GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ใช้ "เหตุผล" แล้ว "รู้สึก" แย่ ...มีทางแก้ไหมครับ

นี่คือเรื่องเล่าเช้าวันนี้ ...ที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับการกระทำของตนเอง เพราะว่าตามจริงแล้ว หากผมจะรอเขาอีกห้านาที สิบนาที ก็ย่อมจะทำได้ แต่ ณ ตรงนั้น ผมได้เอาประเด็นเรื่องเหตุผล มาวางไว้หน้าเรื่องความรู้สึก ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้ว ผมเองก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มีโอกาสขับรถไปส่งลูกในตอนเช้า ได้พูดคุยกับเขาสองต่อสอง แต่น่าเสียดายที่ในวันนี้ ผมได้พลาดโอกาสดีๆ เช่นนั้นไป เพียงเพื่อยืนยันการใช้เหตุผลและทำตามกฎเกณฑ์ที่ผมได้สร้างขึ้น ....

     เคยไหมครับ ที่ทำอะไรบางอย่างไป แล้วรู้สึกไม่สบายใจเลย.... เช้าวันนี้ เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมใช้เหตุผลนำหน้าความรู้สึก    เรื่องมีอยู่ว่า.... ลูกชายคนเล็กผมจะมีความสุขมากที่ตอนเช้าได้ออกจากบ้านมาพร้อมกับผม เพราะจะทำให้เขาไปถึงโรงเรียนค่อนข้างเช้า  ถ้ารอแม่เขาไปส่งก็อาจจะถึงช้ากว่าที่ไปกับผมประมาณครึ่งชั่วโมง  ผมเองได้ตั้งเงื่อนไขไว้กับลูกว่า ถ้าจะออกมาพร้อมกับผมต้องเสร็จให้ทันเวลานั้นเวลานี้  ต้องรีบตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัว และกินข้าวให้เร็วๆ  บางครั้งผมเห็นความตั้งใจของเขาที่รีบเร่งจะให้ทัน จำเป็นต้องรออีกห้านาที สิบนาที ผมก็ยอมรอ แล้วแต่เหตุการณ์.....

     แต่เช้าวันนี้ ตอนที่ผมกินข้าว ผมยังเห็นเขาทำอะไรอยู่ที่คอมพิวเตอร์  ไม่ยอมมากินข้าว ซึ่งผมเองได้เคยเตือนเขาเสมอว่า อย่าไปเสียเวลาจัดกระเป๋านักเรียน ทำการบ้าน หรือหาของใดๆ ในตอนเช้าเลย เพราะเวลามีไม่มาก ให้เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม ตั้งแต่ตอนกลางคืนก่อนที่จะเข้านอน ในช่วงที่ผมกินข้าว ผมก็เรียกเขาอยู่ 1-2 ครั้ง  ผมเห็นไม่ชัดว่าเขาทำอะไรอยู่ที่คอมพิวเตอร์  พอผมกินข้าวเสร็จ  ก็ถึงเวลาที่กำหนดไว้ว่าจะต้องออกจากบ้านพอดี  ลูกผมเองก็ตกใจ นึกไม่ถึงว่า ผมกินข้าวเสร็จแล้ว  ได้ยินเสียงเขาพูดกับแม่เขาว่า  "ถ้าอย่างนั้น เขาไม่กินแล้ว เดี๋ยวจะไปกินที่โรงเรียน" ....เพราะต้องการจะไปพร้อมกับผม
 
     สิ่งที่ผมทำลงไปในเช้าวันนี้ก็คือ ไม่พูดอะไรทั้งนั้น ขึ้นรถได้ ก็ขับออกจากบ้านมา (คนเดียว) ทำเสมือนว่าไม่ care ความรู้สึกใดๆ ของใครทั้งสิ้น  ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ตอนที่ขับรถออกมานั้น ความคิดก็ยังวิ่งตามผมมาตลอดเวลาว่า บางทีลูกผมอาจจะตามผมออกมาติดๆ แล้วเขาจะคิด ...เขาจะรู้สึกอย่างไร....ในเมื่อออกมาแล้วพบว่า ผมได้ขับรถออกไปเสียแล้ว โดยไม่คอยเขา ....อีกใจหนึ่งก็ยืนยันสิ่งที่ได้ทำลงไปว่า ทำถูกแล้วที่ไม่คอย  เพราะเคยบอกไว้แล้วว่า ตอนเช้าจะต้องไม่ทำอะไรทั้งสิ้น (ไม่มัวแต่ทำการบ้าน เตรียมส่งงาน หรือหาของ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว)  จะต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุด  อาบน้ำ แต่งตัว และกินข้าว..... เท่านั้น   แต่เนื่องจากเช้านี้ ผมเห็นว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ที่คอมพิวเตอร์ ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้ผมตัดสินใจว่า ผมจะไม่รอเขา ....

