ท่านอาจารย์ดอกเตอร์รอบิน เอ็น. สมิธ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัย RMIT เมลเบิร์น ออสเตรเลียทำการศึกษาในคนไข้ผู้ชายที่มีโรคสิว อายุ 15-25 ปี 43 คน

พวกเราคงจะได้ยินได้ฟังเรื่องอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ (low glycemic index) เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ มาแล้วไม่มากก็น้อย วันนี้มีข่าวดีที่ว่า อาหารประเภทนี้ดีกับผิวพรรณมาฝากครับ...

อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำได้แก่ อาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นช้าๆ และลดลงช้าๆ ตัวอย่างอาหารประเภทนี้ได้แก่ อาหารประเภทแป้งที่มีเส้นใย (ไฟเบอร์) สูง ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ถั่ว นมไขมันต่ำ หรือนมไม่มีไขมัน

ผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น กล้วย ส้ม ฯลฯ มีดัชนีน้ำตาลค่อนไปทางต่ำ ทว่า... ถ้าคั้นมาดื่มเฉพาะน้ำผลไม้จะทำให้ค่าดัชนีน้ำตาลสูงขึ้น เนื่องจากร่างกายย่อยได้เร็วขึ้น

อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงได้แก่ อาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็ว และลดลงเร็ว ทำให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินออกมาลดระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นเร็วคราวละมากๆ เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานอีกต่อหนึ่ง

ตัวอย่างอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงได้แก่ ธัญพืชขัดสี เช่น ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมจีน ขนมปังขาว น้ำตาล ฯลฯ มันฝรั่ง ผลไม้ที่หวานจัด เช่น สับปะรด ฯลฯ

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง หรือการกินอาหารที่มีแป้ง-น้ำตาลคราวละมากๆ อาจมีความสัมพันธ์กับโรคผิวหนัง เช่น สิว ฯลฯ หรือโรคอ้วนลงพุงได้

ท่านอาจารย์ดอกเตอร์รอบิน เอ็น. สมิธ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัย RMIT เมลเบิร์น ออสเตรเลียทำการศึกษาในคนไข้ผู้ชายที่มีโรคสิว อายุ 15-25 ปี 43 คน

การศึกษานี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม

  • กลุ่มที่ 1 ให้กินอาหารทั่วไป
  • กลุ่มที่ 2 ให้กินอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ (low glycemic index) ซึ่งประกอบด้วยพลังงานจากโปรตีน 25% คาร์โบไฮเดรตชนิดดัชนีน้ำตาลต่ำ 45% เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท(ขนมปังสีรำ ทำจากข้าวสาลีไม่ขัดสี) ถั่ว ฯลฯ

เมื่อติดตามไป 12 สัปดาห์พบว่า กลุ่มที่กินอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำมีสิวน้อยกว่ากลุ่มที่กินอาหารทั่วไป

การศึกษานี้อาจอธิบายได้ว่า ทำไมแนวคิดการกินอาหารจากธรรมชาติหลายอย่าง ซึ่งเน้นการกินธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ฯลฯ และลดธัญพืชขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว น้ำตาล ฯลฯ มีส่วนทำให้ผิวพรรณดีขึ้น

วิธีกินอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำให้ดีกับสุขภาพได้แก่

  1. เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เปลี่ยนขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท(สีรำ)
  2. ลดการกินก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ และแป้งขาวให้น้อยลง
  3. ลดการกินน้ำตาล เครื่องดื่มใส่น้ำตาล เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน กาแฟ-ชาใส่น้ำตาล ฯลฯ ให้น้อยลง
  4. ลดผลไม้หวานจัดให้น้อยลง เช่น สับปะรด มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ เปลี่ยนเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง กล้วย ส้ม ฯลฯ
  5. เปลี่ยนน้ำผลไม้เป็นผลไม้ทั้งผล เพื่อเพิ่มเส้นใย(ไฟเบอร์) และชะลอการย่อยอาหารให้ช้าลง
  6. อาหารประเภทถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลือง(ที่ไม่เติมน้ำตาล) ฯลฯ ส่วนใหญ่มีดัชนีน้ำตาลต่ำมาก เมื่อนำมากินพร้อมอาหารชนิดอื่นจะช่วยให้ดัชนีน้ำตาลโดยรวมลดลงได้
  7. ถ้าจำเป็นต้องกินอาหารข้อ (2), (3), (4), (5) ให้กินหรือดื่มพร้อมอาหารประเภทผัก ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ ถั่ว นมไขมันต่ำ หรือนมไม่มีไขมัน เพื่อชะลอการย่อยอาหารให้ช้าลง
  8. กินอาหารข้อ (2), (3), (4) พร้อมผัก ถั่ว อาหารประเภทไขมันต่ำ และควรเป็นไขมันชนิดดีคือ ไขมันจากน้ำมันพืชที่ไม่ใช่กะทิ และน้ำมันปาล์ม เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง ฯลฯ อาหารไขมันต่ำมีส่วนช่วยชะลอการย่อยอาหารให้ช้าลง ทำให้หิวช้าลงได้ (ดีกว่าอาหารไม่มีไขมันเลย)
  9. กินผักผลไม้รวมกันให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วนบริโภค (1 ส่วนบริโภคเท่ากับกล้วยขนาดกลาง 1 ผล หรือหลอดไฟฟ้าชนิดมีไส้) และกินผักให้มากกว่าผลไม้ เนื่องจากผักมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าผลไม้
  10. หัดดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มเติมน้ำตาล
  11. ถ้าหิวบ่อย หรือต้องการลดความอ้วน... น้ำข้าวโอ๊ต หรือน้ำต้มธัญพืชไม่ขัดสี เช่น น้ำอาร์.ซี. (แบบชีวจิต) ฯลฯ มีส่วนช่วยลดความหิวกรณีลดความอ้วน หรืออ้วนลงพุงได้
  12. ออกกำลังทุกวัน... อย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 30 นาที ถ้าอ้วนหรืออ้วนลงพุง ให้เพิ่มการออกกำลังทีละน้อยๆ จนรวมกันเป็นอย่างน้อยวันละ 60 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลและไขมันจากเลือดไปใช้เพิ่มขึ้น
  13. ไม่จำเป็นต้องออกกำลังรวดเดียวคราวละนานๆ... จะออกกำลังช่วงสั้นๆ วันละหลายช่วงก็ได้ เช่น คราวละ 10-30 นาที ฯลฯ และเสริมการออกแรง-ออกกำลัง เช่น เดินขึ้นลงบันได ล้างรถ ถูพื้น ทำงานบ้าน ฯลฯ
  14. ออกกำลังแบบตะวันออก เช่น รำกระบองแบบคุณป้าบุญมี(โปรดดูในวารสารหมอชาวบ้าน) รำกระบองชีวจิต ไทเกก-ชี่กง โยคะ มวยจีน ฯลฯ เพื่อคลายเครียด เนื่องจากความเครียดมีส่วนเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น
  15. ฝึกหายใจให้ช้าๆ ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที หรือฝึกสมาธิที่กำหนดลมหายใจ อย่างน้อยวันละ 15 นาที เพื่อคลายเครียด (ความเครียดมีส่วนเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น) และป้องกันโรคความดันเลือดสูง

ผลของอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำต่อการเกิดสิวเป็นการศึกษาแรกเริ่ม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุน หรือคัดค้านกันต่อไป

สิ่งที่น่าดีใจตอนนี้คือ เราไม่จำเป็นต้องลดอาหารอร่อยๆ เช่น ไอสกรีม ฯลฯ จนเป็นศูนย์ หรือเลิกกินไปโดยเด็ดขาด

ขอเพียงกินอาหารอร่อยๆ เหล่านี้นานๆ ครั้ง ครั้งละน้อยๆ หน่อย และกินพร้อมอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ผัก ข้าวกล้อง ถั่ว เต้าหู้ อาหารไขมันต่ำที่มีน้ำมันพืชชนิดดี (ไม่ใช่กะทิและน้ำมันปาล์ม) ฯลฯ เพื่อให้การย่อยอาหารช้าลงหน่อยก็ใช้ได้

การกินอาหารพร้อมกันให้หลากหลาย เน้น "ผักครึ่งหนึ่ง-อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง" แบบที่กรมอนมัยแนะนำนั้นน่าจะเป็นสูตรอาหารที่ดีกับสุขภาพมาก และป้องกันโรคอ้วน-โรคอ้วนลงพุงได้

ถ้าจำเป็นต้องกินอาหารนอกบ้าน หรือซื้ออาหารสำเร็จรูปมากิน... วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ "อะไรๆ ดีขึ้น" ได้แก่

  1. เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง อย่างน้อยวันละ 2 มื้อ
  2. พกข้าวกล้อง+กล่องผักไปกินกับอาหารอื่นนอกบ้าน
  3. ดื่ม "น้ำข้าวโอ๊ต" เพื่อลดดัชนีน้ำตาล และลดความหิว เพื่อไม่ให้กินมากเกิน
  4. พกผักง่ายๆ เช่น แตงกวา แครอท มะเขือเทศ ฯลฯ เสริมไปในอาหาร
  5. ดื่มน้ำผักง่ายๆ เช่น น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ เสริม

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ข่าวประกาศ...                                                  

  • เนื่องจากผู้เขียนมีภาระงานมากเกิน อินเตอร์เน็ตที่อาศัยโรงพยาบาลใช้อยู่ช้ามาก จำเป็นต้องปิดส่วนความคิดเห็นในบล็อก "บ้านสุขภาพ" และงดตอบปัญหาไปพลางก่อน...

ขอแนะนำ...                                                    

  • รวมเรื่องสุขภาพ > "ดัชนีน้ำตาล (glycemic index)"
  • [ Click - Click ]
  • รวมเรื่องสุขภาพ > "สุขภาพผิวหนัง / ผิวพรรณ"
  • [ Click - Click ]
  • รวมเรื่องสุขภาพ > "ลดความอ้วน"
  • [ Click - Click ] 
  • ขอแนะนำบล็อก > "บ้านสาระ"
  • http://gotoknow.org/blog/talk2u

    แหล่งที่มา:                                       

  • Many thanks to Reuters > Low glycemic load diet may improve acne > [ Click ] >  http://www.reuters.com/article/healthNews/idUSCOL06845320070720 > July 20, 2007. // source: American Journal of Clinical Nutrition, July 2007.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก บ้านสุขภาพ มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT ศูนย์มะเร็งลำปาง
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ จัดทำ > 23 กรกฎาคม 2550