แม้จะตามรู้ได้บ้าง แต่ละไม่ได้ จวบจนไม่ตั้งใจจะละ จึงละได้ด้วยธรรมชาติที่สมดุล ทั้งกาย ใจ และสิ่งแวดล้อมคือธรรมชาติอันเป็นหนึ่งเดียว

        หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ฉันต้องใช้พลังกายและใจในการทำงานสูงมาก เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่ พยาธิสภาพทางกายที่จะเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมนสูง ซึ่งมักจะทำให้ฉันมีอาการปวดมึนศีรษะ ร้อนๆ ในกายไม่ค่อยสบายเนื้อตัวและหัวใจ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ รพ.ต้องมีงานใหญ่ คือครบรอบวันเกิดปีที่ 13 (19 กรกฎาคม) โดยปีนี้จัดทอดผ้าป่าสามัคคี (ครั้งที่ 3) เนื่องจาก รพ.ของเราได้รับจัดสรรงบประมาณรายหัวประชากรไม่เพียงพอ อันมีข้อจำกัดที่เป็น รพ.ชายขอบ ประชากรในพื้นที่น้อย แต่ผู้รับบริการเป็นคนอีก 3 จังหวัดที่ติดต่อ ซึ่งนโยบายนี้ยังไม่เอื้อกับองค์กรแบบเรา
      

img508/5316/01bb6.jpg

        ฉันรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและพิธีกรเหมือนเคย งานเสร็จเวลา 13 นาฬิกา จิตใจของทุกคนเปี่ยมด้วยปีติแห่งแรงศรัทธาในเมตตาจิต และกระแสบุญที่ร่มเย็นปกคลุมอยู่ทั่วพื้นที่ อากาศไม่ร้อน ฝนไม่ตก ทั้งก่อนวันงานและวันงาน รายได้เข้ามามากกว่าความคาดหวัง และพวกเรายุ่งกับภาระงานจนแทบไม่มีเวลาบอกบุญ มีผู้ใหญ่บางท่านต่อว่ามาว่า “ทำไมไม่บอก พึ่งรู้ก่อนวันงาน 2 วันเอง” พวกเราจึงคิดว่าปีนี้เงินคงเข้ามาไม่มาก
       

        ด้วยแรงบุญหรือสิ่งใดก็ตาม งานบุญนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีมากๆ ไม่มีอุปสรรคใดๆ ฉันทำหน้าที่ของตัวเองทั้งต่อสาธุชน พระภิกษุสงฆ์ ด้วยจิตสงบเย็น เป็นสุข และออกอาการมาทางวาจาในฐานะพิธีกร เสียงที่สะท้อนกลับมาบอกให้รู้ว่า จิตใจฉันสงบเย็น และเป็นสุขจริงๆ 
         

        ตกบ่ายหลังเลิกงานด้วยพยาธิสภาพทางกาย ทำให้ฉันอ่อนล้า มึนศีรษะง่าย ต้องชงไมโลอุ่นๆ ดื่ม ซึ่งก็ดีขึ้นมากๆ  จากนั้นก็เร่งงานเอกสารที่ต้องทำเบิก OT ให้กับน้องๆ พยาบาลทั้งเดือนให้เสร็จเพราะวันศุกร์ต้องไปประชุมที่จังหวัด 2 งานในวันเดียวกัน ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ต้องใช้เวลากลางคืนมาทำกับน้องเภสัชกร ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรในที่ทำงาน
        

         วันศุกร์ เดินทาง จาก รพ.เข้าไปประชุมที่ จังหวัด (ห่างจาก รพ. 55 กิโลเมตร)  2 การประชุมที่แทบไม่เหลือเวลาให้รับประทานอาหารกลางวัน ตกบ่ายเป็นการประชุมเตรียมงาน “มหกรรมสร้างสุขภาพระดับจังหวัด”  ซึ่งมีงานให้ฉันทำเพิ่มขึ้น คือ การเป็นพิธีกรของงาน (อีกแล้ว) นอกจากการประสานงานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพของอำเภอบ้านแพรกที่พึ่งได้รับโล่รางวัลจากกรมอนามัยมาหมาดๆ ไปจัด บูธ ร่วมกับพาคนในอำเภอไปร่วมงานอีก 30 คน ในวันที่ 25 ที่จะถึงนี้ ฉันกลับมาบ้านตอนเย็นด้วยความรู้สึกหนักที่บ่า...ด้วยรู้สึกว่าภารกิจตอนนี้มีมาอยู่เรื่อยๆ โดยตัวเองยังไม่ได้ทันตั้งตัวสักเท่าใด ซึ่งพร้อมๆกับงานใน รพ.ที่ หัวหน้าก็กำลังจะมอบหมายหน้าที่ใหม่...แถมด้วยโครงการแบบฉับพลันทันที ...ที่รับมาให้ทำ...หัวค่ำวันศุกร์ฉันนอนแผ่อยู่บนเตียง จะหลับไม่หลับหลังอาหารเย็นกว่าจะต้านความขี้เกียจไปอาบน้ำได้ก็เวลา 21.30 น. อาบน้ำเสร็จรู้สึกว่าสดชื่นขึ้น สวดมนต์เสร็จ   ตั้งใจจะนั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง แต่นั่งได้พักเดียวก็วูบ อยู่ 3 ครั้ง ชั่งใจแล้วว่าไม่ควรฝืนสัญชาตญาณ จึงเปลี่ยนเป็นนอนสมาธิหลับไปโดยเร็ว
        

