สวรส. คือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เป็นหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยใหญ่ หนึ่งใน 5 องค์กร ได้แก่ (1) สวทช. (2) สกว. (3) วช. (4) สวรส. (5) สวก.
ผมอธิบายให้ที่ประชุมคณะที่ปรึกษาอาวุโสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 50 ว่า การมองผลงานของ สวรส. นั้นผมมองต่างมุม ผมมองว่า สวรส. ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศอย่างมากมาย โดยการ “ออกลูก” เกิดหน่วยงานใหม่ที่มีความสำคัญ จากฝีมือการทำงานของ สวรส. เช่น สปสช., สสส., พรพ., และอื่นๆ อีกมาก เนื่องจากคนที่ทำงานเติบโตใน สวรส. สร้างหน่วยงานใหม่แยกออกไป ทำให้ดูเหมือน สวรส. อ่อนแอลง ขาดคนเก่งๆ ทำงานใน สวรส. อย่างต่อเนื่อง
สภาพของ สวรส. จึงเปรียบเสมือน “แม่ที่ออกลูกมาก” จนตนเองเกิดภาวะโลหิตจาง
การดูผลงานขององค์กรนี่ มีความซับซ้อนนะครับ อยู่ที่ว่าเราจะมองที่มุมไหน ผมว่าเราควรมองที่มุมคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง มากกว่ามองที่ชื่อเสียงขององค์กรเอง
วิจารณ์ พานิช
19 ก.ค. 50
เห็นด้วยกับวิธีคิดดังกล่าวอย่างยิ่งครับ....
ในฐานะหนึ่งในสมาชิกใหม่ของ สวรส. เห็นด้วยและชื่นชมกับความสำเร็จของผู้บริหาร สวรส.ในอดีตที่ได้สร้างเงื่อนไขให้เกิดองค์กรลูกจำนวนมาก และแต่ละองค์กรได้สร้างคุณูปการต่อการพัฒนาระบบสุขภาพจนเป็นที่ประจักษ์ต่อบุคคลทั่วไป
แต่ สวรส. จะพึงพอใจกับความสำเร็จดังกล่าวน่าจะไม่เพียงพอและอาจไม่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สวรส. ต้องพิจารณาว่า ยังมีส่วนขาด ส่วนเสริม ตรงจุดไหน ประเด็นอะไร ที่จะหนุนกระบวนการพัฒนาระบบสุขภาพโดยรวม เท่าที่ได้มีการหารือกับองค์กรลูกต่างๆ มีข้อเสนอเช่น
1. การสร้างความรู้เชิงบูรณาการที่มีฐานมาจากความรู้ขององค์กรลูกต่างๆ เนื่องจากองค์กรลูกส่วนใหญ่เน้นการสร้างและจัดการความรู้เฉพาะประเด็น (issue base) ยกเว้น สวรส. ภาคฯ ที่มีลักษณะการจัดการความรู้ตามปัญหาของพื้นที่ (area base) การจับประเด็นปัญหาสุขภาวะของประชาชนเฉพาะกลุ่ม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มด้อยโอกาสต่างๆ) หรือการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในภาพรวม (ครอบคลุมทุกประเด็นที่ผ่านการจัดลำดับความสำคัญแล้ว) น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการบูรณาการดังกล่าว
2. การสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งการจัดการความรู้ขององค์กรลูก โดยเฉพาะในส่วนของการเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การพัฒนาระบบ สวรส. ต้องเป็น "แม่" ที่รับผิดชอบ คือ ต้องสนับสนุนและดูแลให้ "ลูกๆ" ทุกองค์กรเติบใหญ่ แข็งแรงและพิ่งตนเองได้ในที่สุด สวรส.ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ที่สามารถสอนองค์กรลูกได้ในทุกๆ เรื่อง แต่ต้องคอยดูแลจัดให้มีกระบวนการที่แต่ละองค์กร (รวมถึง สวรส.) จะสามารถเรียนรู้จากกันและกัน เพราะแต่ละองค์กรล้วนมีจุดแข็งที่น่าเรียนรู้ทั้งสิ้น
ทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจมีการพัฒนาต่อไป หลังจากได้ทดลองดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว คงเป็นการเรียนรู้ครั้งใหญ่ของ สวรส. เช่นกัน
โจทย์สำคัญ ของ ระบบสุขภาพไทย ในระยะอันสั้น คือ หลายฝ่ายล้วนต้องการคุณภาพ บริการที่สูงขึ้น
แต่การลงทุน จ่าย ให้กับระบบ จะมีความจำกัดมากขึ้น ระบบรัฐสวัสดิการ ไม่เพียงพอในสายตาคนทั่วไป
ชนชั้นกลาง ก็พยายามซื้อประกันสุขภาพเอกชนมากขึ้นจริงๆ จน รพ เอกชนก็เติบโตทั้งขนาดและคุณภาพ
รพ รัฐ ทั่วๆไป ที่ไม่ใช่ รพ มหาวิทยาลัย ก็อ่อนการจัดการ ตามระบบราชการทั้งหลาย เริ่มไม่อาจเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน ท่ามกลาง การจำกัดค่าใช้จ่ายชดเชย ให้ไปเสริม บริการปฐมภูมิ
ผมคิดว่า ต้องเล่นการตลาด เชิงความรู้ท้องถิ่น ให้ประชาชนยอมรับว่า การดูแลสุขภาพตนเอง ด้วยภูมิปัญญาและวิชาการ ดีและได้ผลกว่า บริการจากระบบโรงพยาบาล ที่เน้นโรค เน้นซ่อม ซึ่งเชย ล้าหลัง แต่การสร้างสุขภาพซิแน่นอน ตัวอย่าง คนที่สวนลุม ทั้งหลาย ไม่ต้องใช้วิชาการที่ลึกซึ้ง ไฮเทคอะไร แต่ใช้วิชาการ และ กลุ่มเกลอ เลือกกินให้เป็น เลือกออกแรงให้พอเหมาะ เลือกคบคนรักสุขภาพที่กินเป็นอยู่เป็น ชีวิตก็อยู่ดีมีสุข
ซึ่งก็แปลกมาก ประเทศเรา เอาเรื่องเล่า ความสำเร็จ อย่างเรียบง่าย มาใช้เป็นการตลาด โน้มน้าว หรือ KM ประชาชนน้อยมาก
เรามีแต่ข่าว จะได้ยาฝรั่งราคาถูก กล่อมประชาชนให้กินแต่ยา
เราควรสร้างข่าว ประชาชนเข้มแข็ง พึ่งตนเอง พึ่งพาภูมิปัญญา และวิชาการได้ ควบคู่ไปบ่อยๆ