ในการไปวัดคราวนี้ มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์เยอะ เพราะเริ่มเข้าใจว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งผิดกับครั้งแรก ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากทำตามที่คนอื่นทำ

     เพิ่งกลับจากการไปวัดป่าธรรมอุทยาน รอบนี้ไป ตั้งแต่ 18-20 กรกฎาคม ก่อนหน้านี้สามสัปดาห์ก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้ไปวัด ซึ่งต้องผ่านอุปสรรค 2 ด่านไปให้ได้ ด่านที่หนึ่งคือน้องหมาไม่สบาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากเขาอาการไม่ดีในช่วงที่เราไม่อยู่ ก็จะไม่มีคนดูแลคอยป้อนยา ด่านที่สองคือผู้บังคับบัญชา ซึ่งไม่มั่นใจว่าเขาจะอนุญาตให้ไปไหม แต่ในที่สุดก็ผ่านไปได้ทั้งสองด้าน โดยด่านแรกน้องหมาชิงจากไปอย่างรวดเร็วก่อนไปวัดสิบสองวัน จึงตั้งใจว่าจะต้องอุทิศผลบุญในครั้งนี้ให้ด้วย

      ในบทบาทที่ได้ทำในครั้งนี้ ไม่ใช่ผู้เข้าอบรม แต่เป็น..พี่เลี้ยง งานหลักที่ได้รับมอบหมายสองวันแรก ก็คือ-- การจัดหาวัตถุดิบทั้งของสด ของแห้ง ของใช้จิปาถะให้กับกองทัพที่ไปกันรวมเบ็ดเสร็จกว่าหกสิบชีวิต--

      วันแรกเหนื่อยมากๆ เพราะต้องตระเวนซื้อข้าวของตั้งแต่ประมาณสิบโมงเช้าเริ่มตั้งแต่อาหารกลางวัน เป็นข้าวสารพัดหน้า ส่วนขนมขบเคี้ยว น้ำดื่ม ของใช้ แวะซื้อที่โลตัส  พอนำข้าวมาส่ง ก็รับอาหารกลางวัน ประมาณบ่ายโมงกว่า ก็ออกไปซื้อ ผักสด เนื้อสัตว์ ของชำ ผลไม้ให้พอรับประทานกันจนถึงวันสุดท้าย ส่วนอาหารกลางวันต้องออกไปซื้อเป็นวันๆ ยอมรับว่าตอนจ่ายตลาดนั้นเหนื่อยมาก มีทีมออกไปช่วยงานกันรวมสามคน แต่ละคนล้วนแต่หุ่นนายแบบ นางแบบ แต่ตอนซื้อของเสร็จต้องนั่งแบ็บกันมาในรถ งานนี้ได้ดูจิตเกิดอาการ เพราะมีความคิดขยะ ที่เกิดจากเวทนาทางกาย ทางใจเป็นล้นพ้น