     นี่คือเรื่องเล่าเช้าวันนี้ ..... ที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับการกระทำของตนเอง  เพราะว่าตามจริงแล้ว  หากผมจะรอเขาอีกห้านาที สิบนาที ก็ย่อมจะทำได้ แต่ ณ ตรงนั้น ผมได้เอาประเด็นเรื่องเหตุผล  มาขวางกั้นเรื่องความรู้สึก   ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้ว ผมเองนั้นรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มีโอกาสขับรถไปส่งลูกในตอนเช้า ได้พูดคุยกับเขาสองต่อสอง แต่น่าเสียดายที่ในวันนี้ ผมได้พลาดโอกาสดีๆ เช่นนั้นไป เพียงเพื่อยืนยันการใช้เหตุผลและทำตามกฎเกณฑ์ที่ผมได้สร้างขึ้นมา ....

     ที่เล่ามานี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะมาทำลายบรรยากาศดีๆ ของปีใหม่หรอกครับ เพียงแต่ผมคิดเอาเองว่าประเด็นเรื่องเหตุผล กับความรู้สึกนี้ คงเป็นประเด็นที่หลายท่านก็คงจะเจอเช่นกัน เผื่อว่าจะมีใคร share อะไรดีๆ เป็นของขวัญปีใหม่ได้บ้าง ....สวัสดีปี 2549 ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 11383
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 7
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (7)

          สวัสดีปีใหม่ครับ...  ผมเข้าใจความรู้สึกของอาจารย์ดีครับ เพราะบางครั้งเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ ผมก็เคยประสบมาแล้วหลายครั้ง  และทุกครั้งในพอผ่านเหตุการณ์ใหม่ๆ ผมมักจะคิดว่าผมทำถูก   แต่เมื่อมาคิดและทบทวนทีหลัง รู้สึกเสียใจทุกครั้งที่ได้ตัดสินใจเช่นนั้นครับ  คิดว่าตัวเราน่าจะหาทางออกที่ดีกว่านี้ เหมือนอย่างที่มักได้ยินว่า win-win คือทุกฝ่ายพอใจ  เพราะทุกคนต่างก็มีเหตุผลของตนเอง แล้วทำไมผมถึงไม่นำมาใช้ในเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง..หรือว่าผมอาจจะตัดสินใจเร็วเกินไปครับ

วีรยุทธ

ผมว่าไม่น่าจะเก็บมาคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ผิดหรอกครับ ผมเองยังไม่ลูก(ยังไม่แต่งงานด้วยซ้ำ)แต่ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ ผมว่าบางทีการที่เราต้องการจะสอนให้ลูกรู้จักระบบระเบียบบางครั้งก็ต้องมีความเข้มงวด แต่สุดท้ายเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วก็ควรจะมาอธิบายให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เรากระทำด้วยครับเป็นการเคลียร์ความรู้สึกของกันและกันว่าที่เราทำอย่างนี้เพราะต้องการจะสอนเขา ซึ่งในสังคมจริงๆ ทุกคนจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ครับ

ดิฉันมีลูกชายคนเดียว ตอนนี้อายุ 21 แล้ว  ขอถือโอกาสว่ามีประสบการณ์มากว่า 2 ทศวรรษในการเป็นแม่ออกความคิดเห็นนะคะ  เมื่อมีใครถามว่าดิฉันมีหลักเลี้ยงลูกอย่างไร  ก็จะตอบด้วยความมั่นใจเสมอว่าใช้ "ความรู้สึก"   รักก็บอกว่ารัก  เสียใจก็บอกว่าเสียใจ  บางครั้งลูกก็ทำผิด  บางครั้งแม่ก็เป็น    บางครั้งเราเผลอเราพลาดคิดถึงกันน้อยไปหน่อย  หรือไม่ตรองให้ถ้วนก่อนก็มี  แต่เราจะไม่ "ตั้งใจ" ทำผิดต่อกัน