         เช้ามืดเวลา 05.10 น.ตื่นนอนด้วยความมึน ซึม หดหู่ และความไม่รู้ที่มา ลุกไปทำอาหารให้คุณพ่อกับคุณแม่ พร้อมการตามรู้ดูจิตเป็นพักๆ ก็พบว่ายังซึมอยู่ เริ่มรู้สึกถึงความแปลกไป จิตเริ่มแสดงกิเลสที่จะให้ความซึม หดหู่หายไป ด้วยการเดินออกมาดูแสงอาทิตย์ที่เป็นริ้วสีทองฉาบทาขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก อีกฟากฝั่งแม่น้ำ เพราะสิ่งนี้หลายๆครั้งทำให้ฉันมีความสุขโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่คราวนี้ ฉันยืนดูสักพัก ก็ยังเหมือนเดิม ตามดูจิตก็รู้ว่าฉันมีกิเลส ความอยาก เป็นอกุศลจิต เพราะฉันอยากหายจากอาการจิตเซื่องซึม หดหู่  จึงตัดสินใจที่จะดูจิตไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับภาระกิจในการทำอาหาร
        

          หลังจากทำอาหารเสร็จ ฉันออกไปเล่นโยคะ ที่สวนหย่อมหน้าบ้านเพื่อเปิดรับอากาศและท้องฟ้าที่เปิดโล่ง เปิดเพลงให้ดังลอดหน้าต่าง ผสานกับเสียงนกนาๆชนิดที่ร้องและบินผ่านกันไป ยอดหญ้าเขียวขจีมีน้ำค้างเกาะแพรวพราวด้วยแสงอาทิตย์ที่เริ่มฉายแสงตกกระทบ ลมเย็นแตะต้องผิวกาย ความสุขสบายเริ่มมาเยือน เพียงท่าที่ 4 – 5 ความหดหู่ ไม่มีเหลือแล้ว (คราวนี้ฉันมิได้ตั้งใจให้ความหดหู่หายไป แต่ฉันมีสมาธิบ้าง เจริญสติ สลับกับความเผลอลืมเนื้อลืมตัวไปกับความคิดและธรรมชาติบ้าง...ธรรมชาติเยียวยารักษาใจ โดยปราศจากกิเลสมาบงการก่อกิจ)
        

        ตามปกติแล้วตอนเช้าอย่างนี้ฉันจะเล่นโยคะในบ้าน สัมผัสธรรมชาติเวลามองออกไปนอกหน้าต่างกระจก เพราะหญ้ายังเปียก แต่คราวนี้ฉันปูเสื่อโยคะบนซีเมนต์ข้างสวนหย่อม เป็นครั้งแรก เลยได้พบกับอุปสรรคที่ไม่เคยพบ คือ มีตัว “ตะเข็บ” (ไม่รู้ว่าถิ่นอื่นเรียกแบบใด แต่ที่บ้านฉันเขาเรียกกันอย่างนี้ มันเหมือนกิ้งกือ แต่ตัวเล็ก ยาวเพียงประมาณ 1 นิ้ว สีดำหรือน้ำตาลเข้ม) ที่เดินผ่านไปผ่านมาหลายตัว สัญญาต่างๆในวัยเด็กก่อกวนการภาวนาเวลาโยคะ
       

        ในวัยเด็กฉันเกลียดและกลัว กิ้งกือและตัวตะเข็บมากที่สุด เนื่องจากในช่วงหน้าฝนพวกเขาจะเดินกันเต็มไปหมด รวมทั้งเดินขึ้นผนังบ้าน มีคนข้างบ้านบอกว่า สัตว์ชนิดนี้เข้าหูเด็กจนเลือดไหล ทำให้ฉันกลัวสุดขีด ถ้าเจอสัตว์ชนิดนี้ตรงไหนก็จะกำจัดชีวิตพวกเขา ด้วยความเกลียดกลัวเป็นที่สุด (เขาเป็นสัตว์ที่ฉันเกลียดและกลัวที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่ามีบาปเวรอะไรผูกพันกันมา) ซึ่งเมื่อโตขึ้นฉันกลัวบาปที่เคยทำลงไป เวลาทำบุญ หรือนั่งสมาธิ แผ่เมตตา จะอุทิศส่วนกุศล ให้กับพวกเขา แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ บางครั้งก็คิดเข้าข้างตัวเองไปบ้างว่า เขาอาจตามมาใช้กรรมจากเราก็ได้
        