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        กลับจากจ่ายตลาด ว่าจะงีบ ก็งีบไม่ลง ได้ยินเสียงคนกวาดพื้นแกรกๆ เดินออกไปดู ก็เลยออกไปที่ลานหน้าหลวงปู่ใหญ่ เพื่อทำความสะอาดเตรียมพื้นที่นั่งฟังธรรมจากหลวงพ่อกล้วยตอนประมาณหนึ่งทุ่ม มีคนมาช่วยกันสองสามคน เห็นพยาบาลคนหนึ่งกำลังนั่งสงบอยู่เกรงใจเหมือนกันที่ไปทำลายความสงบ สักพักเขาก็มาขอไม้กวาดไปช่วยกวาดด้วย เขาบอกว่าที่มาบ่อยๆ เพราะมาขอลูกจากหลวงปู่ใหญ่ </p>       รุ่นนี้โชคดีกว่ารุ่นเราเยอะ ได้อยู่วัดนาน ได้เจอครูบา อาจารย์ มีโอกาสฝึกมากกว่ารุ่นที่แล้ว ตัวเราเองก็ถือว่าโชคดีที่ได้มาช่วยงาน ได้ฟังธรรม ได้ทำบุญซื้อของให้วัดหลายอย่าง เช่น หลอดไฟนีออน ที่โกยขยะ ไม้กวาด มีดทำครัว รวมทั้งน้ำผลไม้ รายการสุดท้ายนี่ปลื้มใจมากเพราะคุณพ่อเราที่ล่วงลับไปแล้วชอบ สาธุ...สาธุ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">     แม้คราวนี้จะไม่ได้ไปนั่งฝึกดูจิตเงียบๆ คนเดียว แต่ก็มีหน้าที่เดินรับส่งคนไปยังจุดที่รับผิดชอบ ซึ่งเส้นทางที่เดินนั้นมืดมากๆ ระหว่างเดินไปเดินมา ก็ลองเดินอย่างมีสติ ตอนรอบแรกๆ ก็รีบร้อนเดินให้ถึงเร็วๆ เพราะกลัวจะไม่ทันเวลา พยายามใช้ไฟฉายให้น้อยที่สุด รอบแรกระหว่างเดินไปจุดธูปที่ฐานปฏิบัติ เปิดไฟฉายไปที่ถนนแล้วก็ตกใจ ใจหายเพราะไม่คิดว่าจะเจอแม่ชีชุดขาวเดินมาแต่ไกล หลังจากนั้นก็เลยลองที่จะไม่ใช้ไฟฉาย และเริ่มรู้ว่าระหว่างทางอาจเดินสวนกับใครที่ออกเดินดูจิตตอนกลางคืน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       คืนนั้น เป็นคืนเดือนมืดจริงๆ เราต้องพาน้องไปหยอดตามจุดรอบละ 2 จุด รวม 3 รอบ เป็นโอกาสดีที่ได้คุยกับน้องๆ และช่วยให้กำลังใจบ้าง ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์บ้าง โดยเฉพาะรอบสุดท้ายได้เจอน้องที่อยู่ธุรกิจเดียวกัน พอคุ้นเคยกันบ้าง รู้เลยว่าน้องผู้หญิงค่อนข้างกลัวในตอนที่เดินไปถึงฐานที่ต้องนั่ง แต่เขาก็พยายามต่อสู้กับความมืดจนผ่านพ้นไปได้ น้องผู้ชายบางคนก็บอกว่า พอใกล้ธูปหมดมัวแต่คิดว่าเมื่อไหร่พี่จะมารับซะที ก็เลยไม่สงบเหมือนช่วงกลางๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">      โดยส่วนตัวแล้วครั้งนี้ถือเป็นการปฏิบัติธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง และเริ่มเข้าใจสิ่งที่ได้รับฟังมาดียิ่งขึ้น เห็นการกระทำที่เป็นอิสระจากความคิด เอาชนะความอยากนอนไปสวดมนต์ทำวัตรเช้าในคืนที่สองได้ (คืนแรกไม่ไหวจริงๆ) ได้ฟังธรรมะดีๆ จากหลวงพ่อกล้วย ที่เป็นแนวทางนำไปใช้ และคิดว่าคงต้องหมั่นเพียรปฏิบัติให้มากกว่านี้ ที่ผ่านมารู้ก็ไม่มาก ซ้ำยังไม่ฝึกฝน แล้วเมื่อไรจะพ้นทุกข์ โดยเฉพาะตอนที่หลวงพ่อบอกว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>     ...การที่เรายังมีปัญหาด้านการควบคุมความคิด เป็นเพราะใจของเรายังไม่ได้รับการฝึกให้เข้มแข็งพอ เมื่อมีความคิดใดๆ มากระทบ จิตก็เลยเกิดอาการได้ง่าย... ถ้าเราฝึกดูจิตบ่อยๆ มีสติระลึกรู้ตัวทุกลมหายใจเข้าออก กินเป็น เดินเป็น อยู่เป็น จิตก็จะมีความเข้มแข็งมากขึ้น