6. โครงการ“อบรมความรู้เรื่องสมุนไพร”
รณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ความรู้ส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยในเรื่องของ
สมุนไพรโดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจโดยทั่วไป
7. โครงการ“มาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร”
เป็นโครงการออกใบรับรองให้กับผลผลิตทางการเกษตรที่ผ่านการตรวจสอบตามระเบียบทางมูลนิธิฯโดยจะออกเป็นเอกสารและอนุญาตให้นำตราสัญลักษณ์ไปใช้เพื่อการตลาดได้
8. โครงการ“วิจัยเชิงปฏิบัติการสร้างพลังงานทดแทน”
วิจัยเชิงปฏิบัติการในส่วนของการศึกษาเพื่อหาผลผลิตของเกษตรกรและทรัพยากรที่มี
อยู่ในประเทศมาพัฒนาคุณภาพให้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือพลังงานปิโตรเลียมซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศปีละหลายแสนล้านบาทเช่นน้ำมันไบโอดีเซลจากปาล์มมะพร้าวก๊าซหุงต้มจากมูลสัตว์เป็นต้นเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งเพราะจะทำให้ราคาผลผลิตสูงขึ้นรายจ่ายลดลงลดการนำเงินตราออกนอกประเทศเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น
9. โครงการ“อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม”
รณรงค์ให้ประชาชนมีจิตสำนึกและช่วยดำเนินการแก้ไขพื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างมี
ประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรดินทรัพยากรน้ำเช่นการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ให้เสื่อมโทรมไปมากกว่าปัจจุบันอีกทั้งปัญหาขยะและสิ่งปฏิกูลต่างๆโดยรณรงค์ให้หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปให้มีการตื่นตัวในการแก้ปัญหามลพิษการทำจุลินทรีย์สำหรับบำบัดน้ำเสียและย่อยสลายขยะที่จะเป็นแหล่งแพร่พันธุ์เชื้อโรค
10. โครงการ“ห้องเรียนเกษตรกรรมกลางแจ้ง”
มุ่งสร้างจิตสำนึกสร้างองค์ความรู้เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงทางความคิดในการทำการ
เกษตรธรรมชาติเกษตรอินทรีย์การพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงโดยเปิดอบรมหลักสูตรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรร่วมกับสถาบันวิทยาลัยมหาวิทยาลัยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ
11. โครงการ“เกษตรธรรมชาติชุมชนเข้มแข็ง”
ส่งเสริมให้ชุมชนมีความสามัคคีรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มหรือสหกรณ์มีการปลูกพืชพัก
พืชไร่พืชสวนโดยการทำเกษตรแบบธรรมชาติและดำเนินการจัดหาตลาดรับซื้อผลผลิตเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้ชุมชน
12. โครงการ“คืนชีวิตให้แผ่นดิน”
รณรงค์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปทราบถึงปัญหาและ
ผลกระทบอันเนื่องมาจากภาคเกษตรกรรมรณรงค์ให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้ปุ๋ยเคมีและสารพิษทางการเกษตรส่งเสริมในเรื่องของแนวพระราชดำรัส“ทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง” ให้สามารถทำการเกษตรแบบยั่งยืนและท้ายที่สุดเกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่บนผืนแผ่นดินไทย
จะเห็นว่าโครงการต่างๆของอาจารย์น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่าง
มากมายหากองค์กรใดหน่วยงานใดหรือผู้สนใจท่านใดอยากจะเข้าร่วมโครงการหรือสนใจเยี่ยมชมงานของอาจารย์ทางอาจารย์ก็มีความยินดีอย่างยิ่งเมื่อทราบถึงกิจกรรมโครงการและงานที่มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติทำแล้วมาดูตัวอย่างของการทำงานและแนวคิดในการทำงานของอาจารย์ว่ามีอย่างไรซึ่งได้ขออนุญาตจากอาจารย์นำเอาคำบรรยายชีวิตและการทำงานของอาจารย์ที่บรรยายให้เกษตรกรอำเภอภูหลวงจังหวัดเลยเมื่อวันที่ 19 เดือนมีนาคม 2545 ณสถานีฟาร์มฝึกนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นบ้านนาดอกไม้อำเภอวังสะพุงจังหวัดเลยมาให้ทราบดังนี้
การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงกับเศรษฐกิจแบบค้าขายต่างกันตรงไหนมีความสัมพันธ์ในทางสร้างสรรค์กันอย่างไรเศรษฐกิจแบบค้าขายทำให้ประเทศไทยพึ่งตนเองไม่ได้และเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปีพ.ศ. 2540 เริ่มจากการตั้งคำถามว่าถ้าเศรษฐกิจแบบค้าขายไม่ประสบผลสำเร็จหรือว่าล่มลงส่งผลกระทบทั้งประเทศรัฐบาลจะเก็บภาษีจากใครถ้าธุรกิจยังร่อแร่อย่างนี้ข้าราชการจะเอาเงินเดือนจากที่ไหนผมบอกครูที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าซึ่งผมเป็นประธานกรรมการโรงเรียนอยู่ว่าเราต้องชัดในเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯตรัสว่าหายนะให้ระวังรัฐบาลอาจจะบอกว่าจะจ่ายเงินเดือนครึ่งหนึ่งอีก 10% จะจ่ายเป็นเนื้อวัวเนื้อหมูเนื้อไก่อีกส่วนจ่ายเป็นข้าวสารที่เหลือขอค้างไว้ก่อนถือว่าข้าราชการเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลอันนี้คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วสมัยรัชกาลที่ 7 เรื่องนี้กำลังจะเกิดแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถ้าเป็นอย่างนี้ชาติไปไม่รอดหรอกที่กังวลมากที่สุดคือคน 40 กว่าล้านคนที่เป็นเกษตรกร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เดิมเคยพึ่งตนเองได้ 100 % ที่เคยเล่าให้ฟังว่าปลูกข้าวบนนาไทยใช้ควายไทยไถนาหัวหมูคันไถ คราดทำเองหมดไถเองเสร็จแล้วควายขี้ออกมาลงดินเป็นปุ๋ยไทย 10 ตันต่อปีเกี่ยวด้วยคนไทยเอาไปนวดด้วยควายไทยขนด้วยเกวียนไทยเอาไปสีเครื่องก็ไทย (ตำกินเอง) ใส่กระบุงไทยสานเองเอาไปใส่ยุ้งไทยก็ทำเองเอาไปใส่หม้อหุงข้าวไทยเอาเตาไทยเอาฟืนไทยเอาถ่านไทยหุงเสร็จแล้วเอาไปใส่จานไทยเอาช้อนไทยตักใส่ปากคนไทยเพราะฉะนั้นข้าวเป็นข้าวไทย 100% แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่นี่คือรูปธรรมที่ชัดเจนใช่หรือเปล่าตอนที่เอาไถไปไถใช้คูโบต้าเป็นควาย ญี่ปุ่นแล้วกินหญ้าที่ซื้อมาจากทะเลทรายซาอุ (น้ำมัน) ในปีหนึ่งๆแต่ละบ้านสำรวจหรือยังว่าใช้มันไปเท่าไหร่กับควายเหล็กกับม้าเหล็กแล้วน้ำมันก็กำลังจะหมดโลกแม้กระทั่งเกี่ยวออกมาฝัด ขนออกมาค่าจ้างขนสารพัดเมื่อต้นหญ้าขึ้นมาแซมก็ไปซื้อขยะจากโรงกลั่นน้ำมัน (สารเคมีกำจัดหญ้า) ฉีดกำจัดตัวเราก็ไม่มีปัญญากำจัดใช่หรือเปล่าเลยพึ่งฝรั่งเราจะทำอะไรได้ด้วยตนเองทุกวันนี้ปลูกอะไรพึ่งตนเองไม่ได้แล้วคนรุ่u3609 .พ่อแม่เราย้อนหลังไป 40 ปี 50 ปีที่ทำได้เอง 100% แต่ทุกวันนี้ลดลงไปจะเหลือสักเท่าไหร่ประมาณ 5% ที่ทำได้เองพึ่งตนเองได้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯตรัสว่าถ้าพอเพียงแบบ 100% เลยจะกลับไปอยู่แบบปู่ย่าตายายหรืออยู่ในป่าจะต้องไปนุ่งใบไม้ไปอยู่ในถ้ำไปทอผ้าเองก็คงจะลำบากก็ขอให้พึ่งตนเองให้ได้ซัก 1 ใน 4 ครึ่งหนึ่งก็ไม่จำเป็นอีก 75% ก็ค้าขายไปเหมือนเดิมแต่ต้องตั้งคำถามในใจว่า 1 ใน 4 เราจะทำอะไรได้เองบ้างพระองค์ท่านตรัสว่าไม่ต้องทำทีเดียวทั้งหมดถ้าแบ่งเป็น 4 ส่วนพึ่งตนเองให้ได้ 1 ส่วนก็เพียงพอแล้วเพียงทำให้ได้ 1 ใน 4 คนไทยก็พ้นหายนะแล้วถ้าจะอยู่อย่างพอเพียงจะทำอย่างไรจะเริ่มต้นจากอะไรบางคนจะเริ่มต้นจากขุดสระเลี้ยงปลาจะเอาเงินจากที่ไหนไปขุดสระกลับไปบ้านไปขุดสระบ้านละ 1 ไร่ครึ่งไร่งานเดียวแล้วไปหาปลามาเลี้ยงจะทำได้ไม่ง่ายต้องเริ่มทีละหนึ่งก้าวจะทำอย่างไรก้าวแรกต้องสำรวจทำแผนชุมชนออกมาว่าปีหนึ่งมีอะไรที่เราทำเองได้บ้างถ้าจะเอาชนะเราต้องทราบว่า“ยุทธศาสตร์อยู่ตรงไหน?” เราจะหยุดความหายะก้าวแรกต้องทำให้ถูกจุด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ต้องรู้อะไรที่เป็นค่าใช้จ่ายสูงสุดยาฆ่าหญ้าน้ำมันเชื้อเพลิงปุ๋ยเคมีและค่าฉีดยารวมเบ็ดเสร็จเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดถ้าเริ่มต้นนับหนึ่งจากการเก็บหญ้าเอาไว้เปลี่ยนมาเป็นปุ๋ยแล้วหมักปุ๋ยใช้เองอันนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ก้าวที่หนึ่งถ้าเราหมักมะนัวร์ทำเป็นปุ๋ยแล้วเอามะนัวร์แปลงเป็นยาฆ่าหญ้า7 วันหญ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นปุ๋ยย่อยหมดแต่อย่าพึ่งเชื่อจะทำให้ดูแล้วมันเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่อย่างไรจำได้ไหมที่พระองค์ท่านรับสั่งว่าวิธีคิดมีอยู่ 3 คำภาษาไทย 2 คำคือคำว่าพอเพียงกับพึ่งตนเองภาษาอังกฤษ 1 คำคือคำว่า sufficiency ท่านไปเปิดในตำราเศรษฐศาสตร์ทุกเล่มทั้งตำราไทยตำราฝรั่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้าหรือ Trade Economy