การจัดการความขัดแย้ง

งานมหกรรมกระบวนกรในครั้งนี้ มีแขกพิเศษคือปีเตอร์ เฮิร์สต์ และครอบครัว คือลอเรนและไมเคิล ปีเตอร์เคยเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนาโรปะ ประเทศสหรัฐอเมริกา และเดินทางมาเมืองไทยเรื่องการทำหลักสูตร contemplative education ที่มหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยนาโรปะ (Naropa University)

 เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช

มหาวิทยาลัยนาโรปะก่อตั้งโดยเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช  Chögyam Trungpa, Rinpoche ท่านเชอเกียมเป็นพระธิเบต พุทธศาสนาสาย Kagyü and Nyingma ท่านได้เดินทางมาศึกษาด้านวิชา comparative religion, philosophy และ fine art อยู่ที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด อยู่หลายปี ก่อนจะเดินทางไปอเมริกา

ตั้งแต่ปี 1970 ท่านเชอเกียมได้เริ่มแพร่คำสั่งสอนทางพุทธศาสนาในอเมริกา ต่อมาได้ก่อตั้ง Naropa Institute และกลายเป็นมหาวิทยาลัยนาโรปะในที่สุดตั้งแต่ปี 1974 โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเชื่อมโยงการเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ เข้ากับ western scholastic tradition

จากวิสัยทัศน์ของท่านเชอเกียม แปลงเป็นหลักปรัชญา และกรรมวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยนาโรปะ เกิดเป็นแนวทางการศึกษาที่ให้ทางเลือกใหม่ในการเข้าถึง "องค์ความรู้ และการศึกษา" 

 

ปีเตอร์มีประสบการณ์ทั้งการสอนและการบริหารมาหลายปี ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันงดงาม (ที่เราไม่ได้พลาดจะฉวย!!!) ในการที่จะล้วง ควัก ดูด ซึม ให้มากที่สุด เราก็ได้จัด stage ให้ทั้งปีเตอร์และลอเรน นั่งเป็นวง questions and answers session ปรากฏว่าเราก็มีคำถามมากมายหลากหลาย และการตั้งใจตอบคำถามที่บางครั้งมีการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกว้างไกล ก็เป็นไปอย่างอุตสาหะอย่างยิ่งของคนตอบทั้งคู่ (ไมเคิลวิ่งไปมาอยู่รอบๆ เอ่อ ลืมบอกไปว่าไมเคิลยังเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่เลยครับ)

หนึ่งในปรัชญาของ comtemplative education ก็คือการเปิดกว้าง ยอมรับ สนใจ ในความแตกต่าง ถือเป็นความรุ่มรวยของความรู้ ฉะนั้นคำถามที่น่าสนใจคือ "แล้วชาวนาโรปะจะมีความขัดแย้งไหมนี่? ถ้ามีจะทำอย่างไร?"

การจัดการความขัดแย้ง (conflict management)

รู้สึกว่าจะเป็นปัญหาโดนใจคนตอบพอสมควร และทั้งสองคน (ปีเตอร์และลอเรน) ก็เลยตอบเป็นเรื่องเล่าแทน!! (สมกับงานจริงๆเลยนะนี่)

ครั้งหนึ่งเคยมีปัญหาร้องเรียนมาจากนักศึกษาหญิง เรื่องพฤติกรรมที่เธอไม่ชอบของนักศึกษาชายคนหนึ่ง ที่ในสายตาของเธอ เป็นอะไรที่ "เกินเลย" จาก ขอบเขตที่ยอมรับได้ แม้แต่สำหรับมาตรฐานนาโรปะ (ตามความคิดเห็นของเธอ) ปรากฏว่าเรื่องนี่กลาย ขยาย จาก การไม่ลงรอย ไม่สามารถตกลงกันได้ของนักศึกษาธรรมดาๆ เป็นการท้าทายกับตัวตน และปรัชญาของมหาวิทยาลัยโดยตรง

ความต่างแค่ไหน ที่เราจะเรียกว่า "ยอมรับได้" หรือว่าต้องยอมรับได้ทุกอย่าง และถ้าไม่ทุกอย่าง อะไรจะเป็นเกณฑ์?

เรื่องราวของนักศึกษาคนนี้ก็มีการอภิปรายกัน ทั้งวงนักศึกษา และวงของอาจารย์ ทั้งใช้ความรู้สึก อารมณ์ ความนึกคิด เหตุผล ปรัชญา ความต่างของสังคม ประเพณี และระบบความคิด ได้ถูกนำมาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างกว้างขวาง และอย่างลึกซึ้ง เหตุผลและฐานความคิดของทั้งสองคน มีคนเห็นด้วยและ backup พอๆกัน และยืนอยู่บนฐานของนิเวศน์วิทยา สังคมศาสตร์ ว่าด้วยประเพณี ระบบความคิด ความเชื่อ

สุดท้ายก็มีการวางเส้นกำหนด (เฉพาะคู่นี้) ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ฝ่ายหญิงยืนยันว่าห้ามเกินเลย และฝ่ายชายจะไม่สามารถ take liberty ก้าวก่ายเลยจุดนี้ไป ผลสรุปนี้ก็ไม่ได้ทำให้เกิด consensus ว่าดีที่สุดอยู่ดี

แต่ประเด็นสำคัญคือ เหตุการณ์ที่ได้กระตุ้นการพูดจา การแสดงความคิดเห็น อย่าง mature ของคนภายในชุมชน โดยที่ไม่มีใครถือไพ่ "ข้าถูกที่สุด" มาใช้ และแม้ว่าจะไม่ได้ consensus แต่ก็ได้ "ข้อตกลง" ที่ผ่านการพูดจา ใคร่ครวญมาใช้ต่อไป

การบริหารความขัดแย้งนั้น ถ้าเพิ่มการ "พูดจา สนทนา" แลกเปลี่ยนกัน ต่อให้ผลลัพธฺ ณ ปัจจุบัน ยังไม่เป็นอะไรทีสมบูรณ์ แต่ก็จะเกิดการ set มาตรฐานการ approach ว่าอย่างไรจึงจะเป็นการทำให้เกิดการ "พัฒนา" stage of consciousness ไปข้างหน้า

ที่แน่ๆก็คือ แม้แต่คนฟังเรื่องเล่า เมื่อจบเรื่องแล้ว ก็ยังมีอาหารความคิด ให้ค่อยๆขยอกออกมาเคี้ยวใหม่ รับรสใหม่ ได้อีกนานทีเดียว