชนแห่งนั้นเจริญ แต่การพฤติกรรม “ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า” ได้ถูกบ่มเพาะขึ้นในสังคมทีละเล็กละน้อย จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเรื่อง “จำเป็น” ในที่สุด จึงจะพบเห็นได้บ่อย ๆ ในสังคมบริโภควัตถุนิยมว่า บางครั้งการซื้อสินค้าบางอย่างก็ซื้อเพื่อประโยชน์ในเชิงสังคมมากกว่าประโยชน์ใช้สอยจริง ๆ ของสินค้า พฤติกรรมการบริโภคดังกล่าวนี้ เป็นตัวกระตุ้นความเติบโตของเศรษฐกิจแบบเก่า หรือเศรษฐกิจในยุคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี รัฐบาลก็ต้องการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ชาวบ้านก็ได้บริโภคสินค้าใหม่ ๆ สนองความต้องการได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นักลงทุนก็ได้กำไรมหาศาล ดูเผิน ๆ ก็ราวกับว่าสังคมเราเข้าสู่ยุค “พระศรีอาริยเมตไตร” แล้วยังไงยังงั้น หากไม่มีสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจในปี 2540 ผนวกกับภิบัติภัยทางธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำป่า ลมพายุ น้ำท่วมใหญ่ มนุษย์คงไม่มีวันตระหนักได้ว่า เศรษฐกิจแบบเก่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่หายนะ เพราะในขณะที่มนุษย์บริโภคกันอย่างสนุกสนาน แต่สิ่งเดียวที่ต้องทนทุกข์คือ “ธรรมชาติ” เพราะเศรษฐกิจแบบเก่า เป็นเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลือง คราวนี้เอง มนุษย์จึงเริ่มเชื่ออย่างจริงจังขึ้นทุกวัน ๆ ว่า “เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอดเดียวของโลกมนุษย์”
ในระดับชุมชนท้องถิ่นของไทยนั้น หลายพื้นที่ถูกกระทำชำเราด้วยการพัฒนาสมัยใหม่รอบแล้วรอบเล่า จนทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกสูบเข้าไปสู่กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ พร้อม ๆ กับถนน เขื่อน และไฟฟ้าที่รุกคืบเข้ามาในท้องถิ่นชุมชน แม้ว่าโครงการพัฒนาโครงการแล้ว โครงการเล่าได้เข้ามาสู่พื้นที่ของชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ก็ดูราวกับว่า หลายโครงการที่มีหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน กลับให้ผลในทางกลับกัน หรือให้ผลได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่อาจมีสาเหตุจาก วิธีเราเปลี่ยนความคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจจากแบบอุตสาหกรรมมาเป็นแบบพอเพียง แต่วิธีการเรากลับไม่ได้ใช้วิธีการแบบเศรษฐกิจพอเพียง เรากลับไปใช้วิธีการแบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม คือนำเข้าการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงจากเมืองมาสู่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเราเคยทำพลาดมาแล้วสมัยเรานำเข้าการพัฒนาสมัยใหม่จากสหรัฐอเมริกามาสู่ประเทศไทย แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่เรารู้ตัวทัน เพราะเริ่มมีคนตั้งข้อสังเกตได้เร็วว่า “ทำไมเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่แพร่กระจายเท่าที่ควร” แต่กว่าจะมีการศึกษาวิชาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนท้องถิ่น ก็ต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะเป็นรูปธรรม การพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการพัฒนาที่สวนกระแสกับเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม ดังนั้นวิธีการก็ต้องสวนกระแสกับการพัฒนาของเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนั้น การสั่งการจากส่วนกลางเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพราะมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนั้น ขับเคลื่อนไปด้วย “ความอยาก ขาดสติ ไร้เหตุผล” จึงสามารถทำตามคำสั่งได้โดยไม่ต้องคิด เพียงแต่มีเครื่องล่อก็ยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง เปรียบเสมือน “ปลาตาย” ที่พร้อมจะลอยตามน้ำที่ไหลแม้เพียงแผ่วเบาได้ตลอดเวลา แตกต่างกับการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพราะมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ขับเคลื่อนไปด้วย “ความพอดี มีสติ และเหตุผล” จึงสามารถแยกแยะได้เองว่า อะไรควร และอะไรไม่ควร สามารถตัดสินใจเองได้ หากเห็นว่าสิ่งใดชอบธรรม ก็พร้อมที่จะทุ่มเทพลังโดยไม่ขึ้นกับเงื่อนไขเครื่องล่อใจแต่อย่างใด การเรียนรู้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงเปรียบเสมือนการใส่จิตวิญญาณให้มนุษย์ และคืนชีวิตให้ปลาเพื่อให้สามารถว่ายทวนน้ำได้ เศรษฐกิจพอเพียง จึงจะงอกเงย เจริญเติบโต และยั่งยืนได้ ก็แต่โดยการเติบโตจากพื้นดินโดยการเพาะเมล็ดเท่านั้น การนำเข้าเศรษฐกิจพอเพียงจากส่วนกลางสู่ชุมชนท้องถิ่นดังที่เคยปฏิบัติมาแบบเก่า จะไม่ได้ผลแน่นอนเพราะสภาพสังคมไม่เอื้ออำนวย เปรียบเสมือนกับการนำไม้มาปักชำในสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพายุฝนและลมแรง โอกาสที่กล้าไม้ที่ปักชำจะติดรากและเติบโตแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนท้องถิ่นจึงเป็นดั่งการ “เพาะเมล็ด” แห่งเศรษฐกิจพอเพียงให้งอกงามขึ้นมาเอง แม้จะใช้เวลานาน แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะทางเลือกและเวลาเหลือไม่มากนักในสังคมโลกปัจจุบัน
เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดของสังคมโลก ความพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติด้วยย่างก้าวเล็ก ๆ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต
ในระดับชุมชนท้องถิ่นของไทยนั้น หลายพื้นที่ถูกกระทำชำเราด้วยการพัฒนาสมัยใหม่รอบแล้วรอบเล่า จนทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกสูบเข้าไปสู่กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ พร้อม ๆ กับถนน เขื่อน และไฟฟ้าที่รุกคืบเข้ามาในท้องถิ่นชุมชน แม้ว่าโครงการพัฒนาโครงการแล้ว โครงการเล่าได้เข้ามาสู่พื้นที่ของชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ก็ดูราวกับว่า หลายโครงการที่มีหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน กลับให้ผลในทางกลับกัน หรือให้ผลได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ยังขาดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปนะครับ. กัลกีอาจจะมากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ได้นะครับ :-).
ขออนุญาตเข้ามาแนะนำศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตน้องใหม่ครับ นั่นคือ "ศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตช้างกลาง" ตั้งอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครศรีธรรมราช ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช 80250 เผื่อว่ารุ่นพี่ผู้ผ่านประสบการณ์มาก่อนจะเข้าไปให้คำแนะนำน้อง ๆ ทางปักษ์ใต้บ้างนะครับ ที่อยู่บนเน็ตของเราคือ http://cklifecenter.blogspot.com/