ไม่มีเลยในทฤษฎีเก่าในตำราเก่าไม่เคยสอน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กันอย่างนี้สอนแต่ว่าเพื่อให้เกิดมีประสิทธิภาพใครถนัดอะไรให้ทำอย่างนั้นจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้นทุนจะถูกเพราะทำซ้ำๆจนเกิดความชำนาญพอชำนาญแล้วจะทำเร็วขึ้นของเสียก็จะน้อยลงต้นทุนก็จะต่ำลงๆทรัพยากรก็จะสูญเสียจากการผลิตน้อยลงๆจนเกิดประสิทธิภาพของการผลิตทำได้ดีขึ้นต้นทุนต่ำเมื่อนำไปขายจะประหยัดทรัพยากรของโลกซึ่งนายอดัมสมิธอธิบายไว้เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำแต่เพียงอย่างเดียวเช่นปลูกข้าวแต่เพียงอย่างเดียวให้เก่งคนไทยจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการปลูกข้าวของโลกนี่คือความชำนาญที่นายสมิธสอนความชำนาญจะเกิดประสิทธิภาพการผลิตจะเร็วทำได้เยอะถ้าเราทำรถยนต์คนเดียวทั้งคันทำล้อทำยางดุมล้อเครื่องยนต์ไฟมันจะไม่ชำนาญบริษัทที่ทำยางอย่างเดียวแบ่งงานกันไปทำเป็นวิธีคิดของระบบอุตสาหกรรมแต่ท้องนาบ้านu3648 .รามันไม่ใช่เวลามีการแลกเปลี่ยนแพ้เขาทุกทีทฤษฎีนี้เมืองไทยตายแน่เราต้องมีกินต้องพึ่งตนเองให้ได้ถามว่าทำอย่างไรอันนี้ยากแต่ละคนจะปลูกอะไรราคาจะเท่าไรต้นทุนจะได้ต่ำขายแล้วจะเหลือกำไรเท่าไหร่ก็คือจะเอาเงินเหมือนเดิมนี่เป็นวิธีคิดเชิงการค้าที่ท่านคิดกันแบ่งกลุ่มคิดคิดแต่จะค้าขายเหมือนเดิมถ้าท่านปลูกส้มกันทั้งหมู่บ้านแล้วพ่อค้าเข้ามาเลือกสวยเอาไม่สวยไม่เอาเสร็จไหมส้มราคา 2 บาทต่อกิโลกรัมคนปลูกส้มจะอยู่ได้หรือต้นทุนปลูกส้ม 7.5 บาท/กิโลกรัมราคาส้ม10 บาทก็แย่แล้วยิ่งอยู่ไกลค่าขนส่งก็สูงไปอีกท้ายสุดขาดทุนเหมือนเดิมนี่เป็นวิธีคิดแบบทฤษฎีเก่าแล้วเราจะทำอะไรกินปลูกส้มก็ไม่ได้ปลูกลูกเดือยก็ไม่ได้ผมขอนำเสนอวิธีคิดก่อนยังไม่ลงถึงวิธีทำก้าวแรกจะเดินอย่างไรก้าวที่สองจะเดินอย่างไรก้าวที่สามก้าวที่สี่จะเดินอย่างไรเราจะทำอะไรสำเร็จต้องหนึ่งคิดเป็นสองทำเป็นมีเทคนิคในการทำแล้วสามจัดการเป็นและสี่มีทุน 4 อย่างหลักๆคิดเป็นคิดอย่างไรลองคิดว่าถ้าจะดำรงชีวิตในหนึ่งครอบครัวจะดำรงชีวิตอย่างไรแล้วจะเอาทั้งหมู่บ้านสองหมู่บ้านจะเริ่มต้นอย่างไรผมก็คิดของผมง่ายๆบนหลักการ 4 เรื่องนี้ผมเล่าประสบการณ์ของผมให้ฟังก่อนผมลาออกจากราชการผมมีบำนาญให้ภรรยาและบุตรผมเดินลงไปในท้องนาในบ้านเกิดเอาเล้าหมูเป็นที่พักอาหารอาศัยพี่ชายเรียกว่ามีที่พิงหลังช่วง 4 เดือนแรกปลูกข้าววิธีคิดของผมรู้ว่าต้องดึงลงสุดๆอย่างนี้เลือกที่ดินที่เลวที่สุดไม่ต้องการเป็นชาวนาอย่างเดียวผมต้องการกระตุ้นผู้คนทั้งในสังคมไทยให้หันมาดูว่าคนอย่างนี้โอกาสการทำงานก็ดีอนาคตก็มีแต่ทำไมถึงลาออกมาเป็นชาวนาการที่จะกระตุกสังคมให้แรงโดยไม่มีทุนะทำอย่างไรแถมมีหนี้สิน (แต่เป็นหนี้ผ่อนบ้าน) วิธีคิดของผมคิดง่ายๆผมเริ่มต้นว่าจะกินยังไงวันละ 3 มื้อกินข้าวกินกับข้าวกินขนมกินผลไม้ยังไงผมยังอยากกินทั้ง 4 ส่วนทำอย่างไรจะมีกินมีแรงทำนาทำผักทำสวนสมุนไพรทำบ่อปลาเลี้ยงปลาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่วันหนึ่งสถานที่นี้ต้องเป็นที่ที่ให้คนทั้งประเทศได้มาศึกษาดูงาน</p>