“การมองอนาคตเทคโนโลยี” มีความสำคัญอย่างสูงในด้านนโยบาย เพราะถ้าสามารถระบุเทคโนโลยีที่สำคัญซึ่งอยู่ในระยะเริ่มพัฒนาได้ รัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ก็จะสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อการวิจัยในสาขาเชิงยุทธศาสตร์เหล่านั้นได้ เพื่อให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

ศาสตร์ด้านนี้มีการพัฒนาขึ้นและดำเนินมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้วครับ ส่วนใหญ่มีการทำอยู่ในระดับของบริษัทหรือองค์กร (เช่น RAND Corporation, Royal Dutch Shell), ระดับชาติ (เช่น การคาดการณ์เทคโนโลยีของรัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลี), หรือระดับนานาชาติ (เช่น ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปคแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ JRC-IPTS ของสหภาพยุโรป) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยและนำเสนอโดยนักวิชาการสาขาต่าง ๆ รวมทั้งสื่อมวลชนระดับสูงไม่ว่าจะโดยตระหนักหรือไม่ก็ตาม

การจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม เศรษฐกิจได้นั้น การมองอนาคตเทคโนโลยีจะต้องไม่หยุดอยู่แค่การมองเพื่อ “รู้ล่วงหน้า” และหาลู่ทางพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องถูกนำมาใช้เพื่อ “รู้ทัน” และสร้างทางเลือกในการบริหารจัดการ ส่งเสริมหรือควบคุม กระทั่งป้องปรามวิธีการใช้เทคโนโลยีในแบบที่อาจผิดทำนองคลองธรรมด้วย คำว่า value creation จึงไม่ได้เป็น “คุณค่า” ในความหมายแบน ๆ แบบธุรกิจอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่จะต้องเป็นคุณค่าที่ไม่ลดความเป็นมนุษย์ แต่นำไปสู่การสร้างสรรค์ ปกป้อง และปลดปล่อยด้วย

เทคโนโลยีนั้นดูไปก็เหมือนมนุษย์ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งในชั่วอายุขัยของมันสามารถถูกใช้ หรือทำอะไรกับมนุษย์ได้มากมาย ทั้งดีและร้าย ดุจเดียวกับสัตว์เลี้ยงที่มักมีนิสัยเหมือนเจ้าของ การมองอนาคตเทคโนโลยีแต่เดิมมักใช้คาดการณ์ว่าเทคโนโลยีอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ (technology forecasting) แต่บัดนี้จะต้องไม่มองเฉพาะตอนที่เกิดเทคโนโลยีเท่านั้นแล้วครับ หากแต่ต้องมองด้วยว่าใครเป็นเจ้าของ และเทคโนโลยีเหล่านั้นตราบเท่าอายุขัยของมัน จะเข้ามามีบทบาทอะไรกับชีวิตมนุษย์ในบริบทของเราเอง (เช่น ท้องถิ่น)

เรื่องพวกนี้ ที่จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า “บริบท” ในด้านสถานที่และยุคสมัยของการนำเทคโนโลยีไปใช้ “บริบท” มีนัยสำคัญโดยเฉพาะสำหรับประเทศที่มักต้องเป็นฝ่ายตามเกาะกระแสอย่างประเทศไทย บริบทที่ว่านี้ยกตัวอย่างเช่น เคยเห็นภาพหน้าปกของนิตยสาร Popular Mechanics ฉบับเก่า ๆ เมื่อสักสี่สิบห้าสิบปีก่อนไหมครับ นั่นเป็นบริบทของสหรัฐอเมริกาในโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่น่ารื่นรมย์ของสังคมฝรั่งผิวขาว ท่ามกลางความเจริญมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ระบบโลกมีเสถียรภาพ และผู้คนเริ่มถูกเรียกด้วยถ้อยคำทางการตลาดว่า “ผู้บริโภค”  
เทคโนโลยีในหน้าปกของ Popular Mechanics

ภาพของโลกแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้นกับคนไทยที่เดินดินกินข้าวแกง และคงจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐก็เปลี่ยนไป ขณะนี้สหรัฐยังคงเป็นอภิมหาอำนาจทางทหารหนึ่งเดียว แต่ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของสหรัฐกำลังถูกท้าทายอย่างมาก และมีแนวโน้มว่าจะมีผู้เล่นในเวทีระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ประเทศ (nonstate actors) เช่นบริษัทข้ามชาติและองค์กรเอกชนเพิ่มอิทธิพลและบทบาทมากขึ้น  ในขณะที่ยุโรปได้ประสบความสำเร็จในการผนึกรวมเศรษฐกิจเข้าด้วยกันเป็นสหภาพยุโรป หลังจากพยายามมาหลายทศวรรษ ส่วนจีนที่เคยเป็นยักษ์หลับก็ตื่นด้วยนโยบายเปิดเสรีของนายเติ้ง เสี่ยว ผิง กระแสทุนนิยมที่ไม่ติดเบรกได้เหวี่ยงโมเมนตัมเศรษฐกิจของโลกจากตะวันตกมายังตะวันออก จีนได้เติบโตขึ้นกลายเป็นทั้งโรงงานสินค้าราคาถูกและตลาดใหม่ของโลก ขณะที่อินเดียตามมาติด ๆ ด้วยจุดเด่นด้านอุตสาหกรรมและทักษะทางด้านซอฟต์แวร์

ในเมื่อบริบทของกระแส “โลกาภิวัตน์” เป็นแบบนี้ ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่ามันได้สร้าง “ความผันผวน” ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความไม่บันยะบันยังในการใช้ชีวิตบริโภคแบบโลกยุคเก่า กำลังพาโลกไปรู้จักกับวิกฤตชนิดใหม่ที่จะส่งผลถึงชั่วลูกชั่วหลาน (ที่ถูกยืมทรัพยากรไปใช้อย่างเพลิดเพลินโดยคนรุ่นปัจจุบันและไม่มีทีท่าว่าจะได้คืน) นั่นก็คือภาวะโลกร้อน ภาวะแห่งสังคมผู้สูงอายุ และภาวะล่อแหลมต่อการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่อาจมาจากไข้หวัดนก (pandemic influenza) ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ รวมทั้งโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อื่น ๆ เช่น HIV-AIDS

ท่ามกลางกระแสและปัจจัยสำคัญทั้งหลายที่เป็นแรงขับดันพาโลกไปสู่อนาคตนี้ “เทคโนโลยี” อาจถูกมองว่าเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นตัวประกอบที่น่าจะได้รับการเขียนบทและกำกับให้ดีนะครับ จะได้เป็น “ตัวประกอบดีเด่น” มีบทบาทเหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในบริบทของผู้ร้ายหรืออันธพาล ดังนั้นนัก technology foresight จึงควรต้องทำความเข้าใจทั้งบริบทใหญ่ (ภาพมุมสูง) ของโลกาภิวัตน์ และบริบทเล็ก (ภาพขยาย) ของโจทย์ที่นิยามไว้ให้ดี