        ระยะหลังๆ ที่ฉันเจริญสติ สมาธิ และเมตตา ฉันอยู่ใกล้พวกเขาได้มากขึ้น  ความเกลียดกลัวลดลงไปมากๆ เวลาไปตักน้ำในโอ่งสมัยเก่าที่ตั้งไว้สำหรับรดน้ำต้นไม้ในบางจุดของสวน โดยมีพวกเขาไต่อยู่ปากโอ่งฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไร..เพราะระยะหลังนั้น ...ฉันเข้าใจลึกซึ้งในความเป็นหนึ่งเดียวของเหล่าสรรพชีวิตและโลกใบนี้ และนาทีนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ให้กับฉันมากขึ้น
        

         ฉันนอนบนเสื่อโยคะที่หนาประมาณ ครึ่งเซนติเมตร รอบๆ มีตัวตะเข็บคอยจะเดินผ่านมาเมื่อถึงเสื่อก็เดินเลาะไป ท่าเล่นโยคะที่เป็นท่ายืนคงไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อถึงท่านอน ความทรงจำ และจินตนาการที่คนเคยบอกว่าสัตว์ชนิดนี้เข้าหูจนเลือดไหล มารบกวนเป็นระยะๆ  และจู่ ๆก็มีตัวหนึ่งที่เหมือนพยายามจะปีนเสื่อแล้วล้มเลิก...ทำให้ฉันต้องเอาไม้กวาดปัดเขาออกไปเบาๆ ให้ไปห่างๆ ด้วยเกรงว่าบางตัวจะทะลึ่งเดินขึ้นเสื่อและบางตัวจะเดินมุดไปใต้เสื่อ ซึ่งบางท่วงท่าของฉันอาจทำร้ายพวกเขาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อปัดเขาไปและเห็นเขาเบนหัวไปทิศทางอื่นก็เบาใจเล่นต่อได้
        

        จวบจนท่าหนึ่งที่ต้องนอนราบคว่ำลงกับพื้นเอื้อมมือไปจับข้อเท้าด้านหลังไห้เป็นครึ่งวงกลม  และ กรณีที่ต้องยกศีรษะ และขาขึ้นที่ละข้าง ค้างเกร็งไว้ สายตาฉันก็จะเห็นเหล่าตัวตะเข็บหลายตัวที่เดินบนพื้นซีเมนต์ ในแนวระนาบเดียวกันกับตัวฉัน ยิ่งมีแสงสาดส่องจากดวงอาทิตย์ในยามเช้า ผ่านพวกเขามา ก็ยิ่งเห็นความชัดเจนของการเคลื่อนไหวขาจำนวนมากที่ผสานสอดคล้องในการเดิน ดูเหมือนพวกเขาจะตัวใหญ่ขึ้น  และ ฉันก็จะเห็นพวกเขาจำนวนมากขึ้นเมื่อฉันมองในอิริยาบถนอนคว่ำระนาบเดียวกันนี้ บางตัวก็เข้ามาใกล้ชิดขอบเสื่อห่างจากหน้าฉันเพียงไม่ถึงฟุต...ความคิดและความรู้สึกบางอย่างเริ่มปรากฏในใจตนเอง
        

        อาจเป็นจินตภาพ ที่เห็นร่างกายของฉัน อันไม่หลงเหลือความเป็นร่างกาย สลายกลายธาตุ เป็นซากผุพังกับผืนดิน เหล่าสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งตัวตะเข็บนี้ ก็สามารถเดินชอนไช ทะลุผ่าน...รู้สึกเพิ่มขึ้นไปอีกว่า ณ เวลานั้น ฉันและเขา..เราก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฉันเป็นส่วนหนึ่งของเขา และเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของฉัน...เพียงแต่เวลานี้ จิตวิญญาณของฉันยังมีสัญญาที่น่ากลัวเกี่ยวกับพวกเขา และธรรมชาติก็ไม่ยอมให้อัตตาที่เป็นฉันดับสัญญานั้นเองได้ ยิ่งอยากให้ดับ ก็ยิ่งดับไม่ได้...ก็เท่านั้นเอง
        

