บันทึกก่อนหน้านี้ (“พอแล้ว พอกัน”) ผมได้เล่าเรื่องการขอตำแหน่ง ผศ. ของผมให้คุณได้อ่านพร้อมตบท้ายด้วยคำถามขอความเห็นในการเลือกเส้นทางการทำงานของผมให้คุณช่วยตอบ

ในบันทึกนั้นผมได้บอกถึงสิ่งที่ผมได้ทราบอย่างไม่เป็นทางการจากทางคณะฯ ว่า “ผลงานทางวิชาการของผมหาคนอ่านได้ยากเหลือเกิน” คนที่ยอมรับที่จะอ่าน 4 คนแรก ส่งกลับมาก็เพียงแค่ 2 คน คณะฯ จะหาคนอ่านเพิ่มอีกคนให้ครบ 3 ก็หายากหาเย็น

เมื่อหาคนอ่านอย่างเป็นทางการไม่ได้ ก็มาอ่านกันเล่นๆ ดูแล้วกันนะครับ เอกสารเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะตอนนั้นเขาบอกผมว่ามหาวิทยาลัยสนับสนุนให้ทำเอกสารภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่รอช้าทีเดียว ด้วยความที่พึ่งจบกลับมาแค่ปีกว่าๆ ภาษาอังกฤษยังกระชับอยู่ แถมศัพท์แสงต่างๆ ด้านนี้ก็เป็นภาษาอังกฤษ เขียนภาษาอังกฤษเลยกลายเป็นเขียนง่ายกว่าภาษาไทยไป

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าเอาเอกสารผลงานทางวิชาการพวกนี้ที่อยู่ระหว่างการประเมินออกมาให้อ่านกันนี่จะ “ผิดระเบียบ” อะไรหรือเปล่า แต่ถ้าผิดระเบียบ ระเบียบนั้นก็ไร้สาระอย่างน่าตกใจ เพราะผลงานทางวิชาการที่ดีที่เจ้าของมีความมั่นใจในผลงานตัวเอง ตัองสามารถเปิดเผยแก่สาธารณะชนได้ ถ้าเปิดเผยไม่ได้ต้องแอบๆ ซ่อนๆ แล้วจะเป็นผลงานทางวิชาการที่ดีได้อย่างไร เอาเถอะ ถ้ามันจะผิดระเบียบก็ให้มันรู้กันไป (ว่าประเทศไทยมีระเบียบอย่างนี้ด้วย)

ผมส่งผลงานทางวิชาการเพื่อการขอตำแหน่ง ผศ. ประเภท “สิ่งประดิษฐ์” ครับ สิ่งประดิษฐ์ของผมคือโปรแกรมชื่อ BlogExpress ที่หลายๆ คนได้มีโอกาสใช้กันแล้ว

เพื่อการส่งสิ่งประดิษฐ์นี้เพื่อพิจารณาผมเขียนเอกสารประกอบด้วย ได้แก่

1. BlogExpress Technical Report (PDF) เป็นรายงานอธิบายในหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนา รวมทั้งการรายงานความสำเร็จของโปรแกรมนี้ และตัวอย่างของการที่โปรแกรมนี้ได้มีการนำไปใช้

2. BlogExpress User Manual (PDF) นี่เป็นคู่มือการใช้งานโปรแกรม BlogExpress

3. BlogExpress: Tools of the Trade for Knowledge Management (PDF) นี่เป็นบทความสั้นๆ (8 หน้า) ถึงประโยชน์ของ BlogExpress เพื่อการจัดการความรู้ ผมเห็นประโยชน์ของ Blog กับการจัดการความรู้มานานแต่ผมทำ dissertation เกี่ยวกับ User Modeling ก็ไม่เกี่ยวกับ KM จนกระทั่งจบกลับมา (พ.ศ. 2545) จึงได้มีโอกาสนั่งเขียนโปรแกรม BlogExpress และได้แจกจ่ายให้ใช้ในปี พ.ศ. 2546 ด้วยความหวังว่าจะพัฒนาให้กลายเป็น “the tool of the trade” for KM เนื้อหาในบทความนี้ตอนหลังได้ใช้ใน proposal เพื่อขอทุนจาก สกว. (และ สคส.) ด้วย

4. BlogExpress CD (PDF) นี่เป็นหน้าปก CD ที่ผมทำให้คนอ่านเพราะสิ่งที่ผมส่งให้พิจารณาเป็นหลักคือสิ่งประดิษฐ์ (ตัวโปรแกรม) ดังนั้นผมเลยทำ CD ให้ด้วย คนอ่านจะได้ไม่ต้อง download เอง ส่วนท่านที่อ่านจากตรงนี้ อย่าลืม download โปรแกรม BlogExpress มาใช้ด้วยนะครับ ใช้ตอนนี้อาจไม่รู้สึกว่าเป็นโปรแกรมที่แปลกใหม่อะไร แต่ขอให้นึกว่าโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมประเภท RSS Reader ตัวแรกๆ ของโลกที่มีให้ใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ตั้งแต่สมัยแม้กระทั่งคนในอเมริกาก็ยังไม่รู้จัก RSS นะครับ