เมื่อเราเลี้ยงดูเขาด้วยความเอาใจใส่  ไม่ใช่แค่เอาใจ  ลูกจะรู้ว่าที่เราทำไปไม่มีเจตนาจะทำให้เขาเสียใจ ถึงเขาจะเสียใจแต่ก็ไม่เสียความเชื่อมั่นว่าพ่อรัก  ดิฉันเชื่อว่าเขาเข้าใจพ่อคนนี้แน่นอนค่ะ

เป็นธรรมชาติของคนเราที่ ต้องเคยยึดมั่นถือมั่นกับความคิดของตนเองเป็นหลัก แต่พอได้ทำไปแล้วกลับรู้สึกไม่ดี รู้สึกแย่กับการกระทำนั้นๆ ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็คิดซะว่าเป็นการเตือนสติตัวเอง และใช้เป็นกรณีในการเรียนรู้ที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน อาจจะมองว่า "เราควรหาประโยชน์จากสิ่งที่สูญเสีย" แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกลับมารุนแรง คงต้องระวังความคิด กับความว่องไวในการตัดสินใจ

ที่ผ่านไปแล้ว ก็ให้ผ่านไป เป็นข้อเตือนใจในภายหน้าดีกว่าครับ

ขออนุญาต show & share นะครับ

เรียนอาจารย์ด้วยความเคารพ

 

ตอนที่ ขับรถออกไปน่ะ   อาการของจิตเป็นอย่างไร

สังเกตอาการของกายก็ได้  เพราะ อาการของกายจะฟ้องว่าจิตเกิด

ลมหายใจเป็นอย่างไร   เปิดประตูรถตอนหายใจเข้าหรือหายใจออก

Start รถ  ด้วยลมหายใจเบาหรือแรง 

เครียดเกร็งที่อวัยวะใดบ้าง  

ขณะ ขับรถ   เห็นตัวความคิดปรุงแต่งไหม  ก็ที่อาจารย์เล่ามาทั้งหมดนั่นแหละ   มันเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาเพราะจิตเกิดขุ่นมัว  เป็นอกุศลจิต  เป็น unwanted thinking

 

นี่แหละ เรียกว่า จิตเกิด  และค่อนข้างจะแรง   ขอแนะนำให้ใช้สมถะข่ม   ดีดความคิดต่างๆออกไป   เอาสติไปจับที่มือที่จับพวงมาลัย  จับที่ลมหายใจ   ดูถนน   ขับไปให้ปลอดภัย  บอกตนเองว่า ขับรถก่อน  เรื่องลูกเดี๋ยวค่อยคิด

ฝึกสมถะมากๆ จะมี พลังจิตสูง  แต่มักจะขาดกำลังสติ จะจบลงด้วยการเป็นฤษี  และ กลายไปพรหม

เป็นพรหม มันนาน  พระพุทธเจ้าผ่านไปหลายพระองค์ ตนเองก็ยังหลงในฌาน  หลงในกำลังสมถะ  หลงในฤทธิ์  

 

พอ จิตเบาบางลง ไม่ขุ่นมัวมากแล้ว   ก็หยุดสมถะ  หันมาพิจารณาขันธ์ห้า    ตามดู ความคิด(สังขาร)การปรุงแต่ง  ดูเวทนา (ทุกข์เพราะ ลูกไม่ได้ดังใจ   นี่แหละ ตั้งกฎเกณฑ์มาก ก็ทุกข์มาก   ลูกเป็นของ Ku ตัว Kuเป็นพ่อ  ลูกต้องฟังพ่อ)  

พอสติมา ปัญญาจะเกิด   สติหรือผู้รู้ จะบอกเองว่าให้ทำอะไร

ปัญญาที่เกิดจากสติ เกิดตอนจิตว่าง นี่แหละ  เป็นเลิศกว่าปัญญาที่เกิดจาก กำลังจิต  

ที่เกิดจากจิต  เป็นแนวทางฤทธิ์

ที่เกิดจากสติทำงานแทนจิต จิตว่างๆ  เป็นแนวทางปัญญาวิมุติ   

 

 

 

ขอบคุณอาจารย์มากครับ สำหรับคำแนะนำที่ค่อนข้างละเอียด และเป็นระบบยิ่ง
ขอบคุณครับที่อาจารย์ปพนธ์ เล่าให้ฟัง ให้ข้อคิดเยอะเลยครับ ยิ่งคนลูกสามอย่างผมด้วยแล้ว ยิ่งให้แง่คิดมากครับ