        จบโยคะด้วยท่าสุริยะนมัสการ ในเวลา 1 ชั่วโมงเศษ พร้อมๆกับอาทิตย์ฉายสาดแสงทองส่องทั่วหล้า ฉันม้วนเก็บเสื่อด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เบียดเบียดเบียนเหล่าสัตว์โดยไม่จำเป็น รับประทานอาหารเช้าเสร็จ ด้วยจิตที่บอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์ จนอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเวลา 10 นาฬิกาเศษ กลับมีความง่วงงุน มึนศีรษะ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะสวดมนต์และนั่งสมาธิ...สุดท้ายฉันก็นอนแผ่...หลับไปอีก 1 ชั่วโมงกว่า  ตื่นขึ้นมาก็ได้เวลาอาหารกลางวัน ...รับประทานอาหารเสร็จ รับประทานวิตามินบำรุงร่างกาย ล้างจานชาม ตามรู้กายและใจปัจจุบัน ความมึน ง่วงงุน และซึมหดหู่ก็หายไปแล้ว ด้วยร่างกายนอนเพียงพอและได้รับอาหารไปเลี้ยงสมอง
        

        ด้วยจิตสงสัยฉันกลับมาทบทวนเรื่องเวทนา (3 อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา) และมีบทสรุป แต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจว่าบทสรุปนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ฉันเห็นอะไรผิดไปรึเปล่า...ฉันอาจเห็นอะไรไม่ตามจริงก็ได้..ฉันยังไม่มีครูบาอาจารย์ที่จะคอยสอบอารมณ์และทำให้ฉันรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตประจำวัน ที่เรียนรู้เอาเอง...โดยใช้ หนังสือและ CD ของอาจารย์ เป็นครูแบบสื่อสารทางเดียว  คิดเห็นอย่างไรก็ว่าไปตามที่เห็นเอง

 

        ฉันได้บทสรุปของการตามรู้ดูจิต ในช่วงนี้ที่แสนจะล้มลุกคลุกคลานว่า พยาธิสภาพทางกายส่วนหนึ่ง บวกกับความอ่อนล้าทางกายซึ่งสัญชาตญาณต้องการการพักผ่อน แต่กิเลสต้องการที่จะเหนี่ยวรั้งสุขเวทนา ด้วยอาลัยอาวรณ์ ในปีติสุขที่พึ่งผ่านไปใหม่ๆหมาดๆอยู่หลายเรื่อง และมีความแรงมากพอที่จะมีกิเลสแฝงคือราคะโดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาแห่งสุขเวทนาและไม่สามารถละได้ มามีผลเมื่อจิตซึม หดหู่  ความขัดใจอันเป็นกิเลสแฝง หรืออนุสัยคือปฏิฆะ เนื่องจากไม่พบสุขเวทนา (พบจิตซึม หดหู่ อยู่เนืองๆ ) บังเกิดวงจรทุกขเวทนา ซ้ำ แม้จะตามรู้ได้บ้าง แต่ละไม่ได้ จวบจนไม่ตั้งใจจะละ จึงละได้ด้วยธรรมชาติที่สมดุล ทั้งกาย ใจ และสิ่งแวดล้อมคือธรรมชาติอันเป็นหนึ่งเดียว
 
        และนี่กระมัง ที่ทำให้บันทึกนี้ออกมาได้  ตั้งแต่บ่ายวันเสาร์และวันอาทิตย์นี้ที่จิตใจฉัน สว่างใส  เป็นส่วนใหญ่  มิเช่นนั้นแล้ว ความง่วงงุน มึน ซึม หดหู่ จะปิดกั้นจนฉันไม่สามารถบันทึกสรุปความตามนี้ออกมาได้เลย นี่แหละนะ..มหัศจรรย์แห่งชีวิต จิต และกายนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้เลย...ด้วยเป็นเช่นนั้นเอง ...

img297/8749/myflower01an8.jpg

        แต่ที่แน่ๆ ก่อนสุดท้ายจริงๆ ฉันยังมีกิเลส ที่จะอยากดับความกลัวที่ยังเหลืออยู่ต่อตัวตะเข็บอยู่ดี...ถ้าเป็นไปได้ และ ยังอยากช่วยเหลือน้องๆ ในที่ทำงานที่มีปัญหาเดียวกัน บางคนกลัวแมลงสาบมากๆ ชนิดเป็นทุกข์เวทนาทางใจมหันต์...ที่เจ้าตัวก็อยากหาย ฉันก็อยากช่วยแต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ท่านใด มีความความรู้ในด้านนี้ช่วยสงเคราะห์ เป็นทานทางธรรมแก่ผู้บันทึกและเพื่อนร่วมชะตากรรมด้วยนะคะ...จักเป็นพระคุณยิ่งค่ะ