5. BlogExpress Source Code (PDF) เนื่องจากผมส่งสิ่งประดิษฐ์ ดังนั้นผมเลยแนบ source code ของ BlogExpress ให้คนอ่านด้วย แต่ที่นำมาให้อ่านกันนี้เป็นแค่ 4 แผ่นแรกของเอกสารนี้นะครับ เพราะแม้ BlogExpress จะเป็น freeware แต่ไม่ได้ open-source และตอนนี้กำลังใจที่จะทำการ open-source เจ้า BlogExpress นี้ เหลือประมาณศูนย์กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมจึงยังไม่ขอเปิดเผย source ก่อน เอกสารนี้เลยให้คุณเห็นได้แค่ 4 แผ่น ต้องเป็นคนอ่านอย่างเป็นทางการครับ ถึงได้เห็น source code

ที่น่าเสียใจก็คือคนอ่านอย่างเป็นทางการ 2 คนใน 4 คน ได้เห็น source code แล้ว แต่ไม่ได้ส่งแบบประเมินกลับมา คณะฯ บอกว่าติดต่อหาตัวไม่ได้เลย กลายเป็นบุคคลสาบสูญที่คณะวิทยาการจัดการ ม.สงขลานครินทร์ ติดต่อไม่ได้ไปแล้ว

ที่จริงแล้ว ผมไม่กลัวและไม่ว่าเลยสักคำถ้าจะประเมินผมผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ขอให้ส่งเอกสารการประเมินกลับครับ การไม่ส่งกลับนี่คือการทำร้ายชีวิตผมเป็นเวลา 1 ปี กับ 4 เดือน เพราะคณะฯ ก็ทำอะไรต่อไม่ได้ ระบบบอกว่าต้องรอ และรอ และรอ และรอ ไปจนกว่าคนอ่านจะส่งกลับมา แล้วชีวิตผมก็ต้อง รอ รอ และรอ อย่างทำอะไรไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือระบบในวงการวิชาการของไทย

ผมถอดใจไปแล้วเรื่องการขอตำแหน่งครั้งนี้ ผมเริ่มรู้ตัวว่าผมขาดความสามารถที่จะอยู่กับระบบที่ชีวิตของเราอยู่ในมือคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ตอนผมเรียนปริญญาเอก ผมคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเกือบทุกวัน (ปัจจุบันก็ยัง chat กัน online) และทุกสัปดาห์ผมจะได้คุยกับ committee คนใดก็คนหนึ่งนิดๆ หน่อยๆ ไปเรื่อยๆ แต่พอมาเจอระบบที่เราไม่รู้ว่าใครอ่านงานของเรา ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรทั้งนั้น ต้องรอฟังผลอย่างเดียว นานแค่ไหนก็ต้องคอย ผมงงครับ เสียศูนย์และเสียความสามารถในการทำงานไปเยอะ เพราะไม่รู้ว่าควรทำงานอย่างไรถึงจะสอดคล้องกับระบบแบบนี้ได้

ผลของการขอตำแหน่งทางวิชาการครั้งนี้สอนผมหลายอย่าง อย่างที่สำคัญที่สุดคือผมเรียนรู้ว่า “ไม่ว่าจะพร้อมทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ในบางระบบ” เพราะผมตั้งใจไว้ว่าถ้าคนอ่านส่งแบบประเมินกลับมาภายใน 45 วันตามกำหนดจริงๆ แล้ว แม้ทุกคนจะให้ไม่ผ่าน ผมก็พร้อมที่จะทำงานหนักแก้ไขและส่งใหม่ ผมไม่กลัวไม่ผ่านเลยจริงๆ เพราะผมพร้อมและตั้งใจที่จะทำงานหนักให้ผ่านอยู่แล้ว จะกี่ครั้งกี่รอบผมก็สู้ สมัยเรียนผมแก้ dissertation ของผมสักร้อยรอบได้มั้ง ดังนั้นเรื่องนี้ผมมีประสบการณ์และพร้อมจะทำ แต่การไม่ส่งกลับมาเป็นเวลาถึง 1 ปี 4 เดือนนี่สิ การพร้อมทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ทำ ต้องรออย่างเดียว และเป็นการรออย่างไม่มีจุดหมายอีกต่างหาก

ผมบอกตรงๆ ครับ ว่าผมไม่อยากเชื่อว่านี่คือระบบวิชาการของประเทศไทย ยอมแพ้ครับ แพ้อย่างหมดเชิงทีเดียว บอกตรงๆ ว่าไม่รู้จะทำอะไรต่อไปกับชีวิตการทำงานดี จะเป็นนักวิจัยที่ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ เป็นได้ไหม จะเป็นอย่างไรดี เพราะถ้าระบบเป็นอย่างนี้แล้วถ้าผมขอตำแหน่งอีกครั้งผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม คือ “ไม่อ่าน ไม่ส่งกลับ ไม่ติดต่อกลับ” มันก็ไม่มีประโยชน์

หรือหาทางออกจากระบบออกมาก็ติดว่าต้องใช้ทุนอีก จริงๆ ถ้าต้องใช้ก็เหลือแค่ 4 ล้านเอง ถ้าตั้งใจทำงานเก็บเงินผ่อนก็น่าจะไหว

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งๆ ที่ตั้งใจมาทำงานใช้ทุนให้เต็มที่แล้ว กลับต้องมานั่งคิดอย่างนี้ บางสิ่งบางอย่างในชีวิตช่างนอกเหนือความคาดหมายจริงๆ